หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง รถก็มาถึง
สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อขึ้นรถคือหันไปดูว่าใครเป็นคนขับ
นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญเพราะทันทีที่ขึ้นมา ผมก็จำคนขับได้ในพริบตา
เป็นเขานี่เอง คนที่เคยพาผมไปหาอาจารย์
“พี่เฉา!” ผมร้องเรียกด้วยความดีใจ
พี่เฉาเองก็จำผมได้พอเห็นว่าสีหน้าผมดูดีขึ้นก็ถึงกับประหลาดใจ
“น้องชาย!เป็นนายนี่เอง เรื่องของนายเรียบร้อยดีแล้วหรือ”
ผมพยักหน้า
“เกือบจบเรื่องแล้วส่วนเรื่องของพี่ ผมให้คำมั่นว่าจะช่วยพี่ส่งข่าวในอีกสามวัน”
“สะ...สามวัน?”พี่เฉาได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงดวงตาเบิกกว้างมองผมอย่างไม่อยากเชื่อ
ผมไม่มีเวลาจะอธิบายอะไรให้มากความ
ผมนั่งอยู่ด้านหลังเขาแล้วพูดสั้นๆ ว่า “ตอนนี้ผมเป็นศิษย์ของอาจารย์ซ่งแล้ว และได้สอบถามวิธีจากเขามา
“เราจะได้เจอรถคันนั้นในอีกสามวัน หากพี่ไม่กลัวเมื่อถึงเวลาผมจะติดต่อไปหา”
“หะ...หา!จริง...จริงเหรอ”
“จริง” ผมตอบยืนยันหนักแน่น
“เยี่ยมเลยเยี่ยมจริงๆ...”
พี่เฉามีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ผู้โดยสารคนอื่นที่นั่งอยู่ในรถพากันหันมามองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ
เขาตื่นเต้นอยู่พักใหญ่กว่าจะเหยียบคันเร่งพารถออกไป
ตลอดทางพี่เฉาถามผมไม่หยุดถามว่าทำไมถึงไปเป็นศิษย์ของอาจารย์ซ่งได้ ถามว่าทำไมต้องเป็นสามวันให้หลังถ้าเขาจะมาในวันนั้นต้องทำอะไร ต้องไปที่ไหน ฯลฯ
เรื่องนี้เล่ายาวผมเองก็ขี้เกียจอธิบายละเอียด จึงบอกเพียงว่า ผมกับอาจารย์ซ่งมีวาสนาต่อกันท่านจึงรับผมเป็นศิษย์
ส่วนเรื่องของเขานั้นที่ต้องรออีกสามวันเพราะต้องรอวันที่เหมาะสม
พอถึงเวลานั้นอาจารย์จะลงมือส่งพวกเขาไปสู่สุคติเอง
จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องพวกนี้มากนัก อาจารย์ก็ไม่ได้บอกอะไรมากผมจึงอธิบายให้ละเอียดไปกว่านี้ไม่ได้ ทำได้เพียงบอกให้พี่เฉาสบายใจเท่านั้น
พี่เฉาดูตื่นเต้นเป็นอย่างมากดวงตาแดงก่ำด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
เขาบอกว่าสิบสองปีแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
ในที่สุดครอบครัวของพวกเขาก็จะได้พบกันอีกครั้ง
อารมณ์ของพี่เฉาที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้โดยสารที่เหลือในรถพากันหวาดหวั่น
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำอย่าง‘รถบัสผี’ ‘หลับใหลชั่วนิรันดร์’และ ‘อุบัติเหตุ’
ทำให้หลายคนออกอาการหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด
ถึงขนาดที่มีผู้โดยสารสองคนลงจากรถก่อนถึงป้ายที่จะลง
เมื่อรถจอดที่ป้ายโรงพยาบาลเขตสามผมก็ลงจากรถ
พี่เฉามองส่งผมด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งจนกระทั่งผมหายลับไปจากสายตา
ผมเดินตรงไปยังตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลเพื่อดูอาการของลุงอวี๋
เมื่อมาถึงผมพบว่าลุงอวี๋อาการดีขึ้นมากแล้ว
เขากำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวออกจากโรงพยาบาล
เมื่อเห็นผมมาเยี่ยมลุงอวี๋ก็ดูดีใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าผมดูแข็งแรงขึ้นสีหน้าสดใสขึ้น เขาก็ดูจะเข้าใจทันทีว่าปัญหาของผมได้รับการคลี่คลายแล้ว
ผมพยักหน้าเบาๆบอกว่าสี่มหาเคราะห์ของผมถูกยับยั้งไว้ชั่วคราว
ตราบใดที่ผมยังคงสั่งสมพรและช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณผมก็จะสามารถรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรงต่อไปได้และวันนี้ผมมาเยี่ยมก็เพื่อดูอาการของลุงอวี๋
ลุงอวี๋โบกมือไปมาบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว
จากนั้นผมช่วยเขาดำเนินเรื่องออกจากโรงพยาบาล
เงินหนึ่งหมื่นที่ผมจ่ายไปยังเหลืออยู่สองพันสี่ร้อยกว่าหยวน
ผมตั้งใจจะใช้เงินทั้งหมดซื้ออาหารบำรุงให้ลุงอวี๋ เพราะเขาต้องมาเจ็บตัวเพราะผมแท้ๆ
แต่ลุงอวี๋ไม่ยอมรับเงินนั้นอย่างเด็ดขาดเขาบอกว่าในฐานะอาจารย์อา จะรับเงินจากผมได้อย่างไร
สุดท้ายเขายืนกรานคืนเงินให้ผม
ผมจึงได้แต่พาเขาออกจากโรงพยาบาลแล้วเรียกรถรับจ้างให้ไปส่ง
ขณะที่เรากำลังรอรถลุงอวี๋ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
“เสี่ยวเจียง พรุ่งนี้นายว่างไหม”
“ว่างครับ” ผมตอบทันที
หากเป็นคำขอของลุงอวี๋ต่อให้ไม่ว่าง ผมก็ต้องตอบว่าว่าง
ลุงอวี๋พยักหน้า
“ดีเลย งั้นคืนพรุ่งนี้นายไปห้องอาถรรพ์เป็นเพื่อนลุงหน่อยสิ ลุงจะไปเอาโทรศัพท์คืนเพิ่งซื้อมาใหม่ตั้งหลายพัน” ลุงอวี๋พูดสบถอย่างหัวเสีย
แต่ผมกลับสงสัยทำไมต้องไปตอนกลางคืน นั่นมันบ้านอาถรรพ์แถมยายเฒ่าที่นั่นก็ดูไม่ธรรมดา ไปเอาตอนกลางวันไม่ดีกว่าหรือ แบบนั้นคงปลอดภัยกว่าเยอะ
ผมจึงเอ่ยขึ้น “ลุงอวี๋ ทำไมต้องเป็นกลางคืนด้วย ยายเฒ่าที่นั่นดูมีพลังไม่ใช่น้อยๆ
“ครั้งก่อนเราถูกเปิดโปงไปแล้ว ถ้าไปตอนกลางคืน ยายเฒ่าคนนั้นคงไม่ปล่อยเราไปง่ายๆ แน่”
ลุงอวี๋กลับหัวเราะ “นายไม่อยากสั่งสมพรเหรอ ยายเฒ่านั่นคือเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ลุงมีมีดหัวมังกร นายมีกระบี่กระดูกปลา เราสองคนร่วมมือกันยังไงก็รับมือไหว”
พูดจบลุงอวี๋หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “อีกอย่างนายไม่รู้จักที่นั่น ตอนกลางวันจะมีคนของชุมชนมาคอยตรวจตรา แต่กลางคืนจะไม่มีใครเลย
“ถ้าเราไปตอนกลางวันคงเข้าไปไม่ได้แน่ ถึงแม้จะเบี่ยงเบนความสนใจของยามเฝ้าประตูได้แต่ก็คงเปิดประตูบานนั้นไม่ได้ง่ายๆ เว้นแต่ว่าจะใช้เครื่องมือพังกำแพงเข้าไป แต่ถ้าทำแบบนั้น คนทั้งตึกคงไม่ยอมแน่ เผลอๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาเพราะพวกเขากลัวกันหมดจนไม่มีใครกล้าแตะต้องห้องนั้น ไม่อย่างนั้นห้องนั้นคงไม่ถูกตอกไม้ปิดตายแบบนั้นหรอก”
หลังจากฟังคำพูดของลุงอวี๋ผมถึงเข้าใจว่าทำไมต้องไปตอนกลางคืน
ที่แท้ก็มีเหตุผลเหล่านี้อยู่ด้วย
พอเข้าใจเรื่องทั้งหมดผมก็ไม่ลังเลอีก รีบพยักหน้าตอบรับ “เข้าใจแล้วลุงอวี๋แล้วพรุ่งนี้เราจะเจอกันที่ไหน ให้ผมไปหาลุงที่บ้านหรือรออยู่หน้าทางเข้าชุมชนดี?”
