“ข้า…จะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าอย่างแน่นอน มิต้องกังวล” ฝ่าบาทรับรู้ได้ถึงความโกรธของนางในน้ำเสียงของเขาจึงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนมากกว่าปกติ
เวลาเดียวกันนั้นเขาส่งสัญญาณมือให้เหล่าองครักษ์ออกจากห้องไปก่อนทั้งห้องจึงเหลือเพียงแค่เขากับนาง
“ท่านจะจัดการพวกเขาอย่างไรหรือ” เฟิงฮวาถามขึ้นทันทีที่ประตูปิดลง
“ลงโทษตามกฎระเบียบ ไม่มีข้อยกเว้น”
หลังจากที่ฝ่าบาทพูดจบเฟิงฮวาก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น “ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า” เสียงของนางใสกังวานก็จริงแต่กลับทำให้คนที่ได้ยิน อดรู้สึกถูกเหยียดหยันมิได้
“ฝ่าบาท ท่านช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง ฮ่ะ ฮ่าฮ่า…คนหนึ่งเป็นฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ ส่วนอีกคนเป็นอัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจในราชสำนักข้ามิคิดว่าท่าน...จะสามารถลงโทษพวกเขาได้หรอกนะ” นางเหล่ตามามองฝ่าบาทอย่างดูถูก
“ถึงอย่างไรข้าย่อมมีวิธี…เพียงแต่ยังมิใช่เวลานี้ขอให้เจ้าอดทนเอาไว้ก่อน” เดิมเขาเองก็คิดจะลดทอนอำนาจของตระกูลหลีมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสเหมาะสมก็เท่านั้น หากมีเรื่องนี้เข้ามา ก็ยิ่งเป็นข้อได้เปรียบ
แต่เฟิงฮวานางไม่รู้ความคิดนี้ของฝ่าบาทนางเพียงต้องการแก้แค้นคนที่ข่มเหงรังแกนางเท่านั้น
“อดทนหรือ เหตุใดข้าต้องอดทนด้วย ท่านทำอะไรพวกเขามิได้ แต่ข้ามิเหมือนกันตัวข้ายึดถือหลักการว่าใครทำสิ่งใดไว้ก็ต้องชดใช้ด้วยสิ่งนั้น”สายตาของนางเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวถึงสิบส่วน
“สกุลหลีรับมือไม่ง่ายนัก หากวางแผนไม่รอบคอบอาจถูกตอบโต้กลับจนเกิดผลกระทบใหญ่หลวงตามมา”ฝ่าบาทพยายามอธิบายเพื่อให้นางใจเย็นลงก่อน
"เอาเป็นว่าเรื่องนี้ข้าจะจัดการด้วยตัวข้าเอง หากเกิดเหตุผิดพลาดข้าจะไม่ดึงท่านเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน มิต้องเป็นห่วง"
พอพูดจบเฟิงฮวาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้นางหรี่ตามองฝ่าบาทพร้อมกับกล่าวว่า “หรืออันที่จริงท่านกลัวว่าข้าจะพลั้งมือฆ่าฮองเฮาผู้เป็นสตรีของท่านหรือ” อย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยาย่อมต้องมีความผูกพันกันอยู่บ้างเป็นธรรมดา
สีหน้าของฝ่าบาทเวลานี้ช่างอึมครึมดั่งพายุฝนกำลังก่อตัวเขามิได้กล่าวตอบอะไรนาง
“ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า...ท่านมิต้องกังวลๆ ข้ามิใช่คนใจร้ายเช่นนั้น”รอยยิ้มของเฟิงฮวาถูกส่งออกมา แต่สายตากลับเป็นความขุ่นเคืองผิดหวังอย่างที่สุด
“จริงสิ ข้าบังเอิญเห็นว่าคืนนี้กำหนดการของท่านต้องร่วมหอกับฮองเฮาผู้นั้นคงจะห่างหายกิจข้างในไปเสียนานเพราะมัวแต่ไปยุ่งกับกิจข้างนอกอยู่อย่าให้นางต้องคอยนานนักละข้าจะคอยสวดภาวนาให้ท่านมีโอรสสืบบัลลังก์โดยเร็วก็แล้วกัน”นางพูดจบก็ยอบกายให้ฝ่าบาทด้วยความอ่อนช้อย หมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้อง
ชั่วขณะนั้นเสียงเคร่งขรึมเยือกเย็นของฝ่าบาทก็ดังขึ้น“เฟิง ฮวา!”
เขามิเคยเรียกนางเช่นนี้มาก่อนเลยจากนั้นมือทั้งสองข้างก็คว้าตัวนางมากดติดกับกำแพงแรงกระแทกนั้นทำให้ผ้าคลุมหน้าของนางเลื่อนหลุดไป นางตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
คนทั้งคู่ต่างจ้องมองกัน...
ฝ่าบาทพยายามข่มกลั้นความโกรธที่กำลังปะทุขึ้นหากเป็นผู้อื่นเกรงว่าคงจะถูกเขาตีตายด้วยกำลังภายในไปแล้ว
“นี่เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพูดอะไรออกมา”
“รู้สิ…ข้ากำลังอวยพรให้ท่านมีผู้สืบทอดสายเลือดอย่างไรเล่า”ข้าทำอันใดผิดหรือ แววตาท้าทายของนางไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
“เจ้ายังเห็นข้าอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่”เหตุใดนางจึงสามารถพูดให้เขาไปนอนกับสตรีอื่นมีลูกกับสตรีอื่นได้อย่างมิทุกข์ร้อนเช่นนี้
"เห็นสิ เห็นเต็มสองตา เห็นชัดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ท่านจะปล่อยข้าได้หรือยัง"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิงฮวาบัดนี้มิหลงเหลืออีกต่อไปแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งโดยสิ้นเชิง
ฝ่าบาทเห็นสีหน้าของนางก็ค่อยๆคลายมือออก
เฟิงฮวารีบพูดต่อ“เอาเป็นว่าเรื่องของหลีฮองเฮาข้าจะยอมละเว้น เพราะเห็นแก่ที่นางเป็นสตรีของท่าน...แต่จากวันนี้ข้ากับท่านมิมีอะไรต้องเกรงใจกันอีก” พูดจบนางก็เดินออกจากห้องบรรทมไปมิหันหลังกลับมามองเขาอีกเลย
ส่วนฝ่าบาทก็เหลียวมองตามแผ่นหลังของนางจนกระทั่งนางเดินลับหายไปด้วยแววตาเจ็บปวด
‘คำพูดไร้เยื่อใยเช่นนั้นของเจ้า…เจ้าเอ่ยออกมาโดยมิรู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ’สีหน้าหดหู่และเปล่าเปลี่ยวของเขาส่งผลให้องครักษ์ลับที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกสงสารเจ้านายยิ่งนัก
คืนนี้ฝ่าบาทออกไปพำนักที่บ้านนอกวังเขานั่งดื่มสุราตามลำพังอย่างอ้างว้างยิ่ง
‘หึหึ กำหนดการแจ้งเช่นไร ข้าก็ต้องทำเช่นนั้นหรือ ให้ข้าร่วมหอข้าก็ต้องทำหรือ’
‘มีสิทธิ์อันใดมาสั่งข้า’
‘ข้ามิเคยนอนร่วมเตียงกับสตรีใด นอกจากเจ้าด้วยซ้ำ…’
แหงนหน้ามองไปบนฟ้าก็พลันรู้สึกหดหู่เสมือนดวงดาวกำลังเยาะเย้ยเขา มองไปรอบข้างก็ไม่มีใครเห็นจะมีก็แต่มู่เหยียนที่ยืนเว้นระยะออกไปประมาณหนึ่งจั้ง
เหล่าองครักษ์คนอื่นที่เฝ้ามองอยู่ก็กังวลใจยิ่งนัก
“ฝ่าบาทดื่มไปมากขนาดนี้เชียวหรือ”
“ข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นนี่ละ…องครักษ์ลับที่ซ่อนตัวที่ห้องบรรทมมารายงานว่าทะเลาะกับแม่นางเฟิงรุนแรงมาก ในตอนแรกข้ายังปักใจเชื่อไม่ลง แต่เวลานี้ข้าเชื่อแล้ว”
“เชื่อว่าทะเลาะกันรุนแรงหรือ”
“เชื่อว่าแม่นางเฟิงจะต้องเป็นสตรีของฝ่าบาทในอนาคตอย่างแน่นอน”จิวหรงยิ้มพลางตบบ่าจิวฉิงเขายิ้มเลยไปยังมู่เหยียนที่ยืนอารักขาระยะใกล้อยู่ทางด้านนั้นด้วย
............................................
หลายวันผ่านไปเฟิงฮวาไม่ได้พบเจอฝ่าบาทเลยแม้ว่าจะอยู่ในตำหนักเดียวกันก็ตามนางนั่งกินนอนกินเพื่อให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน
ส่วนคืนนี้คงจะมิอาจหลบเลี่ยงการเผชิญหน้าได้เพราะเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้นช่วงเวลากึ่งกลางยามจื่อนางจึงเดินไปที่ห้องทรงอักษรตามที่เหล่าองครักษ์ร้องขอ
นางคาดการณ์ไว้ว่าหากครานี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีคืนพระจันทร์คราหน้าพวกเขาคงเตรียมการแก้พิษกันได้อย่างลุล่วง
........................................
ภายในห้องทรงอักษรช่วงเวลาเกือบหนึ่งเค่อก่อนที่เฟิงฮวาจะมาถึง
“พวกเจ้าจัดเตรียมเรื่องการถอนพิษไปถึงไหนแล้ว” ฝ่าบาทถามขึ้น
“กระหม่อมกำลังหารือกับหมอหลวง หากไม่มีอะไรผิดพลาดคืนพระจันทร์เต็มดวงคราหน้าก็จะดำเนินการถอนพิษได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืมหลังจากที่ข้าแก้พิษแล้ว...ข้า...จะแต่งงานกับเฟิงฮวา”
หาา“จะแต่งตั้งนางเป็นพระสนมหรือพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ต่างมีสีหน้าตกใจ
“ปัญหาใหญ่ก็คือ พวกเรามิรู้ว่านางเป็นลูกหลานตระกูลใด บิดามารดาเป็นผู้ใดอาจจะมีเสียงคัดค้านมากมาย กระหม่อมขอบังอาจให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรองดูอีกครั้ง”
“หรือให้นางเป็นสตรีอุ่นเตียงประจำพระองค์ไปก่อน เห็นจะเหมาะกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
โชคไม่ดีที่แม้เฟิงฮวาจะอยู่ห่างจากห้องทรงอักษรไกลถึงเกือบสิบจั้งแต่หลังจากที่นางมีกำลังภายในพอกพูนเพิ่มขึ้นทำให้นางได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดถึงอย่างชัดเจน ฝีเท้าพลันหยุดชะงัก
‘เหตุใดสตรีเช่นข้าถึงได้สถานะต่ำต้อยเช่นนั้นกันนะ’ รอยยิ้มเย้ยหยันฉายชัดบนใบหน้า
คนอย่างนางจะมิมีปัญญาหาบุรุษที่พร้อมจะรักนางและมีนางเป็นภรรยาเอกเพียงคนเดียวเชียวหรือ...
คนอย่างนางเหตุใดจึงต้องยอมไปเป็นอนุภรรยา…ไม่สิยอมเป็นแค่นางบำเรอของบุรุษผู้หนึ่ง...
หากบิดาทราบเข้าคงจะหัวเราะจนลงไปกลิ้งเป็นแน่นางหนีแม่สื่อแม่ชักมาตั้งเท่าไหร่ กลับจะมาลงเอยเช่นนี้