ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 61 ไปโรงพยาบาล คำสั่งของลุงอวี๋

    หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง รถก็มาถึง

            สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อขึ้นรถคือหันไปดูว่าใครเป็นคนขับ

            นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญเพราะทันทีที่ขึ้นมา ผมก็จำคนขับได้ในพริบตา

            เป็นเขานี่เอง คนที่เคยพาผมไปหาอาจารย์

            “พี่เฉา!” ผมร้องเรียกด้วยความดีใจ

            พี่เฉาเองก็จำผมได้พอเห็นว่าสีหน้าผมดูดีขึ้นก็ถึงกับประหลาดใจ

            “น้องชาย!เป็นนายนี่เอง เรื่องของนายเรียบร้อยดีแล้วหรือ”

            ผมพยักหน้า

            “เกือบจบเรื่องแล้วส่วนเรื่องของพี่ ผมให้คำมั่นว่าจะช่วยพี่ส่งข่าวในอีกสามวัน”

            “สะ...สามวัน?”พี่เฉาได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงดวงตาเบิกกว้างมองผมอย่างไม่อยากเชื่อ

            ผมไม่มีเวลาจะอธิบายอะไรให้มากความ

            ผมนั่งอยู่ด้านหลังเขาแล้วพูดสั้นๆ ว่า “ตอนนี้ผมเป็นศิษย์ของอาจารย์ซ่งแล้ว และได้สอบถามวิธีจากเขามา

            “เราจะได้เจอรถคันนั้นในอีกสามวัน หากพี่ไม่กลัวเมื่อถึงเวลาผมจะติดต่อไปหา”

            “หะ...หา!จริง...จริงเหรอ”

            “จริง” ผมตอบยืนยันหนักแน่น

            “เยี่ยมเลยเยี่ยมจริงๆ...”

            พี่เฉามีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน

            ผู้โดยสารคนอื่นที่นั่งอยู่ในรถพากันหันมามองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ

            เขาตื่นเต้นอยู่พักใหญ่กว่าจะเหยียบคันเร่งพารถออกไป

            ตลอดทางพี่เฉาถามผมไม่หยุดถามว่าทำไมถึงไปเป็นศิษย์ของอาจารย์ซ่งได้ ถามว่าทำไมต้องเป็นสามวันให้หลังถ้าเขาจะมาในวันนั้นต้องทำอะไร ต้องไปที่ไหน ฯลฯ

            เรื่องนี้เล่ายาวผมเองก็ขี้เกียจอธิบายละเอียด จึงบอกเพียงว่า ผมกับอาจารย์ซ่งมีวาสนาต่อกันท่านจึงรับผมเป็นศิษย์

            ส่วนเรื่องของเขานั้นที่ต้องรออีกสามวันเพราะต้องรอวันที่เหมาะสม

            พอถึงเวลานั้นอาจารย์จะลงมือส่งพวกเขาไปสู่สุคติเอง

            จริงๆแล้วผมเองก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องพวกนี้มากนัก อาจารย์ก็ไม่ได้บอกอะไรมากผมจึงอธิบายให้ละเอียดไปกว่านี้ไม่ได้ ทำได้เพียงบอกให้พี่เฉาสบายใจเท่านั้น

            พี่เฉาดูตื่นเต้นเป็นอย่างมากดวงตาแดงก่ำด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน

            เขาบอกว่าสิบสองปีแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

            ในที่สุดครอบครัวของพวกเขาก็จะได้พบกันอีกครั้ง

            อารมณ์ของพี่เฉาที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้โดยสารที่เหลือในรถพากันหวาดหวั่น

            โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำอย่าง‘รถบัสผี’ ‘หลับใหลชั่วนิรันดร์’และ ‘อุบัติเหตุ’

            ทำให้หลายคนออกอาการหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด

            ถึงขนาดที่มีผู้โดยสารสองคนลงจากรถก่อนถึงป้ายที่จะลง

            เมื่อรถจอดที่ป้ายโรงพยาบาลเขตสามผมก็ลงจากรถ

            พี่เฉามองส่งผมด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งจนกระทั่งผมหายลับไปจากสายตา

            ผมเดินตรงไปยังตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลเพื่อดูอาการของลุงอวี๋

            เมื่อมาถึงผมพบว่าลุงอวี๋อาการดีขึ้นมากแล้ว

            เขากำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวออกจากโรงพยาบาล

            เมื่อเห็นผมมาเยี่ยมลุงอวี๋ก็ดูดีใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าผมดูแข็งแรงขึ้นสีหน้าสดใสขึ้น เขาก็ดูจะเข้าใจทันทีว่าปัญหาของผมได้รับการคลี่คลายแล้ว

            ผมพยักหน้าเบาๆบอกว่าสี่มหาเคราะห์ของผมถูกยับยั้งไว้ชั่วคราว

            ตราบใดที่ผมยังคงสั่งสมพรและช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณผมก็จะสามารถรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรงต่อไปได้และวันนี้ผมมาเยี่ยมก็เพื่อดูอาการของลุงอวี๋

            ลุงอวี๋โบกมือไปมาบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว

            จากนั้นผมช่วยเขาดำเนินเรื่องออกจากโรงพยาบาล

            เงินหนึ่งหมื่นที่ผมจ่ายไปยังเหลืออยู่สองพันสี่ร้อยกว่าหยวน

            ผมตั้งใจจะใช้เงินทั้งหมดซื้ออาหารบำรุงให้ลุงอวี๋ เพราะเขาต้องมาเจ็บตัวเพราะผมแท้ๆ

            แต่ลุงอวี๋ไม่ยอมรับเงินนั้นอย่างเด็ดขาดเขาบอกว่าในฐานะอาจารย์อา จะรับเงินจากผมได้อย่างไร

            สุดท้ายเขายืนกรานคืนเงินให้ผม

            ผมจึงได้แต่พาเขาออกจากโรงพยาบาลแล้วเรียกรถรับจ้างให้ไปส่ง

            ขณะที่เรากำลังรอรถลุงอวี๋ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด

            “เสี่ยวเจียง พรุ่งนี้นายว่างไหม”

            “ว่างครับ” ผมตอบทันที

            หากเป็นคำขอของลุงอวี๋ต่อให้ไม่ว่าง ผมก็ต้องตอบว่าว่าง

            ลุงอวี๋พยักหน้า

            “ดีเลย งั้นคืนพรุ่งนี้นายไปห้องอาถรรพ์เป็นเพื่อนลุงหน่อยสิ ลุงจะไปเอาโทรศัพท์คืนเพิ่งซื้อมาใหม่ตั้งหลายพัน” ลุงอวี๋พูดสบถอย่างหัวเสีย

            แต่ผมกลับสงสัยทำไมต้องไปตอนกลางคืน นั่นมันบ้านอาถรรพ์แถมยายเฒ่าที่นั่นก็ดูไม่ธรรมดา ไปเอาตอนกลางวันไม่ดีกว่าหรือ แบบนั้นคงปลอดภัยกว่าเยอะ

            ผมจึงเอ่ยขึ้น “ลุงอวี๋ ทำไมต้องเป็นกลางคืนด้วย ยายเฒ่าที่นั่นดูมีพลังไม่ใช่น้อยๆ

            “ครั้งก่อนเราถูกเปิดโปงไปแล้ว ถ้าไปตอนกลางคืน ยายเฒ่าคนนั้นคงไม่ปล่อยเราไปง่ายๆ แน่”

            ลุงอวี๋กลับหัวเราะ “นายไม่อยากสั่งสมพรเหรอ ยายเฒ่านั่นคือเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ลุงมีมีดหัวมังกร นายมีกระบี่กระดูกปลา เราสองคนร่วมมือกันยังไงก็รับมือไหว”

            พูดจบลุงอวี๋หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “อีกอย่างนายไม่รู้จักที่นั่น ตอนกลางวันจะมีคนของชุมชนมาคอยตรวจตรา แต่กลางคืนจะไม่มีใครเลย

            “ถ้าเราไปตอนกลางวันคงเข้าไปไม่ได้แน่ ถึงแม้จะเบี่ยงเบนความสนใจของยามเฝ้าประตูได้แต่ก็คงเปิดประตูบานนั้นไม่ได้ง่ายๆ เว้นแต่ว่าจะใช้เครื่องมือพังกำแพงเข้าไป แต่ถ้าทำแบบนั้น คนทั้งตึกคงไม่ยอมแน่ เผลอๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาเพราะพวกเขากลัวกันหมดจนไม่มีใครกล้าแตะต้องห้องนั้น ไม่อย่างนั้นห้องนั้นคงไม่ถูกตอกไม้ปิดตายแบบนั้นหรอก”

            หลังจากฟังคำพูดของลุงอวี๋ผมถึงเข้าใจว่าทำไมต้องไปตอนกลางคืน

            ที่แท้ก็มีเหตุผลเหล่านี้อยู่ด้วย

            พอเข้าใจเรื่องทั้งหมดผมก็ไม่ลังเลอีก รีบพยักหน้าตอบรับ “เข้าใจแล้วลุงอวี๋แล้วพรุ่งนี้เราจะเจอกันที่ไหน ให้ผมไปหาลุงที่บ้านหรือรออยู่หน้าทางเข้าชุมชนดี?”

