“หือ?”ทุกคนหันไปมองเหอซินซือเป็นตาเดียว
“เจ้าเห็นอะไรรึ?”จูลี่ถิงถาม เหอซินซือจึงตอบว่า “ข้าเห็นคุณชายจางพาคุณหนูเฟิ่งเข้าห้องไปเจ้าค่ะแต่เหตุใดจึงกลายเป็นสาวใช้คนนี้ที่อยู่กับคุณชายจางไปได้ล่ะ? หรือว่าเรื่องราวแท้จริงจะถูกปิดบังเอาไว้อีกทั้งสาวใช้คนนั้นก็ยืนกรานขวางเอาไว้ตั้งนาน นางไม่ยอมให้ใครเข้าไปได้เช่นนั้นน่าจะหมายความว่าตอนนั้นคุณหนูเฟิ่งคงอยู่ในห้องกระมัง?”
“หากข้าอยู่ข้างในจริงๆเช่นนั้นข้าจะมาที่ด้านหน้าเรือนได้อย่างไร? ห้องๆ นั้น ด้านหลังเรือนเป็นกำแพงสูงข้าที่เป็นคุณหนูในห้องหับปีนกำแพงก็ปีนไม่ไหว หรือว่าท่านคิดว่าข้าปีนไหว?”เฟิ่งหวงถามน้ำเสียงราบเรียบ แล้วหันไปถามแม่นมซื่อว่า “เหตุใดเจ้าจึงไปขวางประตูเอาไว้ล่ะ?”
“บ่าวคิดว่าเป็นคุณหนูที่อยู่ข้างในบ่าวจึงได้ขวางเจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงตอบ เฟิ่งหวงบอก “แต่ว่าข้าไม่ได้อยู่ข้างใน ข้าไปที่เรือนท่านแม่เปลี่ยนเสื้อเพราะว่าข้าเผลอทำน้ำชาหกใส่เสื้อ สาวใช้ที่เรือนท่านแม่ก็เห็นพวกนางล้วนเป็นพยานให้ข้าได้”
“โอ้ เป็นเช่นนี้เองหรือเจ้าคะบ่าวหลงเชื่อสาวใช้คนนั้นไปเสียแล้ว บ่าวไม่ดีเองเจ้าค่ะคุณหนูโปรดลงโทษบ่าวด้วยเจ้าค่ะ” ซื่อเฟิงพูดพลางคุกเข่าลง
“หึ! เป็นพยานงั้นรึ สาวใช้ของฮูหยินเป็นพยานให้คุณหนูเฟิ่งข้าว่าคงเข้าข้างกันมากกว่ากระมัง” เหอซินซือแค่นเสียงเยาะ
หลิวฟางอิ่งลุกขึ้นไปตบเหอซินซือเพี๊ยะ!
“โอ๊ย!” เหอซินซือร้องคำหนึ่ง หน้าหันตามแรงตบ นางหันกลับไปจ้องหน้าฮูหยินหลิว “เจ้า...เจ้ากล้าตบข้า!”
“โอ้!” / “อ้า!” / “ว๊าย” ผู้คนตกใจกันถ้วนหน้า
“เจ้าใส่ร้ายลูกสาวข้าข้าตบเจ้าก็สมควรแล้ว” หลิวฟางอิ่งพูดน้ำเสียงเย็นชา หน้าตาดุดัน
“ข้าไม่ได้ใส่ร้ายนะข้าเห็นจริงๆ” เหอซินซือเถียงเสียงดัง “สาวใช้ของข้าก็เห็น”
นางหันไปถลึงตาใส่สาวใช้ของตัวเองสาวใช้คนนั้นจึงรีบพูดว่า “ข้าเห็นเจ้าค่ะ”
เพี๊ยะ!
“โอ๊ย!” เหอซินซือถูกตบอีกครั้ง นางร้องคำหนึ่งยังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็ถูกฮูหยินหลิวตบอีกเพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
“โอ๊ย!” เหอซินซือถูกตบรัวๆ ไม่ยั้ง หลิวฟางอิ่งตบไปพลางพูดว่า “กล้าใส่ร้ายลูกสาวข้าข้าจะตบเจ้า!”
“โอ้” / “ว๊าย!” / “อ้า!” ผู้คนตกใจอีกครั้ง
“ห้ามนาง”จูลี่ถิงสั่ง พวกสาวใช้จึงกรูเข้าไปจับฮูหยินเอาไว้ รุ่ยหลินขวางเอาไว้นางผลักสาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าออกอย่างดุร้าย “ห้ามทำร้ายฮูหยินข้านะ!”
เฟิ่งหวงหลิ่วตามองแม่นมซื่อซื่อเฟิงจึงรีบลุกไปช่วยรุ่ยหลิน ทำให้เหตุการณ์โกลาหลวุ่นวายไปหมด
“อ้า!” / “ว๊าย!” พวกสาวใช้หวีดร้องพวกนางเองก็ไม่กล้าเข้าไปจับตัวฮูหยินจริงๆ จังๆ หรอกนะ
นายท่านรักฮูหยินจะตายใครบ้างไม่รู้ แตะต้องฮูหยินให้บาดเจ็บ พวกนางได้ถูกนายท่านลงโทษแน่!
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
“โอ๊ย!ๆๆๆๆ” เหอซินซือถูกตบจนหน้าหันไปหันมา นางพยายามสู้กลับแต่ว่าอีกฝ่ายเรี่ยวแรงมากยิ่งนัก อีกทั้งนางเจ็บจนจะตายแล้วจึงยิ่งไม่มีเรี่ยวแรงไปสู้กลับได้ นางล้มลงไปหลิวฟางอิ่งจึงขึ้นคร่อมแล้วกระหน่ำตบไม่ยั้ง “ใส่ร้ายลูกสาวข้า ข้าจะตบเจ้าให้ตาย!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
“ชายตาให้สามีข้าคิดว่าข้าไม่รู้รึ!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
“อยากได้สามีข้าจนตัวสั่นเจ้าคิดว่าข้าโง่นักรึ!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
หลิวฟางอิ่งตบพลางด่าแต่ละฝ่ามือนั้นทุ่มลงไปสุดกำลังของนางเลยทีเดียว เหอซินซือถูกตบจนหน้าหันไปหันมาแก้มบวมเบ่งเหมือนหัวหมู ซ้ำยังมีฟันกระเด็นหลุดออกมาอีกด้วย
อู๋สี่เห็นภาพฉากนี้ก็ตกตะลึงไปเหมือนกันครั้นเขาตั้งสติได้ก็จะก้าวไปห้ามปราม แต่หยางซีถิงกลับยื่นมือขวางเอาไว้อู๋สี่มองสีหน้านายท่านแล้วจึงชะงักเท้า หยางซีถิงลดแขนลงแล้วมองฮูหยินตบๆเหอซินซือ
อู๋สี่เข้าใจเจตนาของนายท่านแล้วอันที่จริงนายท่านของเขาก็ไม่ชอบเหอซินซือเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนางชอบยื่นมือยื่นเท้าเข้ามายุ่มย่ามในจวนบ่อยครั้งอาศัยว่าเป็นท่านน้าของซื่อจื่อ นายท่านจึงไม่อาจจัดการอะไรได้มากนัก คราวนี้ดีเลยถูกฮูหยินตบสั่งสอนเสียบ้าง เหอๆๆๆ...
จูลี่ถิงมองเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้าแล้วตวาดเสียงดังว่า“หลิวฟางอิ่ง! เจ้าตบฮูหยินเหอทำไม?”
หลิวฟางอิ่งได้ยินเสียงแต่นางกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองแม้แต่น้อยยังคงตบเหอซินซือต่อไปอีก เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
จูลี่ถิงคิดว่าลูกสะใภ้ไม่ได้ยินเสียงของนางนางจึงรีบเดินไปใกล้ๆ ปากก็ตะโกนว่า “หลิวฟางอิ่ง! หยุด! หยุด! เจ้าหยุดได้แล้ว!”
หลิวฟางอิ่งยังคงตบเหอซินซือต่อไปเพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
ในเมื่อตบคนแล้วนางก็อยากจะตบให้หนำใจเสียหน่อย คนๆ นี้ชอบจิกกัดนางมาหลายปีความแค้นใจนี้นางขอระบายมันบ้างเถอะ ในเมื่อลงมือแล้วก็ต้องเอาให้หนำใจสักหน่อยเถอะเพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
“ไอหยา! นางเสียสติไปแล้วกระมัง!” จูลี่ถิงตกตะลึงไปแล้วสั่งลูกชายว่า “เจ้ารีบเข้าไปห้ามนางเร็ว!เดี๋ยวซินซือจะตายคามือนางเสียก่อน”
“ขอรับ”หยางซีถิงรับคำแล้วจึงรีบพุ่งเข้าไปห้ามปราม “อิ่งเอ๋อร์!หยุดนะ!”
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!...
หลิวฟางอิ่งยังคงตบต่อไปคล้ายกับไม่ได้ยินเสียงสามี จูลี่ถิงร้องสั่ง “เร็วเข้า เจ้าจับตัวนางออกซิ”
หยางซีถิงจึงก้าวไปข้างหลังฮูหยินรวบเอวนางแล้วอุ้มนางออกจากตัวเหอซินซือที่นอนสภาพน่าอนาถอยู่บนพื้นคนถูกตบจนหน้าบวมเป็นหัวหมู ซ้ำข้างๆ ยังมีซี่ฟันหลุดร่วงหลายซี่ทีเดียวเขามองดูสภาพอนาถของเหอซินซืออย่างสะใจลึกๆ อยู่ในใจ สมน้ำหน้า!
หลิวฟางอิ่งแกล้งดิ้นๆตะเกียกตะกายไปจะพุ่งไปตบคนต่อ มือไม้นางทุบตีท่อนแขนที่รัดเอวตุบตับๆแต่หยางซีถิงไม่รู้สึกเจ็บสักเท่าไหร่ เขาจึงมองนางแวบหนึ่งที่แท้แล้วนางไม่ได้เสียสติแต่อย่างใด เพราะหากนางเสียสติไปจริงๆนางย่อมลงมือทุบตีเขาจนเขาเจ็บมาก ไม่แน่อาจถึงขั้นเลือดตกยางออกก็ได้แต่นี่เรี่ยวแรงที่นางทุบตีลงมากลับหนักเบาพอประมาณคล้ายนางกำลังทุบนวดแขนให้เขาอยู่อย่างไรอย่างนั้นหึๆๆๆ เมียข้าช่างเจ้าเล่ห์จริง
เขาอุ้มนางออกไปพลางกล่อมว่า“อิ่งเอ๋อร์ๆ เจ้าตั้งสติให้ดีๆ หน่อย นี่ข้าเองนะ”
หลิวฟางอิ่งค่อยๆมีท่าทีสงบลง นางหันไปมองคนข้างหลัง ทำหน้าตางุนงง “ท่านพี่?”
“อืม ข้าเอง”หยางซีถิงพยักหน้า หลิวฟางอิ่งจึงมองไปรอบๆ แล้วทำหน้าฉงนงงงวย “นี่!?”
“ไอหยาๆ ซินซือเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”จูลี่ถิงถามพลางมองเหอซินซือที่นอนสภาพน่าอเนจอนาถอยู่บนพื้นเหอซินซืออ้าปากพะงาบๆ แล้วก็สลบไป หยางซีถิงจึงสั่งว่า “พ่อบ้านอู๋ รีบเชิญหมอแล้วพาฮูหยินเหอไปพักที่ห้องก่อน”
“ขอรับ”อู๋สี่รับคำสั่งแล้วชี้นิ้วสั่งสาวใช้ “พวกเจ้าช่วยกันหามฮูหยินเหอเร็วเข้าส่วนเจ้ารีบไปตามท่านหมอมา เขาน่าจะมาถึงแล้วกระมัง”
“เจ้าค่ะ”สาวใช้คนหนึ่งรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปทันที ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบหามเหอซินซือขึ้นมาส่วนสาวใช้ของเหอซินซือก็รีบตามเจ้านายไป สีหน้านางหวาดผวาตื่นกลัวไปหมดแล้ว จู่ๆนายหญิงของนางก็ถูกทุบตีปางตายในจวนท่านแม่ทัพใหญ่เรื่องนี้ทำนางตกใจจนขวัญกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว!
จูลี่ถิงมองดูเหอซินซือที่ถูกหามออกไปแล้วหันไปมองดูลูกสะใภ้ที่ยังอยู่ในอ้อมแขนลูกชายนางนางจึงมองลูกสะใภ้อย่างโมโห เคาะไม้เท้าในมือดึงกึงๆ “เจ้าตบตีฮูหยินเหอได้อย่างไร!? เจ้าหลงลืมสถานะของตัวเองไปแล้วรึ!?”
หลิวฟางอิ่งทรุดตัวลงคุกเข่านางไม่พูดแก้ตัวสักคำ เพียงเอ่ยว่า “ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
หยางซีถิงก็ไม่กล้าพูดขอร้องแทนนางหากว่าเขาพูดออกไป ท่านแม่ต้องยิ่งโมโหมากกว่าเดิมน่ะซิเขาจึงหลิ่วตาสั่งพ่อบ้านอู๋ อู๋สี่เห็นสายตาเจ้านาย เขาจึงก้าวไปหาคุณชายรองคุณชายสามดันหลังพวกเขาออกไป
“คนที่ควรตีเจ้ากลับไม่ตีคนที่ไม่ควรตีเจ้ากลับตี คราวนี้ดีเลย เจ้าก่อเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ข้าจะชดใช้ให้ตระกูลเหอกับตระกูลฉางอย่างไรดีฮูหยินเหอของตระกูลฉางถูกตบตีในบ้านข้าเช่นนี้!?”จูลี่ถิงตวาดอย่างโมโหจนตัวสั่น “โบยนาง โบยนางร้อยที!”
สาวใช้ไม่กล้าขยับจูลี่ถิงจึงเคาะไม้เท้าในมือดังกึงๆ “พวกเจ้ายังไม่จับนางโบยอีกรึ?ต้องให้ข้าลงมือเองหรืออย่างไร!?”
“ท่านย่าโบยข้าแทนเถอะขอรับ”หยางจุนรีบวิ่งไปกอดท่านแม่เอาไว้พลางเงยหน้ามองท่านย่าอย่างต้องการรับโทษแทนท่านแม่
“ท่านย่าโบยข้าแทนท่านแม่เถอะขอรับ ข้ายินดีรับโทษแทนท่านแม่ขอรับ”หยางจื้อก็โผไปกอดท่านแม่อีกข้าง พวกเขาสองคนปกป้องนางไว้ตรงกลางจูลี่ถิงมองหลานชายทั้งสองอย่างจนใจ นางจะโบยตีพวกเขาลงได้อย่างไรโบยตีพวกเขานั่นไม่ต่างอะไรจากนางโบยตีลงบนหัวใจตัวเองเลย “พวกเจ้า!”
“ท่านย่าโบยข้าแทนเถอะขอรับ” หยางจุนกับหยางจื้อพูดแทบจะพร้อมกันพวกเขากอดท่านแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อย จูลี่ถิงมองหลานชายทั้งสองแล้วจึงเอ่ยว่า“ไม่ต้องโบยแล้ว แต่ว่ามารดาเจ้าทำผิดใหญ่หลวงนัก ข้าต้องลงโทษนางให้นางไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชน อดข้าว 10 วัน”
หยางซีถิงแอบถอนหายใจโล่งอกเขาหลิ่วตาสั่งพ่อบ้านอู๋ อู๋สี่จึงสั่งสาวใช้ว่า “พาฮูหยินไปขังไว้ในศาลบรรพชนให้นางอดข้าว 10 วัน”
“เจ้าค่ะ”สาวใช้รับคำสั่งแล้วขยับไปประคองฮูหยินยืนขึ้น หยางจุนกับหยางจื้อรีบบอก“พวกข้าจะพาท่านแม่ไปเอง”
สาวใช้หันไปมองนายท่านเห็นนายท่านพยักหน้าทีหนึ่งพวกนางจึงหดมือกลับไปหยางจุนจึงให้หยางจื้อประคองท่านแม่เดินไปทางศาลบรรพชนส่วนตัวเขารั้งรอดูสถานการณ์ต่อไป
“ฮึ!” จูลี่ถิงแค่นเสียงอย่างโมโหคำหนึ่ง นางมองไปรอบๆแล้วเดินไปนั่งลงพลางเอ่ยว่า “ขออภัยด้วยๆ ขายหน้าทุกคนแล้วๆ”
ทุกคนล้วนไม่กล้าพูดอะไร
“ส่งแขก” หยางซีถิงบอกอู๋สี่จึงรีบส่งแขกเหรื่อออกจากจวน บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายจึงทยอยกันกลับไปแน่นอนว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นย่อมกลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมือง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องไหนก็ไม่ดังเท่าเรื่องที่ฮูหยินจวนแม่ทัพใหญ่ตบฮูหยินตระกูลฉางจนปางตาย
ในช่วงที่ทุกคนกำลังชุลมุนอยู่นั้น สาวใช้ที่วางยาคุณหนูเฟิ่งก็ถูกลู่สือพาตัวออกไปลู่สือมอบสัญญาขายตัวกับเงิน 1,000 ตำลึงให้สาวใช้ “เจ้าหนีไปซะ”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำสั่งนางรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันทีทันใด จากนั้นลู่สือก็ส่งนางออกจากจวนไปสาวใช้คนนั้นรีบจากไปเร็วไวยิ่ง ข้าเป็นอิสระแล้ว ฮ่าๆๆๆ...
แต่นางไม่รู้ตัวเลยว่าถูกชายคนหนึ่งแอบตามไปห่างๆทันทีที่นางออกจากเมืองหลวงได้ ชายคนนั้นก็ลงมือฆ่านางที่นอกเมืองเขาทำลายโฉมหน้าบนศพนางแล้วค้นตัวนางมา หยิบเอาสัญญาขายตัวมาเผาทิ้งแล้วเอาเงิน1,000 ตำลึงนั้นจากไป ทิ้งศพนางไว้ตรงนั้นชายคนนั้นเร้นกายกลับไปพบลู่สือแล้วมอบเงิน 1,000 ตำลึงให้ลู่สือ
ลู่สือรับเงินมานับๆดู เมื่อเห็นว่าจำนวนเงินไม่ขาดหายไปแม้แต่ตำลึงเดียว เขาจึงมอบเงินเพิ่มให้ชายคนนั้นอีก1,000 ตำลึง รวมแล้วเป็น 2,000 ตำลึง ซึ่งรวมกับค่าจ้างที่จ่ายไปก่อนหน้านี้อีก500 ตำลึง จึงเท่ากับว่านักฆ่าคนนี้ได้รับเงินค่าจ้างทั้งหมด 2,500 ตำลึงเงินจำนวน 2,500 ตำลึงนี้จ่ายเพื่อจ้างนักฆ่าให้ฆ่าสาวใช้คนหนึ่งลู่สือคิดว่าออกจะแพงไปหน่อย แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของซื่อจื่อ ลู่สือจึงได้แต่ทำตามคำสั่ง
เมื่อนักฆ่าได้รับเงินแล้วก็จากไปทันทีลู่สือก็แอบไปรายงานซื่อจื่ออย่างลับๆเขารู้ดีว่าซื่อจื่อวางแผนทำลายชื่อเสียงคุณหนูเฟิ่งหวงทำไมเขาจึงได้แต่ทำตามคำสั่งของซื่อจื่ออย่างเห็นอกเห็นใจเจ้านายน้อยยิ่งนักนายน้อยของเขาดันรักคนที่มีเจ้าของแล้ว นี่มันช่างน่ากลุ้มใจจริงๆ
จางหมิงพาจางเฉียนกลับบ้านไป ระหว่างทางก็ด่าทอทุบตีลูกชายไปด้วย “ไอ้ลูกชั่ว! เหตุใดเจ้าจึงได้สิ้นคิดถึงเพียงนี้หา!? หากว่าคนๆนั้นเป็นคุณหนูเฟิ่ง เจ้ากับข้าได้ทิ้งชีวิตไปแล้ว!เจ้ากินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนกันถึงได้กล้ากระตุกหนวดเสือหา!?”
เขาด่าพลางทุบตีลูกชายจางเฉียนร้องโอยๆ แล้วรีบขึ้นรถม้าทันที จางหมิงก็ตามขึ้นไปทุบตีลูกชายต่อแต่พอสองพ่อลูกเข้าไปในรถม้าแล้ว จางหมิงก็ไม่ได้ตีลูกจริงๆมีแต่จางเฉียนที่แกล้งส่งเสียงร้องโอยๆ “โอยๆ ท่านพ่อข้าเจ็บ โอยๆท่านพ่ออย่าตีข้าอีกเลย โอยๆ...”
รถม้าก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไป มุ่งหน้ากลับตระกูลจาง
จางเฉียนไม่ได้บอกท่านพ่อเลยสักนิดว่าที่เขาก่อเรื่องในคราวนี้เป็นเพราะหยางถิงเฟิงบงการอยู่เบื้องหลังเพราะหากท่านพ่อรู้เรื่องไม่แน่ว่าอาจจะเผลอหลุดปากพูดตอนเมาเหล้าก็ได้หากว่าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป หยางถิงเฟิงได้ฆ่าล้างตระกูลเขาปิดปากแน่แท้!
เขาเจ็บตัวคราวนี้ไม่คุ้มเลยจริงๆหากว่าเขาได้สตรีที่งดงามเย้ายวนราวกับนางปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมา แค่คิดถึงเรือนร่างของนางเขาก็รู้สึกแข็งขึงแล้ว เขาจึงนั่งฝันถึงช่วงเวลาที่ได้เสพสมกับนางจนดวงตาเหม่อลอยจางหมิงได้แต่มองลูกชายที่ท่าทางเหม่อลอยแล้วยิ้มหวานเหมือนคนบ้าเขาจึงตีทีหนึ่งอย่างรู้ทัน “ให้มันน้อยๆ หน่อยเฉียนเอ๋อร์เจ้าเกือบทำให้พวกเราตายแล้ว”
“เอาน่าๆ ท่านพ่อ”จางเฉียนปะเหลาะท่านพ่อประจบเอาใจจางหมิงขี้เกียจจะเอาเรื่องเอาราวกับลูกชายจึงทำเป็นมองข้ามไปเสีย
เฟิ่งหวงก็ฝากน้องชายไปร่ำลาท่านแม่แทนนาง หยางจุนรับคำแล้วจึงเดินไปหาท่านแม่ที่ศาลบรรพชนเฟิ่งหวงมองน้องชายจนเขาเดินหายลับไปแล้วนางจึงหันไปกุมมือพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะขอให้ท่านมีอายุยืนนานเจ้าค่ะ”
จูลี่ถิงโบกๆ มือเฟิ่งหวงจึงหันไปพูดกับท่านพ่อเลี้ยงว่า “ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าค่ะ”
“อืม ไปเถอะๆ”หยางซีถิงบอก เฟิ่งหวงจึงเดินออกจากห้องโถง วันนี้นางรอดพ้นแผนชั่วของหยางถิงเฟิงไปได้แล้วนางอยากฉีกหน้ากากเขานัก แต่ว่าต่อให้นางฉีกหน้ากากเขาได้ ท่านพ่อเลี้ยงฮูหยินผู้เฒ่าจะเข้าข้างนางหรือ? ไม่มีทาง นางเป็นคนนอก ส่วนคนๆนั้นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขา พวกเขาย่อมเข้าข้างหยางถิงเฟิงซิดังนั้นหนี้ครั้งนี้นางจดไว้ก่อนก็ได้ รอวันหน้ามีโอกาสค่อยแก้แค้นก็ยังไม่สาย!
ซื่อเฟิงรีบเดินตามคุณหนูไปเงียบๆใจก็กังวลเรื่องฮูหยิน นางจึงกระซิบกับคุณหนูว่า “คุณหนูเจ้าคะฮูหยินจะถูกลงโทษหนักหรือไม่เจ้าคะ?”
“เจ้าไม่ต้องห่วงท่านแม่หรอกท่านพ่อเลี้ยงรักท่านแม่ออกปานนั้น เขาไม่มีทางยอมให้นางตกระกำลำบากหรอก” เฟิ่งหวงกระซิบบอกซื่อเฟิงจึงโล่งใจ
ณ บ้านตระกูลจาง หลังจากจางหมิงเข้านอนแล้ว เวลาล่วงเลยไปราวๆ เที่ยงคืน พลันปรากฎคน 2คนสวมหน้ากากสีดำสนิทลอบเข้าไปในเรือนของจางเฉียน คน 1ในนั้นล้วงเอากระบอกไม้ไผ่ออกมาจุดไฟแล้วเป่าควันเข้าไปในห้องพวกเขารอจนควันจางไปแล้วจึงได้ปีนข้ามหน้าต่างที่เปิดอยู่เข้าไปในห้องจากนั้นก็แบกคนๆ หนึ่งออกมา พวกเขากระโจนหายไปในความมืดพร้อมกับคนที่ถูกแบกจากนั้นคนที่ถูกแบกออกมาก็ถูกโยนเข้าไปในรถม้าเก่าโทรมแล้วรถม้าคันนั้นก็แล่นออกจากตรอกข้างบ้านตระกูลจางอย่างช้าๆ หายลับไปในความมืด
รถม้าแล่นไปถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งเคยเป็นจวนของเสนาบดีคนหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏถูกฮ่องเต้สั่งประหารทั้งตระกูล ทรัพย์สินถูกยึดเข้าคลังหลวงจวนหลังนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าเข้ามาอาศัยอยู่เป็นเพราะพวกเขากลัวผีนั่นเอง จะไม่กลัวได้อย่างไร ตอนนั้นคนทั้งจวนตกตายใต้คมดาบอยู่ในจวนนี้ทั้งหมดเลือดไหลนองราวกับธารโลหิต ตามผนังยังมีคราบเลือดเปื้อนอยู่เลยดังนั้นจวนหลังนี้จึงกลายเป็นสถานที่อัปมงคลไปโดยปริยาย ใครก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้กลายเป็นสถานที่รกร้างที่แม้แต่ผีสางยังหวาดผวา
รถม้าหยุดลงที่จวนร้างหลังนั้นคนสวมหน้ากากสีดำสองคนนั้นก็ช่วยกันหามคนในรถม้าออกมาแล้วโยนทิ้งไว้ในจวนร้างจากนั้นคนสวมหน้ากากสีดำทั้งสองคนก็จากไป คนที่ถูกโยนไว้ดิ้นๆ ส่งเสียงอึกๆพลันแสงตะเกียงก็สว่างไสวขึ้นมาทำให้เห็นใบหน้าของคนที่ถูกโยนทิ้งไว้ชัดเจนเขาก็คือจางเฉียนนั่นเอง เขาเห็นแสงไฟสว่างขึ้นพลันรู้สึกดีใจขึ้นมาแวบหนึ่งแต่พอเขามองไปรอบๆ ก็ตกใจจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น!
จางเฉียนเห็นคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้คนหนึ่งและคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คนที่นั่งเก้าอี้อีก 4 คนคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็คือซื่อจื่อหยางถิงเฟิง
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readclub.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