Age of war

    ตอนที่ 98 เสียงของนางฟ้าตัวน้อย

    ว่ากันว่าเสียงเพลงนั้นมีพลังในตัวของมันเอง

    เสียงเพลงคือสารอย่างหนึ่งที่ส่งจากผู้คนสู่ผู้คน

    เสียงเพลงนั้นสามารถชักจูงผู้คนได้

    เสียงเพลงนั้นสามารถทำให้ผู้คนเกิดจินตนาการได้

    หรืออาจกล่าวได้ว่าเสียงเพลงนั้นมีพลังต่อจิตใจและอารมณ์มากกว่าที่พวกเราคาดคิด...



    วันที่ 88 เกมส์แห่งสงคราม

    "เป็นสงครามวันเดียวที่วุ่นวายจริง ๆ นะดอง"

    เอสเทอกล่าวพึมพำอยู่ในอ้อมแขนของเอรีสในสภาพที่ไร้ซึ่งการป้องกันดุจทารกน้อยในอ้อมกอดของมารดา

    เอรีสเองก็ดูมีความสุขมากทีเดียวที่ได้คืนดีกับเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ และสามารถกลับมาอุ้มแฟรี่น้อยน่ารักผมสีเขียวอย่างเอสเทอได้อีกครั้งหนึ่ง

    "แล้ว… หลังจากนี้จะเอายังไงต่อดีครับ? "

    สเลบที่นั่งลงไปกองกับพื้นเพราะความเหนื่อยล้ากำลังยิงคำถามใส่พวกพ้องของตนเอง

    "เขาพูดอะไรนะ? "

    แต่ช่างน่าเศร้าที่สเลบพูดได้แค่ภาษาประจำเผ่า คนอื่นนอกจากเอสเทอกับเปอร์ไซด์จึงฟังไม่ออก

    "เขาพูดว่าจะเอายังไงต่อนะดอง~"

    เอสเทอจึงกลายเป็นล่ามช่วยแปลแทน

    "จะเอายังไงต่อนะหรือ…"

    ทั้งห้าคนต่างนิ่งเงียบไม่ยอมตอบอะไร

    ส่วนบานาก็เอาแต่มองไปทางทิศเหนือด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย

    เขาอยากจะรีบกลับไปกล่าวขอโทษคนสำคัญของเขา [ขุนนางแครอท] แต่ร่างของสหายคนสำคัญได้หายลับขอบฟ้าไปแล้ว

    กองทัพมอนสเตอร์แตกกระเจิงกลับสู่ธรรมชาติ

    กองทัพของทั้งสองสามฝ่าย มนุษย์ ภูติ และอาร์โธร์โพดากลับเข้าสู่สนามรบ

    โซเดียม ไฮเจน กับออกไซด์ เพื่อนรักของเจ้านกน้อยเองก็บินตามมาถึงสนามรบแล้วเช่นกัน

    บรรดากองทัพต่างแผ่ไออันตรายปะทะเข้าหากัน โดยทิ้งระยะห่างระหว่างกองทัพอยู่ที่หนึ่งร้อยเมตรโดยมีกลุ่มของผู้กล้าทั้งห้าคนเป็นจุดศูนย์กลาง

    บรรยากาศเริ่มตึงเครียดและพร้อมจะปะทุระเบิดสงครามขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

    ทุกคนนิ่งเงียบจนบรรยากาศเริ่มชวนอึดอัด

    จนกระทั้งเปอร์ไซด์ไม่อาจรับทนต่อสภาพเช่นนี้ต่อไปได้อีก

    "ทุกคนมาร้องเพลงกันเถอะค่ะ! "

    เธอกางปีกบินขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับพูดออกมาเช่นนั้นด้วยภาษาของทั้งห้าเผ่าไล่เรียงกันไป

    เสียงที่ดังก้องนั้นทำให้ผู้คนนับแสนถึงกับจ้องมองไปที่เธอด้วยสายตาที่งุนงง

    “ทิ้งความปาดหมาง ทิ้งเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาเอาไว้ข้างหลัง แล้วก้าวเดินต่อไปกันเถอะค่ะ! ”

    เธอแผดเสียงดังก้องเช่นนั้น

    “ความตายไม่ใช่เรื่องสนุกสักนิดค่ะ...”

    ภายในหัวของเธอกำลังนึกย้อนกลับไปในวันแรกของสงคราม ที่เธอปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณจนพลาดท่าตายลงเพราะการต่อสู้กับเผ่ามนุษย์

    “ต่อให้เกิดใหม่ได้ แต่สุดท้ายก็เกิดมาเพื่อตายลงในสงคราม ต้องทำสงครามจนถูกขับไล่จากถิ่นที่อยู่ ต้องอาศัยอย่างหลบซ่อนในป่าเขา แล้วแบบนั้นจะถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออะไรกันคะ? ”

    “เปอร์ไซด์…”

    บานาที่หันไปมองทิศเหนือได้หันกลับมาจับจ้องที่เปอร์ไซด์อีกครั้ง

    “ความมืดที่กลืนกินโลก? ค้นหาผู้ชนะเพื่อเอาตัวรอดจากวังวนแห่งการฆ่าฟัน? หนูนะคิดมานานแล้วว่าเรื่องที่พวกเราได้ยินได้เห็นจากแสงในวันแรก คือเรื่องมดเท็จหรือเปล่า? ”

    “ยัยนี่คิดเหมือนเราเลยแฮะดอง”

    ไม่น่าเชื่อว่าคนสมองที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกลาเวนเดอร์จะคิดได้ถึงขนาดนี้

    เอสเทอคิดอย่างเสียมารยาทเช่นนั้น

    “เพราะฉะนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องมาสู้กันอีกเลยค่ะ”

    “ถ้าหากว่าพวกเราสามารถยืนหันหน้าส่งรอยยิ้มให้กันได้ก็คงจะดี นั่นสินะ ผมเองก็เคยคิดฝันเช่นนั้นอยู่...”

    ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของสเลบในการท่องโลกเพื่อศึกษาทุกเผ่าด้วยความสนใจในครั้งอดีตได้กลับมาอีกครั้ง"มาเต้นรำ ร้องเพลง และเล่นสนุกไปด้วยกันเถอะค่ะ! "

    "ฉันเห็นด้วยกับเธอนะ"

    เอรีสกำลังนึกถึงวันที่พวกเธอเคยจับตัวเปอร์ไซด์มาเพื่อศึกษา แต่จบลงด้วยการที่ร้องรำทำเพลงด้วยกัน ก่อนเปอร์ไซด์จะหนีไปได้ในท้ายที่สุด

    "พวกคุณวิญญาณค่ะ ช่วยทำให้เสียงของหนูดัง เอาให้ดังก้องไปทั่วโลกทีค่ะ! "

    " (ใครจะทำได้ฟะ!) "

    " (แต่น่าสน มาลองดูกันเถอะ) "

    " (เอาเลย เอาเลย ก่อนอื่นต้องปรับโครงสร้างหลอดเสียงกับปอดก่อน~) "

    " (งั้นให้บางคนออกไปข้างนอกเพิ่มอัตราการขยายของเสียงดีมะ?) "

    เหล่าประชากรสัตว์เซลล์เดียวภายในร่างของเปอร์ไซด์ต่างเริ่มดำเนินการวิวัฒนาการร่างกายของเธอตามคำขอร้องที่เอาแต่ใจ

    ร่างกายของเธอเริ่มเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงมีเงาของสีชมพูแผ่ขยายออกมาจากปีกเพื่อช่วยขยายคลื่นเสียงให้ไปกว้างไกล

    "เอาละคะ มาเริ่ม [บทเพลงแห่งราตรีสีแดงภาค 2.0] กันได้เลยเจ้าค่ะ! "

    ว่าแล้วท่วงทำนองแห่งสันติภาพที่เรียบเรียงจากภาษาของทั้งห้าเผ่าพันธุ์ ก็ได้ถูกขับขานออกไป

    เสียง [บทเพลงแห่งราตรีสีแดง] ของเปอร์ไซด์



    เสียงเพลงของเปอร์ไซด์นั้นดังไปทั่วสนามรบกินรัศมีกว่าหนึ่งร้อยเมตร และยังถูกสั่นขยายให้ดังกว้างไกลมากยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

    "เสียงเพลงนี้มัน… เพราะจัง"

    ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหน แต่คนที่ได้ยินเสียงบรรเลงนี้ต่างรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่อยากเป็นมิตรของเปอร์ไซด์

    ด้วยความเหนื่อยล้าสะสม ความเบื่อหน่ายที่รบราฆ่าฟันมาแทบทั้งวัน อีกทั้งหมดซึ่งกำลังใจและอาวุธที่พอจะทำสงครามต่อได้อีก อีกทั้งยังมีเสียงเพลงที่กระตุ้นไปถึงจิตใจเช่นนี้

    สุดท้ายพวกเขาจึงพร้อมใจกันวางอาวุธในมือลงอย่างมิได้นัดหมาย

    "..."

    เป็นเวลากว่าห้านาทีที่ทุกคนเฝ้ามองเปอร์ไซด์ร้องบรรเลงเสียงเพลงอันไพเราะนั้น

    จนกระทั้ง--

    "เอสเทอ มาเต้นรำกันมั้ย? "

    "ก็ดีเหมือนกันดอง"

    เสียงเพลงของเปอร์ไซด์ได้ไปกระตุ้นหัวใจวัยเด็กของเอรีสเข้าให้

    สำหรับผู้หญิงอย่างเอรีสแล้ว การเต้นรำกับภูติตัวน้อยคือเรื่องราวในฝันที่มีอยู่แต่ในเรื่องเล่าเหนือจินตนาการ

    แถมการร้องรำทำเพลงมันฝังอยู่ในสายเลือดของภูติอยู่แล้ว เอสเทอจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปปฏิเสธ

    เอรีสถอดเกราะส่วนหัวที่รัดรูปออกจนเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงาม และชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ทอประกายแสง

    เอสเทอภูติน้อยส่องแสงสีทองเรืองรองอ่อนสบายจากปีก ก่อนจะบินขึ้นมาสูงระดับใบหน้าของเอรีส

    มือทั้งสองของเอรีสกับเอสเทอจับเข้าหากัน ก่อนที่ร่างทั้งสองคนจะเริ่มลอยตัวขึ้นมาเหนือผิวดินราวสิบเมตร

    “สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงไงดอง ถูกใจหรือเปล่าดอง? ”

    “ถูกใจมากเลยละเอสเทอ! ”

    แล้วสตรีทั้งสองก็เริ่มร่ายรำตามท่วงทำนองที่อ่อนโยนของเปอร์ไซด์

    เต้นร่ายรำพร้อมกับการส่องแสงของภูติน้อยไปผืนนภาสีฟ้ากว้าง

    ประดุจภาพวาดในฝันของหญิงสาววัยเด็กที่ถวิลหา



    "... อ๋า โอ๊ว~"

    แต่ทว่าในช่วงเวลานั้นกลับมีเสียงผิดคีย์ของบานาดังแทรกขึ้นมา

    ดูเหมือนว่าพอเห็นสหายเริ่มเต้นรำประกอบดนตรี ชายเผ่ายักษาก็อยากมีส่วนร่วมด้วย

    "ร้องเพี้ยนหมด มา เดียวให้กระผมช่วยตบท่วงทำนองให้เอง"

    แต่เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจของบานา สเลบจึงช่วยร้องรับลูกคู่ด้วยเสียงเสียดสีเขี้ยวอันเป็นเอกลัษณ์ของเผ่า

    เสียงนั้นช่างคล้ายกับเสียงบรรเลงของไวโอลีนที่ไพเราะ

    "ได้เวลาเปลี่ยนจังหวะค่ะ~"

    แถมเปอร์ไซด์ยังใช้อัจฉริยะภาพด้านขับร้อง เปลี่ยนจังหวะที่อ่อนโยนให้กลายเป็นเร้าอารมณ์สนุกสนานแทน

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เข้ากับจังหวะเสียงผิดคีย์ของบานา

    การร่วมรำบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนานของห้าผู้กล้านั้น ได้แพร่ระบาดไปสู่เหล่าผู้ชมรายรอบดุจเชื้อไวรัสร้าย

    บางคนเริ่มร้องเพลง บางคนเริ่มเต้นรำ

    และเมื่อรู้ตัว ประชากรนับแสนที่อยู่ในสงครามก็เริ่มส่งเสียงร้องเพลงเต้นรำร่วมกัน

    สีหน้าชื่นบานราวกับสงครามในวันนี้เป็นเพียงแค่ภาพมายาคติ

    “ไม่น่าเชื่อ…”

    “ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฆ่ากันจะเป็นจะตายขนาดนั้น แต่ไม่น่าเชื่อจริง ๆ นั่นละ”

    “ปี้~”

    [ไฮเจน] [โซเดียม] และ [ออกไซด์] ต่างวิจารณ์ภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้น

    พวกเขาไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่าทุกคนจะทิ้งอาวุธแล้วหันมาร้องเพลงเต้นรำเพียงแค่เพราะว่าได้ยินเสียงเพลงของเปอร์ไซด์เป็นต้นเหตุ

    "... ไฮเจน เต้นสักเพลงมั้ย? "

    "... ก็ดี"

    และที่วงนอก เพื่อนสนิทของเปอร์ไซด์ [ไฮเจน] กับ [โซเดียม] พวกเขาเองก็ถูกกลืนกินไปกับกระแสนี้เช่นกัน



    เสียงเพลงที่คนนับแสนร่วมบรรเลงได้ลอยไปตามลมสู่เมืองหลวงของมนุษย์

    "เสียงนี้…"

    แอร์บาส์รที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์กำลังช่วยเก็บกู้ซากตึกที่พังทลายอยู่

    ผู้คนที่รอดชีวิตอยู่ในเมืองหลวงฮิวซิตี้เพียงราวห้าพันคนต่างได้ยินเสียงขับร้องของพวกเปอร์ไซด์

    ถึงมันจะเบา แต่พวกเขาก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน

    "เกิดอะไรขึ้น!? "

    แอร์บาส์รรีบทิ้งงานตรงหน้าแล้ววิ่งขึ้นไปยืนบนซากกำแพงสูง พร้อมกับนำกล้องส่องทางไกลติดมือขึ้นไปด้วย

    แล้วเขาก็พบกับเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง

    ที่เส้นขอบฟ้านั้นกองทัพของทั้งสามเผ่ากำลังร้องรำทำเพลงร่วมกันอย่างสนุกสนาน

    "บ้าน่า เอรีส!? "

    เขาตกใจมาก และตกใจมากกว่าเดิมเมื่อเห็นเอรีสกำลังเต้นรำกับภูติผมสีเขียวคนหนึ่ง

    "เกิดอะไรขึ้น…"

    แอร์บาส์รคงไม่ได้คำตอบ

    แต่ที่เขารู้อย่างหนึ่งคือ

    "...ดูน่าสนุกจัง"

    คือพวกเขาดูมีความสุขมาก

    หลังจากยืนมองไปได้ราวสักสามนาที ในที่สุดเหล่าผู้คนในเมืองฮิวซิตี้ก็ร้องรำทำเพลงด้วยเช่นกัน



    ปรากฏการเช่นนี้ได้กระจายไปทั่วทั้งโลก

    ท่วงทำนองที่ไพเราะแผ่ขยายโดยมีทุ่งหญ้าเป็นจุดศูนย์กลาง

    จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง

    แล้วผู้คนที่ได้ยินก็เริ่มร่ำร้องเพลงจนเสียงนั้นดังแผ่ขยายออกไปกว้างไกลขึ้น

    ลอยผ่านอากาศสู่หนวดของเหล่าราชินีแห่งเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ซ่อนตัวอยู่ในช่วงตอนกลางค่อนไปทางใต้ของทวีป

    เสียงที่สั่นสะเทือนเบา ๆ ลอดผ่านผิวดินนั้น ได้ส่งไปถึงราชินีเฟตอย่างไม่น่าเชื่อ

    "เสียงนี้…ทำไมมีเสียงของเผ่าเราปะปนอยู่ด้วย!? "

    ราชินีแฟตรู้สึกแปลกใจที่เสียงแรกซึ่งเธอได้ยินนั้น กลับไม่ใช่รายงานผลการรบของสเลบ

    "... ฉันขอขึ้นไปตรวจสอบข้างบนสักครู่"

    "มันอันตราย---"

    "ไม่เป็นไร ฉันอยากตรวจสอบด้วยตัวเองนะ"

    ราชินีแฟตรู้สึกว่าหนึ่งในคลื่นเสียงนั้นมีเสียงของสเลบปนมาด้วย

    ถึงจะไม่แน่ใจ แต่เธอรู้สึกเช่นนั้น

    เธอใช้ร่างกายที่ใหญ่โตเกือบสี่เมตรมุดดินขึ้นมาสู่ข้างบน

    เสียงเพลงนั้นเริ่มดังชัดเจนมากขึ้น

    ด้วยความสงสัยจนถึงขีดสุด เธอจึงกล้าส่งคลื่นสมองผ่านตัวขยายเพื่อสื่อสารระยะไกลกลับไปหาขุนพลของเธอเอง

    " (สเลบ ได้ยินมั้ย? นี่ราชินีแฟต เกิดอะไรขึ้น? เสียงเพลงนี้คืออะไรกัน?) "

    " (ท่านราชินีแฟตหรือครับ? เออ… คือว่า… ลืมรายงานเลยครับ...) "

    " (มาเออมาคือมาลืมรายงานอะไรยะ!? รีบตอบเดียวนี้เลยนะ!) "

    สเลบรู้สึกลังเลที่จะตอบกลับ เพราะว่าพวกเขาละทิ้งคำสั่งและมาเฮฮาปาร์ตี้กันเป็นที่เรียบร้อยแบบนี้ไปแล้ว

    คงไม่พ้นโดนด่าชุดใหญ่แน่นอน

    แต่เขาไม่กล้าโกหกองค์ราชินียิ่งกว่าการถูกด่า

    " (พวกเรา… โดนภูติทรยศ แล้วเจอมือที่สามแทรกแทรงสงคราม ตอนนี้ทุกฝ่ายเลยสงบศึกชั่วคราวพร้อมกับจัดงานรื่นเริงครับ) "

    " (รายงานบ้าอะไรยะ ไม่เข้าใจสักนิด! เอางี้ ตกลงตอนนี้ทำบ้าอะไรอยู่?) "

    " (ร้องเพลงอยู่ครับ…) "

    มีเสียงเหมือนอะไรสักอย่างขาดดังพิ้งที่หัวของราชินีแฟต

    " (สเลบ) "

    " (ครับ…) "

    " (แล้วสงคราม?) "

    " (ทุกฝ่ายสงบศึกชั่วคราวครับ) "

    " (เพราะงั้นเลยร้องเพลงสบายใจเฉิบโดยไม่คิดรายงานกลับมาสินะ?) "

    " (ต้องขออภัยครับท่านราชินี…) "

    " (สเลบ ถ่างสมองแกให้กว้างเดียวนี้) "

    " (ครับผม…) "

    สเลบกำลังเตรียมใจน้อมรับความตายที่จะเกิดขึ้น

    " (ก็บอกว่าให้รายงานทันทีที่มีเรื่องฉุกเฉิน! รู้มั้ยว่า ##$&& ++=&$#/!!) "

    แล้วสเลบก็ถูกราชินีแฟตด่าไปตามระเบียบร่วมกว่าสิบนาที

    " (! @#! $%! ให้ตายสิ เป็นห่วงนะรู้ตัวมั้ย…) "

    " (เมื่อกี้ว่ายังไงนะครับ?) "

    " (หุบปาก! แล้วก็ห้ามตัดการเชื่อมต่อหนีด้วย!) "

    ราชินีแฟตรีบแผดเสียงดังกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเอง

    " (เมื่อกี้เจ้าบอกว่าร้องเพลงอยู่สินะ? งั้นจงร้องเพลงให้ฉันฟังซะ) "

    " (เออ… ครับ?) "

    สเลบคิดว่าตัวเองฟังผิด

    " (ก็ในเมื่อสงครามจบ และเจ้าบอกเองว่ากำลังจัดงานฉลองอยู่ งั้นเจ้าก็จงร้องเพลงให้ฉันฟังซะ เดี่ยวฉันจะร้องลูกคู่ด้วย นี่คือคำสั่ง!) "

    ที่ตรงนี้เองก็มีราชินีปากไม่ตรงกับใจกับขุนพลของเธอที่กำลังร้องรำร่วมกันในระยะไกลอยู่เช่นกัน



    ในเวลาเดียวกัน แม้แต่เผ่ายักษาในทิศเหนือซึ่งกำลังอพยบย้านถิ่นพร้อมกับเผ่าปักษา พวกเขาเองก็ได้ยินเสียงขับร้องนี้ไม่ต่างกัน

    “เสียงทำนองแบบนี้ของเปอร์ไซด์นี่! ”

    “เสียงเปอร์ไซด์ของพวกเรา! ”

    เหล่าบรรดาชาวปักษาโอตะเปอร์ไซด์ต่างรับรู้ได้ทันทีว่าเสียงนี้เป็นของใคร

    พวกเขาหยุดการอพยบแล้วเริ่มร้องรำทำเพลงอย่างเมามันไปพร้อมกับท่วงทำนองของเปอร์ไซด์ที่ยินจากผืนท้องฟ้ากว้าง

    “พวกแกทำบ้าอะไรฟะ!? ”

    บรรดาเผ่ายักษาต่างงงเป็นไก่ตาแตกต่อพฤติกรรมของเผ่าปักษาที่เปลี่ยนไป

    “จะว่าไปมันก็ดูน่าสนุกดีเหมือนกันแฮะ”

    “ย้ายบ้านมาทั้งวันเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว มาสนุกตามพวกมันดีกว่าพวกเรา”

    “เห็นด้วย มาสนุกสนานกันเถอะ! ”

    แต่ด้วยลูกบ้าของเหล่านกตัวน้อย จึงทำให้เผ่ายักษาเริ่มติดเชื้อบ้าแล้วเฮฮาปาร์ตี้ไปด้วยอีกกลุ่ม



    แน่นอนว่าเผ่าภูติเองก็ได้ยินเสียงนี้

    ณ คริสตัลแห่งชีวิตที่อยู่ภายใต้การดูแลของประธานาธิบดีลิลลี่ ซึ่งอยู่ห่างออกมาจากเมืองหลวงภูติหลายร้อยกิโลเมตร

    “นี่ ๆ มีข่าวส่งมาจากแนวหน้าว่าสงครามยุติแล้วด้วยละบูว~”

    “ผลลัพธ์ละ? ยัน~”

    “สงบศึกชั่วคราวนะบูว~ เห้นว่ากำลังจัดงานปาร์ตี้ฉลองกันมันเลยบูว~”

    “แล้วทำไมเจ้าเอสเทอถึงไม่ยอมมาชวนละเนี่ย! ของแบบนี้จะให้พลาดได้ยังไง! ทุกคน ยกโขยงไปฉลองกันเลยยัน! เอาคริสตัลไปด้วย เพื่อคนที่เกิดใหม่จะได้ไม่พลาดงานสนุก ๆ แบบนี้นะยัน! ”

    ใช่แล้ว สำหรับงานครื้นเครงใหญ่แบบนี้มีหรือที่พวกเขาจะยอมพลาด

    ต่อให้ต้องเปิดเผยคริสตัลแห่งชีวิตให้ทุกเผ่าเห็น พวกเขาก็ยอมเสี่ยงเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมงานฉลองที่สนุกสนาน

    เผ่าภูติเป็นพวกที่มีนิสัยรักสนุกเช่นนั้นแล

    และแน่นอนว่าหลังจากนี้เอสเทอคงได้ปวดหัวจากความร่าเริงเกินเหตุของคนในเผ่าเธอเอง



    เสียงเพลงของเปอร์ไซด์ได้แผ่ขยายและสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งทวีป

    เธอไม่รู้ตัวเลย ว่าได้ทำให้จิตใจของทุกคนที่เคยหันเขี้ยวใส่กัน ยอมกลับมาหันหน้าพูดคุยกันได้อีกครั้ง

    เธอไม่รู้ตัวเลย ว่าเสียงเพลงที่เกิดจากจิตใจอันซื่อบริสุทธิ์ของเธอนั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมิตรภาพของทุกเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกัน

    และไม่รู้ตัวเลย ว่าเธอคือผู้ที่ทำให้โลกเข้าสู่ยุคของ [สงครามเย็น] เข้าให้เสียแล้ว...