จารึกที่ 2 : หนี้ยาตราใจ : ค่าตัวยารักษากับอาจารย์จอมหยิ่ง
ล่วงเลยผ่านไป 3 ราตรีภายหลังเหตุการณ์ที่กลุ่มโจรบุกปล้นหมู่บ้านเมฆาคล้อย บรรยากาศในยามที่หมอกรุ่งสางเริ่มสลายตัวและแสงตะวันเพิ่งเริ่มทอประกายสีทองจับขอบฟ้ายามวสันต์ ยังคงแผ่ความเย็นชื้นปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ กลิ่นไหม้จากเถ้าถ่านที่ยังไม่จางหายคละคลุ้งผสมปนเปไปกับกลิ่นฉุนของยาสมุนไพรที่ปู่หลินจำต้องต้มดื่มวันละ 3 เวลา
อาเจียนั่งเฝ้าไข้ปู่หลินอยู่ภายในกระท่อมไม้ไผ่ที่ซ่อมแซมไว้อย่างลวกๆ ชายชรานอนหลับอย่างกระสับกระส่ายด้วยพิษาแจากซี่โครงที่แตกร้าวถึง 3 ซี่ ในกำมือของเด็กหนุ่มถือ หมั่นโถวขาวนุ่มร้อนๆ ที่ไร้รสชาติปรุงแต่ง ไว้ครึ่งลูก เขาค่อยๆ ละเลียดกัดกินมันอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าความเรียบง่ายของก้อนแป้งจืดชืดนี้คือเครื่องเตือนสติมิให้จิตใจหลงระเริงไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย
ทว่าภายใต้ดวงตาที่สงบนิ่งลึกล้ำราวกับบ่อน้ำไร้ก้นบึ้งนั้น กลับซ่อนเร้นความกระหายที่จะแสวงหาลู่ทางเพิ่มพูนเงินทองอย่างเงียบงัน... เพื่อที่วันหน้าเขาจักได้นำหมั่นโถวไส้เนื้อรสเลิศมาปรนนิบัติปู่หลินแทนของป่าและแป้งจืดชืดเหล่านี้
ท่านหมอในหมู่บ้านที่มาตรวจดูอาการได้เรียกเก็บ "ค่าตรวจ" สูงถึง 2 ตำลึงเงิน เพียงแค่การมาเยี่ยมเยียนหนเดียว นับเป็จำนวนเงินที่อาเจียต้องอดออมอย่างยากลำบากถึง 6 เดือนเต็ม! มิหนำซ้ำ หมอผู้นั้นยังโยนใบสั่งยาให้ด้วยสายตาดูแคลน พลางกล่าวสะบัดเสียงว่าต้องใช้เงินอีก 5 ตำลึงเงิน ในการซื้อสมุนไพรหายาก ซึ่งเป็จำนวนมหาศาลที่ "คนขยะ" เยี่ยงเขาไม่มีวันหาได้
แต่อาเจียกลับรับใบสั่งยานั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา มิใช่เพียงเพราะโทสะที่ปะทุขึ้น แต่สมองของเขากำลังคำนวณยิบย่อยถึงหนทางหาเศษเงินอีแปะมาสมทบกับเงินก้นถุงที่เหลืออยู่เพียง 3 ตำลึงเงินกับอีก 90 อีแปะ ด้วยนิสัยมัธยัสถ์ที่ฝังรากลึก ในใจเขาพร่ำบอกตนเองซ้ำๆ ว่า
'เสียเืได้ แต่จักเสียทรัพย์สินเงินทองมิได้... ทว่าหากเป็ทองเพื่อซื้อยารักษาชีวิตของท่านปู่ ข้าจักพลิกแผ่นดินหามาให้จงได้!'
ยามเมื่อเขาพยายามเอ่ยปากขอผ่อนผัน หมอกลับเหยียดหยามและย้อนถามว่า "เมืองการค้าหลินจะยอมให้ผ่อนค่ายาหรืออย่างไร?" ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความสิ้นหวังที่เกาะกุมจิตใจ ทว่าในวินาทีวิกฤตินั้นเอง เสียงทุ้มลึกที่คุ้นเคยพลันดังก้องขึ้นในห้วงความทรงจำ
[เ้าหนู... หากเ้าปรารถนาจะช่วยปู่ของเ้า ก็จงเรียนรู้วิถีแห่งพู่กันในมือเ้าเสีย]
อาเจียสะดุ้งโหยง เหลียวมองกิ่งไม้ดำในมือที่บัดนี้ดูคล้ายเพียงพู่กันเก่าคร่ำครึธรรมดา "ท่าน... ท่านช่วยข้าได้จริงหรือ? ท่านเสกเงินทองให้ข้าได้หรือไม่?"
ดวงิญญาของ มู่เฉิน ปรากฏร่างเลือนรางลอยอยู่เหนือไหล่ของอาเจีย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่อยู่ในอาภรณ์โบราณที่ดูสูงส่งฉายแววระอาใจ [สามหาว! ข้าเป็ถึง จ้าวอักขระา ผู้ปกครองมิติอักษร! ข้ามิใช่นักเล่นแร่แปรธาตุที่จะเสกศิลาเป็ทองคำได้! แต่ข้าจักสอนให้เ้า 'สร้าง' สิ่งที่เ้าขาดแคลน หรือ 'ลบ' สิ่งที่ขวางทางเ้าได้]
"ลบ?" อาเจียทวนคำด้วยความฉงน
[ถูกต้อง...] มู่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก [วิถีแห่ง สูญตา คือความว่างเปล่า เ้าไม่มีเงินซื้อหมึกอักขระใช่หรือไม่? เช่นนั้นก็จงใช้ความว่างเปล่าแทนน้ำหมึกเสีย!]
อาเจียรีบคว้า พู่กันนิรันดร์ (永恒笔 - หย่งเหิงปี่) ขึ้นมากระชับมั่นทันที
วินาทีที่ปลายนิ้วัักับด้ามพู่กัน อาเจียพลันชะงักกึก เขาไม่ได้รู้สึกถึงความหยาบกระด้างของไม้ผุพังอย่างที่ตาเห็น... ทว่ากลับเป็ความรู้สึกของ "ความหนักแน่นที่ไร้น้ำหนัก" ราวกับเขากำลังถือครอง "แกนหลักแห่งมหาภาวะซวี" ที่มองไม่เห็น มู่เฉินที่เฝ้ามองอยู่ััได้ถึงแรงสั่นะเืจางๆ จากด้ามพู่กัน มันไม่ใช่การสั่นสะท้านด้วยความกลัว แต่เป็การ "ตื่นรู้" ของบางสิ่งที่หลับใหลมานานนับกัป
มู่เฉินเริ่มถ่ายทอดบทเรียนแรกให้อาเจีย โดยการสั่งให้เขากำหนดจิตไปที่ปลายพู่กันนิรันดร์ แล้วตวัดวาด อักขระหลิง (零)กลางอากาศ เพื่อดึงรั้งพลังปราณธรรมชาติรอบกายมาอัดแน่นจนก่อเกิดเป็รูปร่าง หลักการคือการ "หยิบยืม" พลังจากฟ้าดินโดยมิต้องลงทุนสร้างด้วยตนเอง
"จงจำไว้... จิตต้องนิ่งสงบดุจความว่างเปล่า" มู่เฉินกำกับเสียงเข้ม
อาเจียขบกรามแน่นเพ่งสมาธิ ตวัดพู่กันวาดเป็รูป วงกลมแห่งความว่างเปล่า บิดๆ เบี้ยวๆ กลางอากาศ ณ ใจกลางวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นในสภาพวูบไหว กะพริบวิบวับอยู่ระหว่างมิติ ทันใดนั้น! ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นตรงหน้าพลันถูก วงล้อสูญตา ปริศนานั้นดูดกลืนหายวับไปราวกับไม่เคยมีตัวตน!
อาเจียเบิกตาโพลงเท่าไข่ห่าน ความโลภเริ่มทำงานทันที "ถ้าข้าเอามันไปลบหนี้สินได้ก็คงประเสริฐนัก!"
[เพ้อเจ้อ!] มู่เฉินตวาดดุ [ข้าจักสอนให้เ้ารู้แจ้งว่ายันต์ที่แท้จริงต้องจารึกอย่างไร เพื่อนำไปขายในตลาดมืด!]
ใน่เวลาที่ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยผ่านจุดสูงสุดและเริ่มสาดแสงแรงกล้าแผดเผาต้นหญ้าจนกรอบเกรียม มู่เฉินเริ่มเคี่ยวเข็ญอาเจียในฐานะศิษย์ฝึกหัด ณ ใต้ต้นสนโบราณริมหน้าผา เขาอธิบายหลักการของ "ยันต์และตำรา" ว่าประกอบด้วยอักขระหลัก ลายเซ็นพลัง และจุดดึงพลังิญญา
มู่เฉินสอนให้อาเจียใช้ อักขระหลิง (零) เพื่อดึงสิ่งที่ว่างเปล่ามาเติมเต็มพลัง ในการจารึก "ยันต์สุริยันเทียม" อาเจียจำต้องวาดวงกลมพื้นฐาน บรรจงเขียน อักขระรื่อ (日) ที่หมายถึง 'ดวงอาทิตย์' ไว้ภายใน และปิดท้ายด้วย วงล้อสูญตา ที่มี อักขระหลิง (零) วูบไหวอยู่ตรงกลางเพื่อดึงรั้งพลังมาใช้
ทว่าด้วยนิสัยมัธยัสถ์ที่หยั่งรากลึก อาเจียพยายามประหยัดพลังปราณ (ที่เปรียบเสมือนต้นทุนหมึก) โดยการจดจ่อตวัดเส้นให้บางเฉียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประกอบกับความพะวักพะวนที่เป็ห่วงอาการของปู่หลิน ทำให้มือของเขาสั่นไหวจนเส้นอักขระสะบัดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากที่มู่เฉินสั่งสอน
ใครเล่าจะคาดคิดว่า... ความซุ่มซ่ามท่ามกลางความตระหนี่นี้ กลับกลายเป็โชคดีมหาศาล! เมื่ออักขระที่บิดเบี้ยวบังเอิญไปพ้องเข้ากับกฎเกณฑ์การดึงดูดปราณร้อนรอบกายอย่างรุนแรง
หลังจากผ่านการดุด่าและความผิดพลาดถึง 6 ครา อาเจียก็จารึกยันต์แผ่นแรกได้สำเร็จ จนมันเปล่งแสงเจิดจรัสราวกับดวงตะวันยามเช้า อาเจียตาโตเป็ประกายวาวโรจน์ ในใจไตร่ตรองทันทีว่ายันต์ที่เกิดจากความผิดพลาดจนดูวิจิตรเพริศแพร้วนี้ต้องขายได้ราคาสูงลิบลิ่วแน่
"มู่เฉิน! ยันต์แผ่นนี้ข้าจะตั้งนามให้มันว่า 'บัญชาเพลิงสุริยันกลืนฟ้า'!" เขาขนานนามให้ดูสูงส่งเกินจริงเพื่อเตรียมโก่งราคา ทั้งที่ในใจแอบเรียกมันว่า 'ยันต์ไฟส่องทาง' ตามรูปลักษณ์ง่ายๆ ที่เขาเข้าใจ
ทันทีที่สดับฟังชื่อ มู่เฉินถึงกับยกมือกุมขมับ พลางส่งเสียงถอนหายใจ [เฮ้อ...] ดังลั่นกังวานในห้วงจิติญญา ด้วยความระอาอย่างสุดซึ้งต่อความไร้ยางอายของศิษย์ผู้นี้
ทว่ามิทันไรที่ความสำเร็จปรากฏ อาเจียกลับรู้สึกประหนึ่ง พลังแท้เจินชี (真气 - เจินชี่) ถูกกระชากออกจากร่างกายไปถึง 10 ส่วนในพริบตา! โลกทั้งใบหมุนคว้างจนเขาต้องทรุดตัวลงพิงโขดหิน นั่งหอบหายใจรวยรินอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามเพื่อให้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา อันเนื่องมาจากผลสะท้อนของการรังสรรค์สิ่งที่มีจากความว่างเปล่า ซึ่งเกินขีดจำกัดของร่างกายปุถุชนไปเกือบ 30 ส่วน
มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "นี่คือ 'ราคาที่ต้องจ่าย' เนื่องจากพลังในตัวเ้านั้นยังน้อยนิดเหลือเกิน... หากเ้าอยากรวยกว่านี้ ก็จงแลกมาด้วยความพยายามที่มากกว่านี้เสีย!"