ร้านน้ำชาจ้าวยุทธจักร

    ชีวิต (1)


     

              ปีที่ ๗๒ แห่งราชวงศ์ไท่แคว้นไท่หยางประกาศศึกกับแคว้นหลง สามแม่ทัพคุมกำลังเรือนแสนเข้าโจมตีศัตรูสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าสามปี และในปีที่ ๗๕ในราชวงศ์ไท่แม่ทัพหยวนไฉ่ก็พ่ายแพ้ให้กับศัตรูกุนซือหยางผู้เป็นมันสมองของทัพทั้งหมดหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในการศึกครั้งนั้นความพ่ายแพ้จุดชนวนให้ชนเผ่านอกด่านยกพลเข้าตีชิงดินแดนด้านตะวันออกของไท่หยางราชสำนักพลันแตกออกเป็นสองฝ่าย หนึ่งต้องการสงบศึกกับแคว้นหลงและดึงกำลังทหารมาช่วยขับไล่กองทัพชนเผ่าออกไปกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยอมถอยและต้องการยึดครองหัวเมืองแคว้นหลงให้ได้ฝ่ายหลังนั้นให้เหตุผลว่าหัวเมืองแคว้นหลงมีความสำคัญมากกว่าพื้นที่ทุ่งหญ้าอีกทั้งพวกเขาก็ยังมีเฟิ่งหวงคอยช่วยเหลือด้วยอีกแรงหนึ่งในขณะที่ฝ่ายแรกก็คัดค้านด้วยเห็นว่าหากยังทำศึกต่อไปจะส่งผลเสียต่อแคว้นมากกว่าผลดี

              ข้อโต้เถียงในราชสำนักไท่หยางเป็นอันต้องยุติลงด้วยฝีมือของสองแม่ทัพแห่งหลงแม่ทัพมู่เฟิงเทียนสามารถยึดเมืองซี่หยี่ของไท่หยางได้ขณะที่แม่ทัพหยางต้าหลงก็สามารถกดดันกองทัพเฟิ่งหวงให้ถอยร่นไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อเมื่อพันธมิตรอย่างเฟิ่งหวงพลาดท่า ชายแดนด้านหนึ่งก็ยังถูกทัพสิบเจ็ดชนเผ่ารุกรานไท่หยางก็ไม่อาจเสี่ยงได้อีกต่อไป ราชทูตถูกส่งข้ามแดนมาแล้วพร้อมกับคำสั่งระงับการเคลื่อนไหวของกองทัพทั้งสองฝ่ายคงไว้เพียงคำสั่งรักษาดินแดนเท่านั้นยามนี้ทหารและชาวเมืองทั้งสองฝ่ายทราบดีว่าราชสำนักแห่งสองราชวงศ์กำลังเจรจาสงบศึกแต่กระนั้นคำว่า “สงบศึก” ก็ยังไม่ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการจนเวลาล่วงเลยไปอีกหนึ่งปี

     

            บนกำแพงเมืองสูงตระหง่านตั้งไว้ด้วยป้อมปราการศิลาอันแข็งแกร่งเมื่อมองผ่านช่องยิงศรเข้าไปก็จะพบกับเงาร่างของทหารกล้าหลายสิบนายยืนยามอยู่อย่างแข็งขันขณะเดียวกันทหารอีกหลายร้อยนายก็กำลังเดินตรวจตราอยู่บนกำแพงเมืองที่มีพื้นที่พอให้ม้าสองตัววิ่งผ่านได้อย่างสบายท่วงท่าของแต่ละคนนั้นแข็งขันอย่างยิ่งแม้ว่าเสียงกลองรบจะเงียบหายไปเกือบหนึ่งปีแล้วก็ตาม

            ในเมื่อไม่มีประกาศสงบศึกอย่างเป็นทางการสงครามก็ยังไม่จบลงและพวกเขาที่อยู่ในเมืองศัตรูก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นสองเท่าต่อให้ไท่หยางไม่ส่งทัพเสริมมา ทหาร และชาวเมืองดั้งเดิมก็พร้อมที่จะหยิบอาวุธขึ้นต่อต้านพวกเขาทันทีที่มีโอกาสการตรวจตราบนกำแพงเมืองจึงเพ่งเล็งไปที่ภายในกำแพงมากกว่าภายนอก

            “ท่านอาจารย์มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ขอรับ?”

            ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวลผู้ที่ถูกเรียกขานเป็นอาจารย์นั้นคือบุรุษรูปร่างสูงโปร่งแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทแตกต่างไปจากทหารนายอื่นๆ ผมถูกรวบขึ้นเป็นมวยสูงรัดไว้ด้วยเชือกป่าน ใบหน้าคมคายซ่อนเร้นอยู่ใต้หน้ากากไม้รูปอสูรสีแดงสดกลิ่นอายลึกลับแผ่ปกคลุมบรรยากาศโดยรอบให้ความรู้สึกน่าหวั่นเกรงประหนึ่งอสูรร้ายในคราบมนุษย์อย่างไรอย่างนั้นนัยน์ตาสีน้ำตาลอมแดงที่ไม่ถูกหน้ากากบดบังทอประกายเครียดขรึมอย่างเด่นชัดจนสามารถอ่านความคิดของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

            ‘มีบางสิ่งไม่ปกติ’นั่นคือสิ่งที่ทหารโดยรอบรับรู้ได้ กระนั้นพวกเขาก็มิปริปากถามปล่อยให้สหายผู้ถูกแม่ทัพส่งมา เป็นผู้สอบถามแต่เพียงผู้เดียว

            หมิงชูทอดสายตามองฟ้าสีหม่นในมโนจิตมองเห็นภาพของสถานที่อีกแห่งหนึ่งทาบทับอยู่บนแผ่นฟ้ามันเป็นค่ายพักของคนกลุ่มหนึ่งที่ยังดูไม่เข้าที่เข้าทางนักสิ่งก่อสร้างถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆ มีกระโจมไม้ไผ่คลุมด้วยผ้าขาดๆ อยู่หลายหลังกำแพงรอบค่ายก็เป็นเพียงไม้ปลายแหลมที่วางขัดกันเป็นรูปสามเหลี่ยมเตี้ยๆ เท่านั้นภายในพื้นที่แห่งนั้น นอกจากจะมีกลุ่มชายฉกรรจ์เดินยามอยู่ประปรายแล้วก็ยังมีเด็กตัวเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่ด้วยที่มุมหนึ่งมีกลุ่มสตรีช่วยกันหุงหาอาหารอยู่อย่างขะมักเขม้น ดูเผินๆก็คล้ายกับชุมชนเล็กๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวแต่เมื่อพินิจดูให้ดีจะเห็นว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังลับและซ่อมแซมอาวุธด้วยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่าพวกเขาจะไม่ยอมจำนน

            คิดถึงตรงนี้ประกายของของหมิงชูก็ยิ่งหม่นแสงลงคนเหล่านั้นคือกลุ่มคนที่หนีรอดไปได้ระหว่างศึกยึดเมืองซี่หยี่พวกเขาตั้งตนเป็นกลุ่มต่อต้านและพยายามยกพลเข้าตีเมืองหลายครั้งแต่ก็พ่ายแพ้กลับไปทุกคราจนระยะหลังมานี้เริ่มจะเงียบหายไป บางคนเข้ามามอบตัวขอยอมจำนนแต่ส่วนใหญ่ยังคงปักหลักอยู่ที่ไหนสักที่ในป่าหากคนเหล่านั้นซ่องสุมกำลังพลและอาวุธได้มากพอย่อมเป็นปัญหาและนั่นจึงเป็นสาเหตุที่หมิงชูต้องมายืนอยู่ที่นี่ในตอนนี้

            เด็กหนุ่มผู้ได้รับสมญานามว่า“กุนซืออสูร” กำลังหนักใจ บ้านเกิดเมืองนอนของใครใครก็รักจึงไม่แปลกเลยที่จะปรากฏกลุ่มต่อต้านขึ้นหลังจากทำการยึดเมืองได้กองกำลังต่อต้านสร้างปัญหาให้แก่ทัพหลงไม่น้อยเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและการจัดการที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการกวาดล้างให้สิ้นซากแต่ไม่ว่าจะอย่างไรหมิงชูก็ไม่อยากให้เด็กๆ ถูกลูกหลงไปด้วยแม้จะทราบดีว่าตนไม่มีอำนาจตัดสินใจก็ตาม ร่างสูงถอนหายใจพลางหลับตาลงตัดการสื่อสารกับนกตัวน้อยและปล่อยมันให้เป็นอิสระแล้วจึงหันมากล่าวแก่ทหารผู้มาสอบถามผลการสำรวจว่า

            “พบที่ตั้งของกลุ่มต่อต้านแล้วมีกำลังประมาณสองร้อยคน ชายครึ่งหนึ่ง หญิงและเด็กอีกครึ่งหนึ่งเจ้าไปรายงานตามนี้ก่อน บอกท่านแม่ทัพว่าอีกสักครู่ข้าจะตามไป”

            “ขอรับท่านอาจารย์”

            นายทหารที่ดูมีอายุมากกว่าประสานมือรับคำสั่งอย่างไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนอะไรทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าทุกคนในกองทัพต่างยอมรับและให้ความเคารพหมิงชูเป็นอย่างมากเด็กหนุ่มเป็นทั้งอาจารย์ และกุนซือที่เก่งกาจศึกชิงเมืองซี่หยี่ก็เป็นหมิงชูผู้นี้เองที่วางแผนล่อหลอก ตลบหลังศัตรูจนสามารถเข้ายึดเมืองได้โดยไม่มีการสูญเสียมากนัก

            ทหารชั้นผู้น้อยคนนั้นเมื่อได้รับรายงานที่ตนต้องการแล้วก็ขอตัวกลับไปแจ้งข่าวทิ้งหมิงชูที่กล่าวว่าจะขอสังเกตการณ์อีกสักหน่อยเอาไว้เบื้องหลัง

            เงาร่างของทหารผู้นั้นลับหายไปตรงมุมทางเดินได้พักหนึ่งหมิงชูก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไหล่สองข้างที่ตั้งตรงลู่ลงเล็กน้อยสลัดคราบน่าเกรงขามเมื่อครู่ไปเกือบครึ่งดวงเนตรสีเปลือกไม้จ้องมองผ่านช่องยิงธนูออกไปเบื้องนอกที่มองดูที่ราบโล่งเตียนกับตอไม้สีดำสนิทด้วยฤทธิ์ของเปลวไฟในการศึกครั้งก่อน

            ‘ทั้งๆ ที่หากอดทนรออีกสักนิดพวกข้าก็จะจากไปแล้วแท้ๆ’

            คิดแล้วกุนซือหนุ่มก็ถอนหายใจอีกคราตลอดระยะเวลาปีกว่ามานี้หมิงชูมิได้ฝึกทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองและตระกูลสำคัญๆในแคว้นหลงมาไม่น้อย ภายใต้สถานการณ์ที่คลุมเครือเช่นนี้ เด็กหนุ่มทราบดีว่าเมื่อการเจรจาระหว่างสองแคว้นสิ้นสุดลงมู่เฟิงเทียนจะถูกสั่งให้ถอนทหารออกจาเมืองซี่หยี่เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันมิตรภาพระหว่างหลงและไท่หยางมันเป็นการลดทอนความดีความชอบของตระกูลมู่และพวกขุนนางก็จะหาความดีความชอบให้พวกตน ด้วยการเรียกร้องผลประโยชน์ต่างๆ ที่ดีกว่าเมืองซี่หยี่หมิงชูคร้านจะใส่ใจว่าผลประโยชน์ที่คนเหล่านั้นจะเรียกร้องคือสิ่งใดสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือการได้กลับบ้านต่างหากและความหวังของเขาก็ใกล้จะเป็นจริงแล้ว

            สงครามที่ดำเนินมานานกว่าห้าปีกำลังจะจบลงแต่จิตใจของ
    หมิงชูกลับไม่สงบเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มควรจะดีใจที่จะได้กลับบ้านระยะเวลาสิบสี่เดือนนั้นช่างยาวนานเหลือเกินในความรู้สึกของเขาทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งรอคอยเขาก็ยิ่งเป็นกังวลและร้อนรน หมิงชู
    อยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด หรืออย่างน้อยเขาก็อยากส่งจดหมายกลับไปบ้านสักฉบับหนึ่งแต่ในช่วงเวลาแห่งสงครามการส่งจดหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของกองทัพถือเป็นเรื่องต้องห้ามทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวภายในรั่วไหลออกไป

              ‘แอบส่งนกไปจะได้ไหมนะ?’

              กุนซือเอกกำลังคิดแหกกฎของกองทัพแต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ ทหารผู้หนึ่งก็วิ่งมาแจ้งว่ามีคนมาขอพบ

              “พบข้าหรือ?”

              หมิงชูฉงนเป็นอย่างยิ่งแม้ตอนนี้เขาจะอยู่ในเมืองซี่หยี่อันเป็นหัวเมืองของไท่หยางซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนรู้จักเขาจนขอเข้าพบเช่นนี้

              “เป็นไต้ซือท่านหนึ่งขอรับ”

              เมื่อทหารบอกมาเช่นนั้นหมิงชูก็ไม่ถามอะไรอีกในชีวิตนี้เขารู้จักไต้ซือเพียงไม่กี่ท่านเด็กหนุ่มพอจะเดาได้แล้วว่าผู้ที่มาเป็นใครแต่ก็นึกสงสัยอยู่ว่าคนผู้นั้นเดินทางมาถึงที่นี่ได้อย่างไร

            กุนซืออสูรก้าวเดินไปอย่างไม่รีบร้อนไม่ใช่ว่าเขาไม่กระตือรือร้นที่จะพบเจอไต้ซือท่านนั้นแต่เป็นเพราะตระหนักดีว่าทุกการกระทำของตนมีอิทธิพลต่อทหารไม่น้อยหมิงชูจึงจำเป็นต้องควบคุมตนเองให้ดี เขาไม่อาจปล่อยให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลหรือเคลื่อนไหวผิดแผกแปลกไปจากปกติได้หาไม่แล้วมันจะเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับบรรดาทหาร

            หมิงชูใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็มาถึงที่หมายและทันทีที่เข้ามาในห้องรับรอง เขาก็ถอดหน้ากากไม้ประจำตัวออกจากนั้นก็ประสานมือทำความเคารพบุคคลที่รออยู่

            ผู้มาเยือนเป็นคนที่เขาคิดไว้จริงๆคนผู้นั้นเป็นนักบวชที่แต่งกายอย่างเรียบง่าย ใบหน้าอันสงบนิ่ง และเปี่ยมไปด้วยเมตตานั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่นจนสามารถจดจำได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม หมิงชูมองเพียงปราดเดียวก็ทราบว่า นี่คือไต้ซือเหอผิงแห่งอารามไป๋เหลียนไม่ผิดแน่

            “ท่านไต้ซือมาหาข้าถึงนี่มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”

            “หากไม่มีธุระข้าจะมามิได้หรือ?”

            ไต้ซือชราผู้มีศีรษะล้านเลี่ยนแต่มีเคราสีขาวยาวถึงหน้าอกถามกลับใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ เหมือนอย่างเคยคำกล่าวนั้นมิใช่คำติเตียนหรือตัดพ้อเพียงกล่าวออกไปหมายให้หมิงชูคลายความระแวงลงเท่านั้นเพราะมันคงไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าไหร่ที่ไต้ซือเช่นเขาจะเดินทางมาไกลถึงต่างแคว้นเพื่อเข้าพบทหารผู้หนึ่ง

            เรื่องที่หมิงชูได้เป็นกุนซือและครูฝึกประจำทัพของมู่เฟิงเทียนนั้นไม่ได้ถูกประกาศออกไปหนึ่งเพราะมู่เฟิงเทียนไม่อยากให้หมิงชูเป็นที่สนใจของขุนนางฝ่ายอื่นและอีกเหตุผลหนึ่งนั้นมาจากตัวหมิงชูเอง เมื่อสงครามจบลงแล้วเขาอยากได้ชีวิตสงบสุขของตนกลับคืนมาตำแหน่ง อำนาจ หน้าที่อันใดก็แล้วแต่ เขาต้องการทิ้งมันไว้เบื้องหลังหากมีการรายงานเรื่องของเขาอย่างเป็นทางการแล้วไซร้ เทียนหมิงชูคงไม่มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก

            ดังนั้นสำหรับคนนอกเทียนหมิงชูก็ยังคงเป็นเทียนหมิงชูเด็กหนุ่มที่ถูกเกณฑ์เข้ามาเป็นทหารเลวผู้หนึ่ง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หมิงชูนึกสงสัยในการมาของไต้ซือเหอผิงเป็นอย่างมาก

            “ระเบียบของกองทัพไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาดังนั้นการที่ท่านมาหาข้าถึงที่นี่ได้ ย่อมต้องมีเหตุจำเป็นบางอย่างที่สำคัญจนพวกเขาไม่อาจมองข้ามไปจริงหรือไม่ขอรับ?”

            หมิงชูกล่าวไปตามที่คิดฝ่ายไต้ซือเหอผิงก็ชะงักไปเพียงเล็กน้อย แทบจะสังเกตไม่ได้เลยด้วยซ้ำแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นหมิงชูก็ยังสังเกตเห็นอยู่ดีและไต้ซือเหอผิงเองก็ทราบว่าตนได้เผยพิรุธไปแล้วเช่นกัน  อย่างไรก็ตามไต้ซือชราก็มิได้เสียกิริยาเลยแม้แต่น้อยเขายังคงท่าทีสุขุมเอาไว้ได้เป็นอย่างดีรอยยิ้มเมตตายังคงประดับอยู่บนใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยที่ร่วงโรยน้ำเสียงแหบชราเอ่ยตอบความสงสัยของหมิงชูว่า

            “ปิดบังประสกไม่ได้เลยจริงๆอาตมาได้ยินว่าสถานการณ์ระหว่างกองทัพกับชาวบ้านที่นี่ไม่สู้ดีนัก จึงคิดจะมาช่วยเหลืออย่างไรก็ไม่ควรมีการสูญเสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว”

            หมิงชูห็นด้วยกับไต้ซือเหอผิงปัญหาระหว่างกองทัพกับชาวเมืองซี่หยี่ก็เหมือนกับคลื่นใต้น้ำที่รอวันก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่ ตอนนี้พวกชาวบ้านในเมืองยังไม่ทำอะไรหรืออันที่จริงต้องกล่าวว่าพวกเขายังไม่ทำอะไรกระโตกกระตากมากกว่า แต่อีกไม่นานเมื่อกองกำลังทั้งนอกและในเตรียมตัวพร้อมสรรพ พวกเขาย่อมเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน

            ใช่ว่าหมิงชูกับมู่เฟิงเทียนจะไม่ทราบว่ากลุ่มต่อต้านที่เข้ามามอบตัวนั้นมาด้วยแผนการบางอย่างทว่าพวกเขาก็ทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยให้คนเหล่านั้นกลับเข้าเมืองมาและมีคำสั่งให้ทหารคอยจับตาดูคนเหล่านี้อย่างลับๆทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากให้ความเกลียดชังฝังรากลึกลงไปในใจของชาวเมืองมากไปกว่าเดิมหาไม่แล้วคงหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ยากเต็มทีถึงแม้ว่าพวกเขาจะสังหารผู้คนมากมายในสนามรบแต่การสังหารพลเมืองนั้นมันไม่เหมือนกัน ทหารสามารถเข่นฆ่าทหารด้วยกันเองได้แต่ทหารที่ทำร้ายประชาชนย่อมไม่ต่างอันใดกับโจรชั่วและแม้ว่าประชาชนจะเป็นฝ่ายถืออาวุธเข้าจู่โจมก่อนก็ไม่ช่วยให้ทหารอย่างพวกเขารู้สึกดีขึ้นยามที่ต้องปลิดชีวิตคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

            เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อเด็กและสตรีร่วมถืออาวุธเข้าต่อสู้ด้วยเช่นกันโชคดีที่การปะทะหลายครั้งก่อนหน้านี้ไม่มีผู้หญิงหรือเด็กคนใดถูกสังหารแต่กระนั้นก็มีหลายคนที่ถูกจองจำอยู่ภายในคุก

            “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านแล้วพวกข้าเองก็พยายามประนีประนอมอย่างที่สุด แต่ก็ไม่เป็นผล ทั้งๆ ที่หากพวกเขาอดทนรออีกสักหน่อยพอผู้คนในราชสำนักตกลงกันได้เรียบร้อย พวกข้าก็จะจากไปแล้วแท้ๆ”

            เด็กหนุ่มกล่าวพลางถอนหายใจพวกเขาไม่ได้ปกครองเมืองอย่างกดขี่ มู่เฟิงเทียนพยายามดูแลชาวเมืองอย่างดีที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้แต่ไม่ว่าจะพยายามประนีประนอมอย่างไรผู้คนก็ยังเกลียดชังทหารแคว้นหลงที่รุกรานเข้ามายึดครองบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา

            มันไม่เกี่ยวว่าใครเป็นคนเริ่มสงครามก่อนหากพื้นที่ของพวกเขาถูกรุกราน เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องถูกสังหารเรือกสวนไร่นาที่เป็นดั่งชีวิตถูกทำลายไม่ว่าอีกฝ่ายจะอ้างความชอบธรรมมากเพียงใดก็ไม่มีน้ำหนักในจิตใจของพวกเขาเลยแม้แต่น้อยดังนั้นเมื่อไต้ซือเหอผิงอาสาเข้ามาช่วยในส่วนนี้หมิงชูย่อมยินดี

              “สงครามมักมาพร้อมกับความเกลียดชังเสมอประสกเทียนมิต้องคิดมากไป เรื่องนี้อาตมาจะช่วยเหลือเอง”

            ไต้ซือเหอผิงกล่าวก่อนจะเบนสายตาไปยังโต๊ะน้ำชาที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ บอกว่า

            “อาตมาเดินทางมาเหนื่อยๆประสกจะไม่เชิญให้นั่งพักดื่มชาสักหน่อยหรือ?”

              “อา...ข้าเสียมารยาทแล้ว ต้องขออภัยไต้ซือด้วยขอรับ”

            เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมประคองมือคารวะเขาผายมือไปทางโต๊ะน้ำชาตัวนั้นและเชื้อเชิญแขกของตนให้นั่งลงก่อนจะหันไปสั่งบ่าวที่ยืนหลบอยู่มุมห้องว่าให้ยกน้ำชามา

            “เรื่องแล้วไปแล้วก็ให้แล้วไปเถิดอาตมาอยากฟังเรื่องราวของประสกมากกว่า ไม่ได้พบกันนานหลายปีเป็นเช่นไรบ้างปริศนาที่อาตมาเคยให้ไว้ประสกไขกระจ่างแล้วหรือยัง?”

            ไต้ซือเหอผิงถามถึงเรื่องเก่าๆคล้ายกับต้องการเปลี่ยนเรื่อง พวกเขาจึงนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา และเริ่มสนทนาถึงเรื่องราวต่างๆก่อนจะจบลงที่การทายปริศนาธรรมเหมือนอย่างเคย

    คล้ายกับเรื่องร้านน้ำชาจ้าวยุทธจักร ที่คุณอ่าน

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912