ลุงอวี๋ไม่รีรอตอบกลับทันที “ไปเจอกันที่หน้าทางเข้าชุมชนดีกว่า เที่ยงคืนตรง! เวลานั้นคนในตึกคงไม่กล้าออกมาแน่ เราจะทำอะไรก็ไม่มีใครกล้าขวาง”
“ตกลง ผมจะจำไว้”
ขณะนั้นรถที่ผมเรียกก็มาถึงพอดี
ผมกวักมือเรียกรถให้เข้ามาใกล้แล้วเปิดประตูให้ลุงอวี๋ขึ้นรถ มองตามจนกระทั่งรถเคลื่อนออกไป
ลุงอวี๋เองก็โบกมือให้ผมเป็นเชิงบอกให้กลับบ้านได้แล้ว
ผมส่งเสียงตอบรับเบาๆมองตามลุงอวี๋จนรถลับสายตา ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในโรงพยาบาลอีกครั้ง
ที่จริงผมมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เรื่องของลุงอวี๋ ผมต้องจัดการแผลที่หลังด้วย
ผมลงทะเบียนที่แผนกศัลยกรรมรอไม่นานก็ถึงคิว
หมอที่ตรวจเป็นแพทย์ฝึกหัดดูอายุมากกว่าผมแค่ปีสองปี
พอเปิดผ้าพันแผลออกเห็นข้างในเต็มไปด้วยเถ้าธูป หมอก็พึมพำอย่างไม่พอใจ
เขาบ่นว่าทำไมผมถึงเอาเถ้าธูปมาใส่แผลแบบนี้มันอาจทำให้ติดเชื้อหรือถึงขั้นเข้าสู่กระแสเลือดได้
ผมเพียงยิ้มบางๆไม่ได้ตอบอะไร
ถ้าเขารู้ว่าแผลพวกนี้เกิดจากเงื้อมมือของผีและเถ้าธูปนี่เป็นสิ่งที่ช่วยขจัดพลังอาฆาต เขาคงไม่พูดแบบนี้แน่
หลังจากจัดการแผลเสร็จผมก็กลับไปที่มหาวิทยาลัย
ตอนนี้ห้องพักสองคนกลายเป็นห้องของผมคนเดียวไปแล้ว
ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเอนหลังพลางเปิดหนังสือดูรายวิชาของสัปดาห์นี้ ก่อนจะตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้จะเข้าเรียนเต็มวันจากนั้นตอนกลางคืนค่อยไปหาลุงอวี๋เพื่อเผชิญหน้ากับยายเฒ่าในห้องอาถรรพ์
หลายวันมานี้เหนื่อยมากคิดไปคิดมาก็เผลอหลับไป
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว
สิ่งแรกที่ผมทำคือมองไปยังเตียงของจางเฉียงแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
ทำไมเขาต้องโลภกับเหรียญนั้นด้วยนะ...
สุดท้ายต้องสังเวยชีวิตตัวเอง
ผมหยิบตำราเรียนออกไปหาอะไรกินที่โรงอาหาร ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องเรียน
ผมหายไปจากมหาวิทยาลัยหลายวันพอเดินเข้าไปในห้องเรียนก็มีเพื่อนร่วมชั้นบางคนเข้ามาทักทาย
ผมพยักหน้าตอบกลับไปตามมารยาทแต่ก็ไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษจึงไม่มีใครใส่ใจผมมากนัก
ผมตั้งใจเรียนตลอดทั้งวันจากนั้นก็กลับหอพักมาทำการบ้าน
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลานัดผมหยิบกระบี่กระดูกปลา ง้างเหล็กดัดหน้าต่างแล้วปีนออกจากห้องพักอย่างชำนาญ
ผมปีนข้ามกำแพงมหาวิทยาลัยก่อนจะเรียกรถไปยังชุมชนที่มีห้องอาถรรพ์
เมื่อมาถึงก็เพิ่งจะห้าทุ่ม
บริเวณรอบๆเงียบสงัดไร้ผู้คน
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านหมู่ตึกสูงเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว…