ผู้กอบกู้

    ตอนที่ 39 ราชันเพลิงทมิฬ

            หลังจากเปลวเพลิงทมิฬเอ่อล้นออกมาจากร่างของราจาจนทำให้น้ำในทะเลระเหยไปเป็นจำนวนมากท้องฟ้าก็พลันมืดลงทั้งที่ไม่มีก้อนเมฆบดบังแสงตะวัน


            อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้การินต้องแผ่แรงกดดันของผู้มีรอยประทับระดับดวงดาวออกมาเพื่อปกป้องตัวเองและเสื้อผ้าจากไอร้อนของเพลิงทมิฬ


            ทันใดนั้นพื้นที่ในรัศมีร้อยกิโลเมตรพลันกลายเป็นทะเลเพลิงสีดำ


            เขตแดนเพลิงทมิฬ!


            พื้นที่เบื้องล่างที่เคยเป็นน้ำทะเลกลับแห้งขอดจนเห็นพื้นและกลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตาในอากาศก็มีละอองเปลวเพลิงสีดำปลิวว่อน


            การินขมวดคิ้วจ้องราจาที่ยืนนิ่งแสยะยิ้มอยู่


            “ข้าว่าต่อจากนี้พวกเราควรจะเอาจริงได้แล้วนะ”


            ราจากล่าวยิ้ม ๆพลางสะบัดมือไปทางการิน


            การินพลันรู้สึกคล้ายถูกอะไรสักอย่างรัดพันแต่ไม่นานความรู้สึกนี้ก็หายชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าตนถูกหนึ่งพลังของราจาเล่นงานเข้าแล้ว


            โซ่ตรวนขังนิรันดร์!


            การินสูดหายใจลึกพุ่งเข้าใส่ราจาพร้อมปล่อยหมัดหนึ่งใส่อีกฝ่ายทว่าหมัดนี้กลับทะลุผ่านความว่างเปล่าไป


            ราจาปรากฏขึ้นในบริเวณที่ห่างออกไปไม่มาก


            เมื่ออยู่ในเขตแดนเพลิงทมิฬที่มีละอองเพลิงสีดำปลิวว่อนไปทั่วราจาสามารถใช้เคลื่อนย้ายผ่านเปลวเพลิงทมิฬไปไหนก็ได้ในเขตแดนนี้


            ทันใดนั้นพลันมีร่างสีทองปรากฏขึ้นที่ข้างตัวการิน


            จิตวิญญาณเทพนักรบสีทอง!


            นี่คือความสามารถใหม่ที่รอยประทับกลางหลังการินมอบให้หลังจากเป็นระดับดวงดาวเมื่อนำนักรบจิตวิญญาณทั้งหนึ่งแสนตนมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวจะกลายเป็นเทพนักรบสีทองที่มีพละกำลังเทียบเท่าระดับดวงดาว


            เทพนักรบสีทองสามารถขยายร่างให้ใหญ่มหึมาหรือย่อร่างให้เล็กเท่ามนุษย์ปกติก็ได้ครั้งก่อนการินอัญเชิญออกมาในสภาพที่มีร่างกายขนาดมหึมาแต่ครั้งนี้ชายหนุ่มอัญเชิญออกมาในขนาดเท่ามนุษย์ทั่วไป


            ราจาแสยะยิ้มพุ่งเข้าใส่การินโดยไม่สนใจเทพนักรบสีทองแม้แต่น้อย


            เทพนักรบสีทองคิดจะเข้าไปสู้กับราจาทว่าเพิ่งขยับตัวกลับพบว่าตัวมันเองอยู่ในกรงขังแห่งหนึ่งที่ทำจากโซ่


            เขตแดนกักขัง!


            เทพนักรบสีทองแปรเปลี่ยนร่างกายตนเองให้กลายเป็นร่างวิญญาณคิดจะทะลุผ่านกรงขังนี้ไปทว่าแม้จะกลายเป็นร่างวิญญาณแล้วเทพนักรบสีทองก็ยังไม่อาจออกมาจากเขตแดนกักขังได้อยู่ดีการินคิดจะยกเลิกการอัญเชิญแล้วอัญเชิญใหม่ก็ทำไม่ได้


            อาศัยช่วงที่ชายหนุ่มเสียสมาธิราจาต่อยการินเต็มแรง


            การินอาศัยสัญชาตญาณยกสองแขนขึ้นมากันไว้ได้ร่างของชายหนุ่มปลิวกระเด็นไปหลายกิโลเมตร


            ราจาไม่เข้าไปโจมตีต่อแต่กล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงยียวน


            “เขตแดนกักของฉันน่ะสามารถกักขังได้แม้แต่ดวงวิญญาณดังนั้นนอกจากแกจะทำลายกรงขังไปได้ก็ไม่มีทางทำอะไรกับสิ่งที่ถูกขังอยู่ด้านในได้หรอก”


            การินไม่สนใจกรงขังนั่นอีกชายหนุ่มพุ่งเข้าใส่ราจาง้างหมัดต่อยใส่อีกฝ่ายราจาไม่หลบแต่เคลือบหมัดด้วยแรงสั่นสะเทือนเมื่อหมัดทั้งสองปะทะกันก็เกิดเสียงดังกึกก้องราวฟ้าร้องเปลวเพลิงทมิฬที่กำลังลุกโชนวูบไหวอย่างบ้าคลั่ง


            ร่างรินปลิวถอยไปหลายร้อยเมตรมือข้างที่ต่อยออกไปนิ้วมือบิดเบี้ยวผิดรูปแต่ไม่นานก็ถูกฟื้นฟูให้หายกลับเป็นปกติ


            ราจาปลิวไปเกือบสองกิโลเมตรมือข้างที่ต่อยสั่นเทิ้มเบา ๆ ไม่นานก็หยุด


            เทพนักรบสีทองพยายามทำลายเขตแดนกักขังอย่างต่อเนื่องด้วยหมัดของมัน


            ราจายกมือขึ้นแล้วตวัดไปทางการินดาบเพลิงทมิฬขนาดใหญ่มหึมานับพันเล่มปรากฏขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่การิน


            การินกางแขนออกออร่าของผู้มีรอยประทับระดับดวงดาวแผ่ออกไป ทันทีที่ออร่านี้แตะโดนดาบเพลิงทมิฬพวกมันก็จะสลายกลายเป็นละอองเพลิงไป


            แยกสลาย!


            ราจาโผล่ขึ้นที่ด้านหลังการินเมื่อไหร่ไม่รู้แล้วต่อยเข้าแผ่นหลังชายหนุ่มอย่างถนัดถนี่


            ร่างการินปลิวไปหลายกิโลเมตรกว่าจะตั้งตัวได้


            ราจาโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่าด้านหลังการินอีกครั้งทว่าครั้งนี้ราจายังไม่ทันได้ทำอะไรก็โดนการินซัดเข้าที่หน้าจนปลิวไปหลายกิโลเมตร


            ชายหนุ่มพุ่งตามราจาไปทว่าร่างของอีกฝ่ายกลับเลือนหายไปโดยอาศัยสัญชาตญาณการินก้มศีรษะลงในทันที


            เพียงเสี้ยววินาทีที่ชายหนุ่มก้มศีรษะลงดาบเพลิงทมิฬก็ได้ผ่านเหนือศีรษะการินไปหากชายหนุ่มก้มศีรษะช้ากว่านี้เพียงเล็กน้อยคาดว่าคงโดนดาบเพลิงทมิฬแทงศีรษะทะลุเป็นแน่


            การินหมุนตัวกลับพร้อมออกหมัดเต็มแรงหมัดของการินปะทะกับความว่างเปล่าแต่เปลวเพลิงในทิศที่ชายหนุ่มออกหมัดไปล้วนแยกออกเป็นทางยาว


            ราจาลอยอยู่กลางอากาศเหนือศีรษะการินไปหลายร้อยเมตรมันประกบมือกันอากาศรอบตัวชายหนุ่มพลันสั่นสะเทือน


            การินพุ่งขึ้นไปหาราจาโดยไม่สนใจแรงสั่นสะเทือนรอบกาย


            สองมือราจากำแน่นแล้วต่อยเข้าใส่ชายหนุ่มพร้อมกัน


            การินยกแขนป้องกันไว้ได้แต่ก็กระเด็นปลิวไปด้านล่างเกือบถึงพื้นที่มีเปลวเพลิงสีดำลุกไหม้เมื่อหยุดร่างตัวเองไว้ได้ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นแล้วจึงเห็นดาบเพลิงทมิฬขนาดใหญ่กว่าภูเขาหลายลูกรวมกันพุ่งมาที่เขา


            การินต่อยหมัดขวาไปที่ดาบเพลิงทมิฬเล่มนั้นอย่างไม่เกรงกลัวดาบเพลิงทมิฬขนาดมโหฬารแตกออกเป็นละอองเพลิงสีดำเล็ก ๆ มากมาย


            ราจาเคลื่อนย้ายผ่านเปลวเพลิงทมิฬที่อยู่ใกล้การินที่สุดมาราชันแห่งสัตว์ร้ายตนนี้เคลือบหมัดด้วยแรงสั่นสะเทือนแล้วต่อยเข้าใส่การิน


            การินใช้มือข้างซ้ายต่อยสวนกลับไป


            ตูม!


            แรงปะทะส่งผลให้เปลวเพลิงสีดำทั้งหมดวูบไหวอย่างบ้าคลั่งราวกับเจอลมพายุ


            ร่างการินถอยไปเพียงไม่กี่สิบเมตรมือซ้ายหักงอแต่ไม่นานก็ถูกฟื้นฟูกลับมาดังเดิม


            ราจาก็กระเด็นไปไม่กี่สิบเมตรเช่นกันมือขวาของมันสั่นเทาเบา ๆ


            ราจาแสยะยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน


            “ถ้านี่คือที่สุดของเจ้าแล้วล่ะก็ข้าขอบอกไว้เลยว่าเจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้แน่นอน”


            การินสูดลมหายใจลึกกล่าวเสียงเรียบ


            “แกนี่พูดมากซะจริง”


            ผลก็คือราจาหัวเราะร่า


            “ในฐานะที่เจ้าสู้กับข้ามาได้ถึงขนาดนี้ข้าก็จะให้รางวัลเจ้าโดยใช้พลังที่แท้จริงของข้าให้เห็นก็แล้วกัน”


            ได้ยินคำพูดของราจาการินขมวดคิ้วตั้งท่าเตรียมรับมือการโจมตี


            ราจาลอยนิ่งอยู่กลางอากาศสองตาปิดลงผ่านไม่ไม่นานทั่วร่างของราจาพลันมีเปลวเพลิงสีดำทมิฬเอ่อล้นออกมาแต่เพลิงทมิฬเหล่านี้ไม่ได้พุ่งกระจายไปรอบทิศทางเหมือนตอนราจาใช้เขตแดนเพลิงทมิฬแต่ซึมเข้าไปในร่องสีแดงตามร่างกายราจาแทน


            ร่องตามผิวหนังที่มีสีแดงพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำเขาสองข้างของราจาเองก็กลายเป็นดำสนิท เปลวเพลิงสีดำพวยพุ่งออกจากแผ่นหลังแล้วกลายเป็นปีกเพลิงทมิฬหนึ่งคู่นัยน์ตาสีแดงก่ำกลายเป็นสีดำมืดมิด เหนือศีรษะห่างไปไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือเปลวเพลิงสีดำทมิฬควบแน่นกลายเป็นมงกุฎเพลิงทมิฬลอยอยู่กลางอากาศ


            “ข้าเรียกร่างนี้ว่า‘ราชันเพลิงทมิฬ’”


            ราจาที่บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นมืดหม่นกล่าวพลางแสยะยิ้ม


            “ในร่างนี้ความสามารถโดยรวมของข้าจะถูกยกระดับขึ้นครึ่งหนึ่งแต่ทว่าก็มีระยะเวลาใช้งานที่จำกัด ก็นะ หากข้าคงสภาพร่างนี้ไว้ได้นานเท่าที่ต้องการข้าคงไม่แพ้เจ้าองค์ชายนั่นเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนหรอก”


            สิ้นคำร่างของราจาก็หายไป


            เคลื่อนย้ายผ่านเพลิงทมิฬ


            ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้เขตแดนเพลิงทมิฬยังคงทำงานอยู่ดังนั้นจึงมีละอองเพลิงทมิฬกระจายไปทั่วทำให้ราจาใช้พลังเคลื่อนย้ายผ่านเปลวเพลิงไปที่ไหนก็ได้ในเขตแดนนี้


            ราจาโผล่ขึ้นที่ด้านหลังการินแล้วปล่อยหมัดใส่ชายหนุ่ม


            การินปลิวไปไกลหลายกิโลเมตรชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง


            ราจาไม่ฉวยโอกาสนี้โจมตีต่อแต่กล่าวอย่างใจเย็น


            “ตั้งแต่สู้กันครั้งก่อนข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าน่าจะมีรอยประทับสองอันอันหนึ่งน่าจะใช้อัญเชิญจิตวิญญาณพวกนั้นส่วนอีกอันน่าจะมอบพลังที่เหนือผู้มีรอยประทับระดับเดียวกันให้กับเจ้านี่เป็นรอยประทับที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้ารู้จักมาเลยแต่มันก็มีข้อเสียเด่นชัดเช่นกันยกตัวอย่างก็คือเจ้าไม่มีท่าโจมตีที่ใช้ปิดฉากเลยนอกจากพละกำลังที่เหนือกว่าซึ่งต้องใช้ร่างกายเข้าปะทะดังนั้นหลังจากข้ากักขังจิตวิญญาณสีทองที่เจ้าอัญเชิญออกมานั่นก็เหมือนการตัดทอนกำลังของเจ้าเนื่องจากหากสิ่งใดถูกกักของไว้ภายในนั้นก็จะถูกตัดขาดจากภายนอกทันทีพลังที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณตัวนั้นก็จะถูกตัดไปเช่นกัน”


            การินถ่มน้ำลายที่มีเลือดอยู่ทีหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์


            “แกนี่พูดมากจริงๆ”


            จากนั้นชายหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่ราจา


            ราจาเองก็พุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มเช่นกันมันเคลือบแรงสั่นสั่นสะเทือนไว้ที่หมัดปีกสีดำกระพือหนึ่งครั้งความเร็วของมันก็เพิ่มขึ้น


            ตูม!!!


            หมัดของทั้งสองปะทะกันสร้างแรงปะทะที่สามารถทำให้เปลวเพลิงสีดำทมิฬในรัศมีสิบกิโลเมตรรอบตัวดับลงไปแต่ไม่นานเปลวเพลิงเหล่านี้ก็ลุกไหม้ขึ้นมาใหม่


            ร่างราจาถอยไปหลายร้อยเมตรไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ


            ร่างการินลอยลิ่วไปหลายกิโลเมตรแขนขวาบิดเบี้ยวผิดรูป ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มออกมาด้านข้างเขาคือเขตแดนกักขังที่ขังเทพนักรบสีทองไว้


            การินสะบัดแขนคราหนึ่งแขนที่บิดเบี้ยวก็คืนสภาพกลับมาดังเดิมในพริบตาจากนั้นหนุ่มก็สูดหายใจลึกรวบรวมกำลังทั้งหมดต่อยเข้าไปที่โซ่ซึ่งก่อตัวเป็นกรงขังเทพนักรบสีทองเอาไว้


            ตูม!เคร้ง!


            โซ่ที่กลายเป็นกรงขังแตกขาดทำให้เทพนักรบสีทองเป็นอิสระ


            เทพนักรสีทองที่เป็นอิสระคล้ายเก็บกลั้นความโกรธไว้มากมายมันอ้าปากร้องแต่ไร้เสียงคราหนึ่งก่อนจะขยายร่างให้ใหญ่โตราวภูเขาแล้วพุ่งไปหาราจา


            การินบินตามหลังไปอย่างรวดเร็ว


            ราจาพลิกฝ่ามือหนึ่งหนึ่งทีร่างการินพลันไปโผล่อยู่ด้านหน้ามัน


            โซ่ตรวนขังนิรันดร์!


            โซ่ตรวนขังนิรันดร์สามารถ‘ดึง’คนที่ถูกโซ่‘รัด’มาหาตนได้ในทันที การินเองก็เคยโดนมาแล้วครั้งหนึ่งตอนอยู่ในป่าวงกต


            ราจาใช้หมัดซ้ายต่อยใส่ชายหนุ่ม


            การินยกแขนขึ้นมากันไว้ได้ร่างชายหนุ่มปลิวไปหลายร้อยเมตร


            จากนั้นราจาจึงปล่อยหมัดขวาที่เคลือบแรงสั่นสะเทือนไว้ใส่เทพนักรบสีทองร่างสีทองขนาดยักษ์ปลิวตามการินไป


            ราจาไม่ได้ตามซ้ำเพียงลอยตัวมองชายหนุ่มเงียบๆ


            การินลอยขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับราจาข้างกายมีเทพนักรบสีทองซึ่งย่อขนาดลงมาเท่าคนทั่วไป ชายหนุ่มประสานสายตากับราจาแล้วกล่าวออกมาเสียงเรียบ


            “ใครบอกว่าฉันไม่มีท่าไม้ตายกันล่ะ?”