            ลุงอวี๋ไม่รีรอตอบกลับทันที “ไปเจอกันที่หน้าทางเข้าชุมชนดีกว่า เที่ยงคืนตรง! เวลานั้นคนในตึกคงไม่กล้าออกมาแน่ เราจะทำอะไรก็ไม่มีใครกล้าขวาง”

            “ตกลง ผมจะจำไว้”

            ขณะนั้นรถที่ผมเรียกก็มาถึงพอดี

            ผมกวักมือเรียกรถให้เข้ามาใกล้แล้วเปิดประตูให้ลุงอวี๋ขึ้นรถ มองตามจนกระทั่งรถเคลื่อนออกไป

            ลุงอวี๋เองก็โบกมือให้ผมเป็นเชิงบอกให้กลับบ้านได้แล้ว

            ผมส่งเสียงตอบรับเบาๆมองตามลุงอวี๋จนรถลับสายตา ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในโรงพยาบาลอีกครั้ง

            ที่จริงผมมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เรื่องของลุงอวี๋ ผมต้องจัดการแผลที่หลังด้วย

            ผมลงทะเบียนที่แผนกศัลยกรรมรอไม่นานก็ถึงคิว

            หมอที่ตรวจเป็นแพทย์ฝึกหัดดูอายุมากกว่าผมแค่ปีสองปี

            พอเปิดผ้าพันแผลออกเห็นข้างในเต็มไปด้วยเถ้าธูป หมอก็พึมพำอย่างไม่พอใจ

            เขาบ่นว่าทำไมผมถึงเอาเถ้าธูปมาใส่แผลแบบนี้มันอาจทำให้ติดเชื้อหรือถึงขั้นเข้าสู่กระแสเลือดได้

            ผมเพียงยิ้มบางๆไม่ได้ตอบอะไร

            ถ้าเขารู้ว่าแผลพวกนี้เกิดจากเงื้อมมือของผีและเถ้าธูปนี่เป็นสิ่งที่ช่วยขจัดพลังอาฆาต เขาคงไม่พูดแบบนี้แน่

            หลังจากจัดการแผลเสร็จผมก็กลับไปที่มหาวิทยาลัย

            ตอนนี้ห้องพักสองคนกลายเป็นห้องของผมคนเดียวไปแล้ว

            ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเอนหลังพลางเปิดหนังสือดูรายวิชาของสัปดาห์นี้ ก่อนจะตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้จะเข้าเรียนเต็มวันจากนั้นตอนกลางคืนค่อยไปหาลุงอวี๋เพื่อเผชิญหน้ากับยายเฒ่าในห้องอาถรรพ์

            หลายวันมานี้เหนื่อยมากคิดไปคิดมาก็เผลอหลับไป

            เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว

            สิ่งแรกที่ผมทำคือมองไปยังเตียงของจางเฉียงแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

            ทำไมเขาต้องโลภกับเหรียญนั้นด้วยนะ...

            สุดท้ายต้องสังเวยชีวิตตัวเอง

            ผมหยิบตำราเรียนออกไปหาอะไรกินที่โรงอาหาร ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องเรียน

            ผมหายไปจากมหาวิทยาลัยหลายวันพอเดินเข้าไปในห้องเรียนก็มีเพื่อนร่วมชั้นบางคนเข้ามาทักทาย

            ผมพยักหน้าตอบกลับไปตามมารยาทแต่ก็ไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษจึงไม่มีใครใส่ใจผมมากนัก

            ผมตั้งใจเรียนตลอดทั้งวันจากนั้นก็กลับหอพักมาทำการบ้าน

            เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลานัดผมหยิบกระบี่กระดูกปลา ง้างเหล็กดัดหน้าต่างแล้วปีนออกจากห้องพักอย่างชำนาญ

            ผมปีนข้ามกำแพงมหาวิทยาลัยก่อนจะเรียกรถไปยังชุมชนที่มีห้องอาถรรพ์

            เมื่อมาถึงก็เพิ่งจะห้าทุ่ม

            บริเวณรอบๆเงียบสงัดไร้ผู้คน

            สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านหมู่ตึกสูงเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว…


     

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน