สวรรค์นิรันดร์กาล

    วันประลอง

            แม้ฉางเฟิงจะบ่นแต่ก็ได้แต่ทำตามศิลาน้อยรีบกินศิลาปราณอย่างบ้าคลั่งแม้มันจะกินไปจำนวนมากแต่พลังของมันกลับไม่ได้ยกระดับเลยเห็นได้ชัดว่ากำนวนพลังที่มันต้องสะสมนั้นมากมายแค่ใหนฉางเฟิงที่ได้เห็นภาพนี้ก็ยังต้องแทบล้มทั้งยืน เขาไม่คิดว่าจะมีตัวกินจุมา

            “ไม่ต้องทำสีหน้าสิ้นหวังขนาดนั้นข้าจะสอนทักษะพลังจิตให้กับเจ้าเพื่อแลกเปลี่ยนก็แล้วกัน” ซีรั่วหยานเดินมาอยู่ข้างหน้าฉางเฟิงและยื่นหน้าของนางออกไปใกล้

            “ท่านคิดจะทำอะไร”ฉางเฟิงมีใบหน้าที่แดงขึ้นมาทันที

            “อะไรกันข้าก็จะถ่ายทอดทักษะให้กับเจ้ายังไงละ”ซีรั่วหยานยกยิ้มออกมา

            แม้บางครั้งนางจะอยู่ข้างในภาพสวรรค์นิรันดร์แต่ก็สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกได้แน่นอนว่าถ้าวิญญาณภาพสวรรค์นิรันดร์อนุญาติดังนั้นนางจึงรู้ดีว่าฉางเฟิงตอนนี้มีหญิงสาวที่งดงามถึงสามคนและแต่ละคนไม่เหมือนกันคนหนึ่ง เรียบร้อยบริสุทธิ์ คนหนึ่งหยิ่งในศักดิ์ศรีแต่เรื่องบนเตียงกับดุเดือดและคนสุดท้ายกลับเป็นเด็กสาวขี้เมาคนหนึ่งแต่จริงใจ

            “เจ้าในตอนนี้มีหญิงสาวถึงสามคนแล้วทำไมไม่นำพวกนางมาทำความรู้จักกับข้าละในฐานะพี่หญิงของพวกนางข้าก็มีสิทธิ์ที่จะชี้แนะพวกนางไม่ใช่เหรอ” ซีรั่วหยานกล่าว

            “พี่หญิงอะไรข้าและท่านไม่ได้เป็นแบบ..อุ....” ฉางเฟิงยังกล่าวไม่เสร็จซีรั่วหยานก็รุกหนักพร้อนกับจูบฉางเฟิงอย่างดูดดื่ม

            ขณะเดียวกันความรู้กลุ่มหนึ่งก็พุ่งเข้าสู้วิญญาณของฉางเฟิงหนึ่งในทักษะพลังจิตที่แข็งแกร่งที่สุด เนตรโกลาหล ความสามารถของเนตรโกลาหลสามารถทำให้พลังปราณในร่างหรือพลังจิตของอีกฝ่ายปั่นป่วนสับสนวุ่นได้ด้วยเพียงแค่การมอง

            “เป็นอย่างไรสุดยอดใช่หรือไม่”ซีรั่วหยานกล่าวด้วยใบหน้าที่แดงขึ้นมา

            “ท่านล้ำเส้นเกินไปแล้วถ้าข้าควบคุมตัวเองไม่ได้ท่านจะว่าอย่างไร”ฉางเฟิงถึงกับหอบหายใจ

            “อดทนอีกหน่อยไม่กี่ปีเจ้าก็จะสามารถบ่มเพาะคู่แบบจริงๆกับข้าได้แล้วแต่ตอนนี้ถ้าเจ้าทำแบบนั้นเจ้าจะตาย” ซีรั่วหยานยกยิ้มอย่างเย้ายวนออกมา

            “ชิ”ฉางเฟิงรีบออกจากภาพสวรรค์นิรันดร์ทันที

            เมื่อออกมาก็พบเจอกับมู่เฟยเสวี่ยที่รออยู่ในห้องอยู่แล้วเมื่อเห็นฉางเฟิงปรากฎตัวนางก็ยกยิ้มออกมาแต่ทันใดนั้นนางก็ขมวดคิ้วเพราะนางได้กลิ่นสตรีจากตัวของฉางเฟิง

            “กลิ่นนี้เป็นของใครมันไม่ใช่ของพี่สาวหรือองค์หญิง” มู่เฟยเสวี่ยกล่าว

            “เอาไว้ทีหลังตอนนี้ช่วยข้าก่อน”ฉางเฟิงรู้สึกร้อนรุ่มอย่างมากเพราะถูกซีรั่วหยานกระตุ้นมากเกินไปทำให้ฉางเฟิงแทบจะกดเพลิงราคะของตัวเองไม่ได้จึงกระโจนเข้าใส่มู่เฟยเสวี่ยทันที

            “เดี๋ยวก่อนอย่ารุนแรงนักสิ”มู่เฟยเสวี่ยกรีดร้องออกมาแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

            หลังจากนั้นค่ำคืนที่ดุเดือนก็เริ่มต้นขึ้นเช้าวันต่อมาฉางเฟิงกลับมาสดใสอีกครั้งแต่มู่เฟยเสวี่ยกลับรู้สึกว่าร่างกายเจ็บปวดไปหมด

            “เจ้าจะป่าเถื่อนเกินไปแล้ว”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว

            “ก็เจ้าเป็นคนขอมาไม่ใช่หรือยังไง”ฉางเฟิงกล่าว

            “แล้วตกลงผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว

            “นางคือพี่หญิงของพวกเจ้าเอาไว้เมื่อมีเวลาข้าจะพาพวกเจ้าไปพบนาง”ฉางเฟิงขี้เกียจอธิบายจึงบอกตามที่ซีรั่วหยานกล่าว

            “พวกข้ามีพี่หญิงด้วยงั้นเหรอตั้งแต่เมื่อไหร่” มู่เฟยเสวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าตกใจ

            “เอาไว้พวกเจ้าไปคุยกันเอง”ฉางเฟิงยกยิ้ม

            เขาคิดจะโยนเรื่องราวทั้งหมดไปให้ซีรั่วหยานจัดการอยากจะเป็นพี่หญิงดีนักก็ไปคุยกับหญิงสาวทั้งสามเอาเอง

            ภายในวันนี้คือวันประลองรอบคัดเลือดดังนั้นพวกฉางเฟิงจึงออกจากโรงเตี้ยมตั้งแต่เช้าและตรงไปยังวังหลวงเมื่อเดินทางถึงวังหลวงก็ได้แสดงป้ายตัวตนของนิกายบุปผาออกมาทหารก็จะเปิดทางให้

            การประลองจัดขึ้นในวังหลวงซึ่งมีสนามประลองขนาดใหญ่ตอนนี้คนของสี่นิกายและตระกูลที่ยิ่งใหญ่ได้มารวมตัวกันแล้วพวกฉางเฟิงแม้จะนำคนมาน้อยแต่กลับแข็งแกร่งอย่างมากถึงอย่างไรตัวตนของฉางเฟิงก็ถูกเปิดเผยแล้วเขาคือตัวตนที่เป็นรองเพียงแค่จักรพรรดิเท่านั้น

            “ได้ข่าวว่าการประลองในปีนี้นอกจากสี่นิกายแล้วยังมีตระกูลใหญ่ที่สามารถส่งคนเข้าร่วมได้อีกด้วย”

            “ไม่ผิดทุกปีมีเพียงอัจฉริยะของสี่นิกายเท่านั้นที่จะได้ลงประลองแต่เพราะในปีนี้อัจฉริยะของจงโจวเดินทางมาเที่ยวชมการประลองด้วยทำให้ผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งหมดอยากจะส่งคนของคนเข้าร่วมประลองเพื่อหวังว่ารุ่นเยาว์ของพวกเขาจะเข้าตาอัจฉริยะของจงโจว”

            “เป็นแบบนี้นี่เองแต่ข้าว่าปีนี้สี่นิกายทำตัวแปลกๆ”

            “ถูกต้องนิกายมารโลหิตช่วงนี้เก็บตัวเงียบไม่ก่อเรื่องชั่วร้ายเหมือนที่ผ่านมานิกายดาบสวรรค์ปิดประตูนิกายหลังจากเจอจักรพรรดิสี่ใช้หมัดเดียวทำลายค่ายกลนิกายจนพังย่อยยับมีเพียงนิกายสัตว์ร้ายที่ยังไม่เป็นอะไรกับนิกายบุปผาที่พุ่งทยานขึ้นมา”

            “พูดถึงเรื่องนี้ว่ากันว่าผู้อาวุโสหอโอสถของนิกายบุปผานั้นเป็นผู้มีพลังจิตระดับราชันขั้นที่9 ด้วยอายุ 16 ปี”

            “ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกันแถมยังเป็นปรมาจารย์ที่หลอมเม็ดยาคุณภาพสูงสุดออกมาได้อีกด้วย”

            “คนเช่นนี้เป็นคนของอาณาจักรพวกเราจริงๆงั้นรึ”

            “ถ้าใช่ก็ถือว่าอาณาจักรของพวกเราจะได้หน้าอย่างมากเพราะปกติอาณาจักรของเรามักจะถูกมองว่าอ่อนแอที่สุด” เหล่าผู้คนที่มานั่งชมการแสดงพากันพูดคุยกันอย่างเมามัน

            พวกฉางเฟิงนั่งรออย่างสงบแต่พวกลู่หยางกลับตื่นเต้นอย่างมากแม้พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและมีอุปกรณ์ของฉางเฟิงช่วยแต่พวกเขาก็ยังต้องทรมานจากผงขี้ผึ้งเหมันต์ที่ฉางเฟิงปรุงขึ้นมา

            “ข้าสาบานเลยว่าจะไม่ทาเจ้าสิ่งนั้นอีก”ลู่หยางสั่นเทา

            “แต่มันกลับได้ผลดีไม่ใช่เหรอพวกเจ้าต่างเป็นระดับวิญญาณขั้นที่3-5 กันหมดในเวลาแค่คืนเดียว” ถูคงกล่าว

            “เจ้าฝึกฝนกายาเป็นหลักร่างกายของเจ้าทนทานกว่าพวกข้าแน่นอนว่าไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บปวดมากแค่ใหน”จินลู่กล่าว

            “หยุดบ่นได้แล้วถ้าแค่นี้ยังบ่นกันในอนาคตพวกเจ้าจะกลายเป็นเสาหลักของนิกายได้อย่างไร” ฉางเฟิงกล่าว

            “ใช่แล้วสิ่งที่ผู้อาวุโสฉางทำก็เพื่อพวกเราทั้งหมด”เทพธิดาสี่ฤดูพากันกล่าว

            “วิ้ง!!!!”

            ในตอนนั้นเองแสงสีทองก็ส่องสว่างจากท้องฟ้าพร้อมกับร่างที่สวมชุดคลุมจักรพรรดิก้าวเดินลงมาจากท้องฟ้า

            “ระดับจักรพรรดิ”หลายคนพากันตกใจ

            ราชาจงเย่กลายเป็นจักรพรรดิเสียแล้วนี่เท่ากับว่าในวังหลวงอย่างน้อยก็มีระดับจักรพรรดิอยู่สองคน ราชาจงเย่ก้าวลงมาและนั่งลงในตำแหน่งที่สูงที่สุดจากนั้นไม่นานก็ปรากฎรุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่งที่ลอยตัวลงมาเช่นกันแต่พวกเขาไม่ได้อยู่ระดับจักรพรรดิแต่มีทักษะหรืออุปกรณ์ที่ช่วยให้ลอยตัวได้ชั่วคราวเท่านั้น

            “นั่นคืออัจฉริยะจากจงโจว”ฉางเฟิงหรี่ตาลงเพราะในกลุ่มคนพวกนี้อ่อนแอสุดก็ระดับปฐพีขั้นที่ 1แล้ว

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน