ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 สู้ได้สู้ หนีได้หนี

            ภายในหลุมลึกขนาดใหญ่นั้น หมัดคู่ของหลินหยางนั้นคว้าจับทวนยาวของซูหมิงชุนเอาไว้ไม่ยอมปล่อยสายตาของทั้งคู่นั้นราวกลับกำลังมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายในนั้น

            “กับถุงมือแค่นั้น เจ้าคิดว่าจะรับการโจมตีของทวนข้าได้อย่างนั้นรึเจ้าหนูแหลกไปซะ!!”

            ซูหมิงชุนคำรามอย่างเกรี้ยวกราด

            หอกดุจมังกรของเขาเป็นอาวุธวิญญาณที่ได้รับพระราชทานมาจากองค์จักรพรรดิมันเคยแทงทะลุทรวงอกของศัตรูมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อาวุธระดับนี้จะไปถูกหยุดโดยเด็กน้อยไร้ชื่อคนหนึ่งได้อย่างไร

            ทวนดุจมังกรก็ถูกหมุนควงสว่านอย่างรุนแรงเกล็ดมังกรที่ประดับอยู่ตรงด้ามจับทำให้อากาศหมุนวนขึ้นรอบตัว ในชั่วพริบตาก็กลายเป็นเกลียวสว่านที่เกิดจากสายลมหมุนวนอย่างน่ากลัวแทนคมทวน

            “รับมือซะ กระบวนท่า ‘คลื่นมังกรสวรรค์’!!”

            ทวนยาวที่กำลังหมุนอยู่นั้นพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นมังกรพิโรธตัวหนึ่งอีกทั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงคำรามอันน่าเกรงขามของมังกรด้วย

            ซูหมิงชุนเองก็สมกับที่เป็นเทพสงครามผู้ที่คอยปกป้องอาณาจักรชูอวิ๋นจากอริร้ายเพลงทวนกระบวนท่านี้นั้นได้ทะลุขอบเขตของเคล็ดวิชาทั่วไปไปแล้ว มันคือ “เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับล่าง”ของแท้

            วิทยายุทธ์ทุกกระบวนท่า เหนือกว่าเคล็ดวิชาทั่วไป คือเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์

            แค่เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับล่างสุดก็ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเคล็ดวิชาทั่วๆไปขั้นสูงหลายเท่าตัว

            เคล็ดวิชาพลังเทพอัคคีของหลินหยางถึงมันจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตามแต่เมื่อมาเผชิญหน้ากับกระบวนท่าคลื่นมังกรสวรรค์ที่เป็นเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์แล้วมือทั้งสองข้างของเขาก็ถูกเกลียวคลื่นรูปสว่านของทวนยาวสะบัดออกทันที จากนั้นเขาก็เหมือนถูกพญามังกรหมุนควงตัวชนเข้าใส่อย่างเต็มแรงปลายทวนอันแหลมคมนั้นกระแทกเข้าใส่ทับทรวงของหลินหยางเข้าเต็มๆแรงกระแทกอันมหาศาลนั่นซัดหลินหยางจนกระเด็นขึ้นฟ้าทันที

            โอ้โห!!

            คนที่ยังดูอยู่ถึงกับอุทานด้วยความตกใจ

            ในที่สุดหลินหยางก็เสียท่าสักที

            “ฆ่ามันซะ ท่านผู้บัญชาการซู!!!!”

            สองฝั่งของเวทีที่พังเสียหายไปแล้วนั้นเหล่าคนของตระกูลโอวหยางแอบหนีออกไปแล้วแต่กลุ่มของเฉินเย่เซิงยังคงกัดฟันปักหลักอยู่บนเวที

            พวกเขาเชื่อมั่นในตัวของซูหมิงชุนอย่างสุดหัวใจ ส่วนเฉินเย่เซิงนั้นอยากจะเห็นหลินหยางถูกซูหมิงชุนฆ่าตายด้วยตาตัวเองก่อนเขาถึงจะวางใจได้

            เขาที่ยืนอยู่ข้างหวังหมิงชงนั้น บัดนี้ไร้ซึ่งความกลัวใดๆ ทั้งสิ้นแถมยังตะโกนสบถออกมาอย่างชั่วร้ายอีกด้วย

            ฝั่งตรงข้ามกันนั้น

            คนของตระกูลเวินต่างก็ส่งเสียงออกมาด้วยความเป็นห่วงเวินชิงชิงกับสวี่เหยาตอนนี้ถึงกับตาโต ตะโกนออกมาด้วยความตกใจว่า

            “หลินอี้/ผู้อาวุโสหลิน ระวัง!!”

            แต่ปี้ฟังตัวน้อยที่อยู่บนไหล่ของชิงชิง หั่วเอ๋อร์นั้นพอเห็นหลินหยางถูกซัดจนปลิวไปแบบนั้นแล้วก็ส่งเสียงดังหึออกมาอีกครั้ง

            “ในเวลาแบบนี้แล้วมันยังไม่เอาไอ้นั่นออกมาใช้อีกหรือว่าเจ้าบ้านั้นจะเป็นพวกชอบความเจ็บปวด?”

            ยังมีของเหลืออยู่อีกหรือ!!!!

            เวินชิงชิงและสวี่เหยาพอได้ยินคำพูดนี้ไปก็แทบไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง

            ขนาดตอนที่สู้กับหนึ่งในจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นอยู่นั้นหลินหยางกลับยังมีไพ่ตายแอบซ่อนเอาไว้อยู่อีกหรือ??

            “หึหึ!!”

            หั่วเอ๋อร์ไม่ได้เป็นห่วงหลินหยางเลยแม้แต่นิดเดียว “พวกเจ้าคงไม่ได้คิดว่าเจ้าหมอนั่นเสียเวลาตั้งครึ่งปีไปกับการสร้างแค่ถุงมือหนึ่งคู่กับทับทรวงหนึ่งชิ้นแค่นั้นใช่ไหม...จุ๊ๆๆแม่นางทั้งสอง พวกเจ้าซื่อบื้อเกินไปแล้ว พวกเจ้ารอดูเถอะ อีกไม่นานพวกเจ้าก็คงจะได้เห็นสิ่งนั้นที่ใช้ไฟวิญญาณของข้าสร้างขึ้น- อาวุธ!! วิญญาณ!! ที่มัน!! แข็งแกร่ง!! ที่สุด!!”

            เวินชิงชิงกับสวี่เหยากตกใจจนนิ่งอึ้งไปแล้ว

            ขนาดโล่หลอมตะวันชิ้นนั้นสำหรับหั่วเอ๋อร์แล้วยังไม่สามารถนับเป็นของที่แข็งแกร่งได้เลยแต่ตอนนี้มันกลับบอกว่าที่ตัวหลินหยางตอนนี้มีอาวุธวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดซ่อนอยู่นี่หมอนั่นมันเตรียมพร้อมมามากแค่ไหนกันแน่!!!!

            หลินหยางที่ตอนนี้ถูกคลื่นมังกรสวรรค์ซัดจนตัวลอยอยู่บนฟ้านั้นสีหน้าเริ่มแดง ที่มุมปากมีเลือดสดๆ ไหลออกมาแล้ว

            เลือดลมที่ตอนนี้กำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายในร่างกายของเขานั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยมันกลับยิ่งทำให้เขาเลือดร้อนจนพร้อมที่จะทุ่มสุดตัวในการต่อสู้ครั้งนี้

            แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะเก็บไพ่ตายใบนั้นเอาไว้

            ไม่ใช่ว่าเขาหยิ่งทระนงอะไร แต่เป็นเพราะหลินหยางวันนี้ได้ต่อสู้จนติดลมไปแล้ว

            ตั้งแต่เขาเกิดมานั้นยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ต่อสู้ครั้งใหญ่มาก่อนเลยการต่อสู้ที่เทือกเขาเมฆมรกตนั่นก็เป็นเพียงการใช้อุปกรณ์ที่เตรียมเอาไว้ก่อนแล้วเข้าไปแลกชีวิตอย่างบ้าคลั่งเท่านั้นไม่ใช่การต่อสู้กันแบบจอมยุทธ์ที่วัดผลกันด้วยวรยุทธ์อย่างแท้จริง

            วันนี้เขาอุตส่าห์มีโอกาสได้ต่อสู้กับคนระดับซูหมิงชุนแล้ว

            เขาที่มีพลังเทพอัคคีและวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพคอยหนุนเสริมอยู่นั้นช่วยให้หลินหยางสามารถปะทะกับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงผู้นี้ได้อย่างสูสีแล้วแถมเขายังมีเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ด้านการรบของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วอยู่ด้วยซึ่งเขาได้ฝึกฝนมันมาหลายเดือนแล้วด้วย ในที่สุดเขาก็จะได้ทดสอบศักยภาพของมันแล้ว

            จักรพรรดิฟ้าในกาลก่อนนั้น สามารถสยบทั้งเก้าภพเอาไว้ได้แม้แต่เหล่าตัวตนอันสูงส่งและทรงพลังยังต้องหวาดกลัวในตัวเขา ซึ่งการจะทำให้ได้ถึงระดับนี้นั้นนอกจากจะพึ่งวิชาพิสดารที่สามารถสะเทือนฟ้าดินนั่นได้แล้วยังต้องพึ่งเลือดของนักรบที่สู้ไม่ถอยอย่างบ้าคลั่งที่มันไหลเวียนอยู่ในตัวเขาด้วย

            หลินหยางที่ประกาศออกมาอย่างยิ่งใหญ่ว่าอีกหนึ่งหมื่นปีนับจากนี้ ตัวเขาจะต้องแข็งแกร่งเท่ากับจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วให้ได้ซึ่งเป็นเจตจำนงที่ยิ่งใหญ่ และองอาจสุดแสนแต่อีกนัยหนึ่งมันก็หมายถึงเส้นทางแห่งการสยบทั้งเก้าภพอันยากลำบากและเต็มไปด้วยขวากหนามมากมายที่หลินหยางจำเป็นต้องฟันฝ่าไปให้ได้หากเลือกที่จะเดินทางนี้

            หลินหยางที่ได้รับสืบทอดเจตจำนงของจักรพรรดิฟ้ามาแต่กลับไม่มีประสบการณ์การต่อสู้จริงอยู่เลย

            หากเขาคิดจะเดินบนเส้นทางสู่จุดสูงสุดของสรรพสิ่งแล้วละก็เขาก็ยิ่งต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้แลกชีวิตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

            ซึ่งการต่อสู้ในวันนี้คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เขาเติบโตและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

            ถึงแม้ว่าเขาจะมีสุดยอดอาวุธวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในมือก็ตามแต่เมื่อมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับศัตรูฝีมือร้ายกาจแบบนี้ ก็ขอสู้แบบลูกผู้ชายวัดกันด้วยฝีมือมันตรงๆ ซัดกันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย!!

            ถึงซูหมิงชุนจะมีฝีมือฉกาจก็ตาม แต่ข้าหลินหยางจะใช้หมัดคู่นี้แหละชกหน้ามันจนกว่าจะล้มอยู่แทบเท้าเขาเลย!!

            เอาละ มาลองเจอเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ของข้าบ้าง...

            ฝ่ามืออัคคีสวรรค์!!

            สุดยอดเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเคยใช้เมื่อสมัยหนุ่มๆได้กลับมาปรากฏขึ้นในภพมนุษย์อีกครั้งหนึ่งแล้ว

            เปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่บนฝ่ามือของหลินหยางนั้นกำลังขยายใหญ่โตอย่างไร้ขีดจำกัด แม้แต่ปุยเมฆสีขาวบนท้องฟ้าอันห่างไกลยังแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นสีแดง

            เปลวเพลิงอันร้อนแรงนั่นพลันอัดแน่นเข้ามาจนรวมกันเป็นเปลวเพลิงรูปฝ่ามือขนาดมหึมาอยู่ข้างตัวเขาแสงไฟที่กำลังลุกโชนอยู่นั้นราวกับตัวแทนของเทพแห่งอัคคีที่ลงมาจุติบนภพมนุษย์ผู้คนรู้สึกเหมือนกับว่ามีพระอาทิตย์อีกลูกลอยอยู่บนฟ้าตามหลังเงาร่างอันน่าเกรงขามของหลินหยางที่กำลังมองต่ำลงมาจากเบื้องบน

            “คุกเข่าลงซะ!!!!”

            หลังจากเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดของหลินหยางจบลงฝ่ามืออัคคีสวรรค์ก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า ในขณะที่มันกำลังฟาดลงมามันก็ยังคงขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            โอ้สวรรค์

            เหล่าชาวเมืองอวิ๋นเฉิงที่กำลังหนีออกไปอยู่นั้นมีจำนวนไม่น้อยเลยที่ตกใจจนหยุดเดิน เหล่าทหารพิทักษ์เมืองเองก็เผยสีหน้าอึ้งทึ้งออกมาอย่างไม่ปิดบัง

            แม้แต่ตู้หมิง เวินติ่งเทียน และพวกยอดฝีมือทั้งหลาย พอเห็นฝ่ามือเปลวเพลิงขนาดใหญ่ของหลินหยางที่ฟาดลงมาจากบนฟ้านั่นแล้วก็ถึงกับอึ้งจนตาเบิกโต

            “นั่น... เป็นไปไม่ได้!! การควบคุมพลังฟ้าดินจนสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นรูปร่างชัดเจนแบบนั้นมันเป็นเทคนิคที่มีแต่ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขึ้นไปเท่านั้นถึงจะทำได้... แถมหลินอี้ผู้นี้ยังมีพลังพิศดารอีกห้าชนิดแฝงอยู่ด้วย...ตกลงแล้วเขามีความสามารถระดับไหนกันแน่?”

            ตู้หมิงที่เป็นเทพสงครามผู้พิทักษ์เมืองเช่นเดียวกับซูหมิงชุนนั้นขนาดเขาที่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแล้วยังสามารถทำได้แค่ใช้พลังฟ้าดินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายเพื่อใช้การโจมตีแบบกายภาพเท่านั้น

            มีเพียงยอดฝีมือที่สามารถเข้าสูขอบเขตความสามารถระดับอวิ้นหลิงเท่านั้นถึงจะสามารถแปรเปลี่ยนพลังให้กลายเป็นรูปร่างขึ้นเพื่อใช้สังหารอริศัตรูได้หรือว่าชายผู้นี้จะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับนั้นได้แล้ว?

             ตู้หมิงคิดมากเกินไป

            ที่หลินหยางสามารถทำได้ระดับนี้ สาเหตุหลักๆ นั้นมาจากวิชาร่างสถิตภูตอัคคีและพลังฟ้าดินธาตุไฟของเขาเมื่อผสมเข้ากับฝ่ามืออัคคีสวรรค์แล้วจึงได้ออกมาเป็นผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมแบบนี้ทำให้พลังฟ้าดินธาตุไฟของเขาสามารถกลั่นออกมาเป็นรูปเป็นร่างแบบนี้ได้ถึงแม้ระดับพลังจะยังห่างไกลจากระดับอวิ้นหลิงอีกมากก็ตามแต่แค่นี้ก็แข็งแกร่งพอที่จะทำให้สะเทือนฟ้าสะเทือนดินได้แล้ว

            ซูหมิงชุนเองก็ตกใจเหมือนกันเมื่อได้เห็นท่านี้ แต่ตัวเขาในตอนนี้เองก็กำลังเลือดร้อนได้ที่เช่นกันจึงเลือกที่จะสู้มากกว่าถอยหนี

            “ท่าสวยดีนี่!!”

            เขาพลันยกทวนขึ้นหมุนควงเป็นวงกลมคล้ายกับดอกไม้เบ่งบานไปสามรอบดุจมังกรที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในถ้ำลึก ส่วนคมของปลายทวนดูแข็งแกร่งขึ้นหนึ่งส่วนพอควงครบสามครั้ง เขาก็ดีดตัวพุ่งขึ้นฟ้าดุจมังกรทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์

            “มังกรทะยานฟ้า!!”

            ซูหมิงชุนกระทืบพื้นจนแตกกระจาย คนและทวนรวมเป็นหนึ่งราวกับว่ามีเทพมังกรมาสถิตร่าง พุ่งตรงเข้าใส่ฝ่ามือเปลวเพลิงขนาดยักษ์ของหลินหยาง

            ฮูมม!!

            ทั้งสองเผชิญหน้ากันอีกครั้งกลางอากาศ

            ราวกับว่าท้องฟ้าเปลี่ยนสี แผ่นดินสั่นสะเทือนคลื่นพลังอันน่าหวั่นเกรงพลันสาดซัดกระจายไปทั่วทั้งสนามเมฆาร่วงโรยแห่งนี้

            แย่แล้ว หนีเร็ว!!

            เหล่าคนที่หยุดดูเมื่อครู่นั้นเริ่มเห็นท่าไม่ดีขึ้นอีกครั้ง จึงพากันแตกฮือวิ่งหนีอย่างจ้าละหวั่น

            ทั้งสนามตอนนี้ได้กลายเป็นสนามรบอันดุเดือดและบ้าคลั่งระหว่างหลินหยางและซูหมิงชุนไปแล้ว

            มังกรสีน้ำเงินที่กำลังคำรามอย่างดุดันตนหนึ่งฝ่ามืออัคคีขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลังราวกับสามารถสยบมังกรได้หนึ่งข้าง

            หลินหยางและซูหมิงชุนเริ่มประมือกันกลางอากาศ เพียงพริบตาเดียวการะปะทะกันระหว่างหมัดและทวนก็ผ่านไปแล้วกว่าร้อยกระบวนท่า จากบนฟ้าร่วงลงสู่พื้นจากบนพื้นทะยานขึ้นฟ้า จิตต่อสู้ รังสีฆ่าฟัน กระจายออกมาอย่างหวั่นเกรงเหล่าคนที่ยังเหลืออยู่ต่างก็ต้องรู้สึกพรั่นพรึง

            ซูหมิงชุนนั้นมีฝีมือสมคำร่ำลือ

            แต่ที่น่าแปลกใจคือพลังการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวสุดแข็งแกร่งของหลินหยาง

            กว่าซูหมิงชุนจะมีชื่อเสียงนั้นก็ปาไปตั้งอายุเท่าไรแล้วแต่เด็กหนุ่มอย่างหลินหยางที่มีอายุแค่สิบกว่าปีกลับสามารถต่อสู้กับอีกฝ่ายได้อย่างสูสีขนาดนี้

            นอกจากคำว่าอสูรเด็กแล้ว ก็ไม่มีคำไหนที่สามารถใช้อธิบายความแข็งแกร่งของหลินหยางในวันนี้ได้อีกแล้ว

            และในขณะที่ทั้งสองคนกำลังปะทะกันอย่างบ้าคลั่งอยู่นั้นเฉินเย่เซิงก็หนีออกจากข้างกายหวังหมิงชงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เขาเตรียมตัวที่จะถอยอออกจากที่นี่แล้ว

            เฉินเย่เซิงเสียขวัญไปแล้ว

            เขาจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว

            ขนาดยอดยุทธ์ระดับเทพสงครามอย่างซูหมิงชุนยังต่อสู้กับหลินหยางได้แค่สูสีเท่านั้นเองถ้าหากว่าหลินหยางเกิดชนะขึ้นมาจริงๆ ละก็เขาคงจะไม่มีทางรอดชีวิตไปถึงวันพรุ่งนี้แน่

            ส่วนซ่างกวันเฟยที่อยู่ท่ามกลางคนของตระกูลเฉินนั้นอยากจะหนีไปตั้งนานแล้ว

            ครั้งนี้เขาซวยหนักแน่ๆ

            ตัวไม่เพียงแต่จะแพ้ในการประลองยุทธภัณฑ์เพียงอย่างเดียวแต่ยังพาสี่ผู้คุมกฎที่พ่อของเขาส่งมาคุ้มกันไปตายด้วยอีกครั้งนี้เขาต้องโดนลงโทษสถานหนักแน่ๆ แต่เขามั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่าถึงหลินหยางตอนนี้จะกำลังฆ่าคนอย่างสนุกมือก็ตาม แต่มันได้ก่อหายนะที่อาจจะทำให้ตระกูลเวินต้องจบสิ้นขึ้นมาแล้ว

            ถ้าพ่อของเขาพิโรธขึ้นมาเมื่อไหร่ อย่าว่าแต่ตระกูลใหญ่แค่ตระกูลเดียวของอาณาจักรนี้เลยต่อให้เป็นจักรพรรดิของอาณาจักรชูอวิ๋นอย่างหลินเฮ่ายวนยังยากที่จะต้านทานได้

            แต่ตอนนี้รีบหนีให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!!

            แต่ในตอนที่พวกตระกูลเฉินคิดจะหนีออกไปนั้นก็มีเงาดำหลายสายกระโดดพรึบเข้ามาขวาง

            “ไอ้หมาเฒ่าเฉินเย่เซิง คิดหนีหรือ!!”

            เวินติ่งเทียนพาผู้อาวุโสสองคน อี้สิงอวิ๋น เวินเทาและยอดฝีมือตระกูลเวินอีกสิบกว่าคนมาหยุดเฉินเย่เซิงไม่ให้หนีออกไป

            “เจ้าเลิกหวังที่จะรอดชีวิตไปจากที่นี่ได้เลย”

            เวินติ่งเทียนระเบิดพลังฟ้าดินออกมาอย่างรุนแรงในชั่วพริบตาเขาไม่มีทางปล่อยให้เฉินเย่เซิงลอยนวลอีกต่อไป

            “น่าหัวเราะ อย่างเจ้าหรือคิดจะหยุดข้า?”

            เฉินเย่เซิงเมื่ออยู่ต่อหน้าเวินติ่งเทียนก็เริ่มทำตัวอวดดีอีกครั้ง

            ตัวเขาเองก็เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนเช่นกัน แถมยังมีสี่ที่ปรึกษาภายนอกที่มีความสามารถระดับเซียนเทียนเช่นกันที่ยังไม่ได้ลงมือกำลังรบเหนือกว่าเห็นๆ

            ขอแค่ไม่ใช่ไอ้เทพแห่งความตายอย่างหลินอี้นั่นละก็แค่คนของตระกูลเวินเขายังมั่นใจว่าสามารถกำจัดได้อยู่

            เวินติ่งเทียนรู้ว่าครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในการฆ่าเฉินเย่เซิงแล้วหลินหยางตอนนี้ยังพัวพันอยู่กับศึกใหญ่ ดังนั้นต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ต้องหยุดไม่ให้ไอ้ชาติชั่วสมควรตายที่รังแกตระกูลเวินมานานนับครึ่งปีนี่หนีไปได้

            “พวกเรา ฝ่าออกไปให้ได้!!”

            เฉินเย่เซิงสะบัดมือสั่งการ จากนั้นมันก็พาซ่างกวันเฟยและที่ปรึกษาอีกสี่คนรวมเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนอีกหกคนบุกฝ่าออกไปทันทีซึ่งฝั่งตรงข้ามนั้นต่อให้นับรวมยี่สิงอวิ๋นด้วยก็มีแค่สี่คนเท่านั้นไม่มีทางต้านพวกเขาไว้ได้แน่

            แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าพวกตระกูลเฉิน ก็คือหวังหมิงชงที่สะบัดมือสั่งให้เหล่าทหารองครักษ์ของเชื้อพระวงศ์นับร้อยคนบุกเข้ามาหาพวกเขาด้วยเพื่อช่วยเฉินเย่เซิงบุกฝ่าออกไป

            เวรเอ๊ย!!

            “ต้องสกัดไว้จนกว่าหลินอี้จะชนะ!!!!”

            เหล่าคนของตระกูลเวินต่างก็คำรามกันอย่างกู่ก้องด้วยความเกรี้ยวกราดแล้วจึงพุ่งเข้าใส่เฉินเย่เซิงทันทีการต่อสู้อันวุ่นวายก็ได้เริ่มขึ้น

            และในตอนนั้นเองเวินชิงชิงก็พาสวี่เหยาบุกเข้าไปพร้อมกับเจ้านกสีแดงตัวน้อยที่อยู่บนบ่านางด้วย

            เจ้านกสีแดงที่อยู่ท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้นก็ได้หาวนอนออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดเต็มที

            “ชอบทำให้วุ่นวายกันจังเลยนะ...แทนที่จะยืนดูเรื่องสนุกๆ ไปเฉยๆ ก็ดีแล้วแท้ๆ กลับมาบีบให้ข้าต้องลงมือเองอีกถ้าไอ้แก่แซ่เวินนั่นเป็นอะไรไปละก็ ข้าคงอดกินเนื้อไปหลายวันแหงๆ น่ารำคาญ!!”

            ฟุ่บ!!

            เปลวเพลิงอันน่าหวาดกลัวสายหนึ่งได้พุ่งเข้าไปในสนามรบด้วยแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน