ว่ากันว่าเสียงเพลงนั้นมีพลังในตัวของมันเอง
เสียงเพลงคือสารอย่างหนึ่งที่ส่งจากผู้คนสู่ผู้คน
เสียงเพลงนั้นสามารถชักจูงผู้คนได้
เสียงเพลงนั้นสามารถทำให้ผู้คนเกิดจินตนาการได้
หรืออาจกล่าวได้ว่าเสียงเพลงนั้นมีพลังต่อจิตใจและอารมณ์มากกว่าที่พวกเราคาดคิด...
วันที่ 88 เกมส์แห่งสงคราม
"เป็นสงครามวันเดียวที่วุ่นวายจริง ๆ นะดอง"
เอสเทอกล่าวพึมพำอยู่ในอ้อมแขนของเอรีสในสภาพที่ไร้ซึ่งการป้องกันดุจทารกน้อยในอ้อมกอดของมารดา
เอรีสเองก็ดูมีความสุขมากทีเดียวที่ได้คืนดีกับเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ และสามารถกลับมาอุ้มแฟรี่น้อยน่ารักผมสีเขียวอย่างเอสเทอได้อีกครั้งหนึ่ง
"แล้ว… หลังจากนี้จะเอายังไงต่อดีครับ? "
สเลบที่นั่งลงไปกองกับพื้นเพราะความเหนื่อยล้ากำลังยิงคำถามใส่พวกพ้องของตนเอง
"เขาพูดอะไรนะ? "
แต่ช่างน่าเศร้าที่สเลบพูดได้แค่ภาษาประจำเผ่า คนอื่นนอกจากเอสเทอกับเปอร์ไซด์จึงฟังไม่ออก
"เขาพูดว่าจะเอายังไงต่อนะดอง~"
เอสเทอจึงกลายเป็นล่ามช่วยแปลแทน
"จะเอายังไงต่อนะหรือ…"
ทั้งห้าคนต่างนิ่งเงียบไม่ยอมตอบอะไร
ส่วนบานาก็เอาแต่มองไปทางทิศเหนือด้วยแววตาที่เศร้าสร้อย
เขาอยากจะรีบกลับไปกล่าวขอโทษคนสำคัญของเขา [ขุนนางแครอท] แต่ร่างของสหายคนสำคัญได้หายลับขอบฟ้าไปแล้ว
กองทัพมอนสเตอร์แตกกระเจิงกลับสู่ธรรมชาติ
กองทัพของทั้งสองสามฝ่าย มนุษย์ ภูติ และอาร์โธร์โพดากลับเข้าสู่สนามรบ
โซเดียม ไฮเจน กับออกไซด์ เพื่อนรักของเจ้านกน้อยเองก็บินตามมาถึงสนามรบแล้วเช่นกัน
บรรดากองทัพต่างแผ่ไออันตรายปะทะเข้าหากัน โดยทิ้งระยะห่างระหว่างกองทัพอยู่ที่หนึ่งร้อยเมตรโดยมีกลุ่มของผู้กล้าทั้งห้าคนเป็นจุดศูนย์กลาง
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดและพร้อมจะปะทุระเบิดสงครามขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ทุกคนนิ่งเงียบจนบรรยากาศเริ่มชวนอึดอัด
จนกระทั้งเปอร์ไซด์ไม่อาจรับทนต่อสภาพเช่นนี้ต่อไปได้อีก
"ทุกคนมาร้องเพลงกันเถอะค่ะ! "
เธอกางปีกบินขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับพูดออกมาเช่นนั้นด้วยภาษาของทั้งห้าเผ่าไล่เรียงกันไป
เสียงที่ดังก้องนั้นทำให้ผู้คนนับแสนถึงกับจ้องมองไปที่เธอด้วยสายตาที่งุนงง
“ทิ้งความปาดหมาง ทิ้งเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาเอาไว้ข้างหลัง แล้วก้าวเดินต่อไปกันเถอะค่ะ! ”
เธอแผดเสียงดังก้องเช่นนั้น
“ความตายไม่ใช่เรื่องสนุกสักนิดค่ะ...”
ภายในหัวของเธอกำลังนึกย้อนกลับไปในวันแรกของสงคราม ที่เธอปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณจนพลาดท่าตายลงเพราะการต่อสู้กับเผ่ามนุษย์
“ต่อให้เกิดใหม่ได้ แต่สุดท้ายก็เกิดมาเพื่อตายลงในสงคราม ต้องทำสงครามจนถูกขับไล่จากถิ่นที่อยู่ ต้องอาศัยอย่างหลบซ่อนในป่าเขา แล้วแบบนั้นจะถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออะไรกันคะ? ”
“เปอร์ไซด์…”
บานาที่หันไปมองทิศเหนือได้หันกลับมาจับจ้องที่เปอร์ไซด์อีกครั้ง
“ความมืดที่กลืนกินโลก? ค้นหาผู้ชนะเพื่อเอาตัวรอดจากวังวนแห่งการฆ่าฟัน? หนูนะคิดมานานแล้วว่าเรื่องที่พวกเราได้ยินได้เห็นจากแสงในวันแรก คือเรื่องมดเท็จหรือเปล่า? ”
“ยัยนี่คิดเหมือนเราเลยแฮะดอง”
ไม่น่าเชื่อว่าคนสมองที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกลาเวนเดอร์จะคิดได้ถึงขนาดนี้
เอสเทอคิดอย่างเสียมารยาทเช่นนั้น
“เพราะฉะนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องมาสู้กันอีกเลยค่ะ”
“ถ้าหากว่าพวกเราสามารถยืนหันหน้าส่งรอยยิ้มให้กันได้ก็คงจะดี นั่นสินะ ผมเองก็เคยคิดฝันเช่นนั้นอยู่...”
ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของสเลบในการท่องโลกเพื่อศึกษาทุกเผ่าด้วยความสนใจในครั้งอดีตได้กลับมาอีกครั้ง"มาเต้นรำ ร้องเพลง และเล่นสนุกไปด้วยกันเถอะค่ะ! "
"ฉันเห็นด้วยกับเธอนะ"
เอรีสกำลังนึกถึงวันที่พวกเธอเคยจับตัวเปอร์ไซด์มาเพื่อศึกษา แต่จบลงด้วยการที่ร้องรำทำเพลงด้วยกัน ก่อนเปอร์ไซด์จะหนีไปได้ในท้ายที่สุด
"พวกคุณวิญญาณค่ะ ช่วยทำให้เสียงของหนูดัง เอาให้ดังก้องไปทั่วโลกทีค่ะ! "
" (ใครจะทำได้ฟะ!) "
" (แต่น่าสน มาลองดูกันเถอะ) "
" (เอาเลย เอาเลย ก่อนอื่นต้องปรับโครงสร้างหลอดเสียงกับปอดก่อน~) "
" (งั้นให้บางคนออกไปข้างนอกเพิ่มอัตราการขยายของเสียงดีมะ?) "
เหล่าประชากรสัตว์เซลล์เดียวภายในร่างของเปอร์ไซด์ต่างเริ่มดำเนินการวิวัฒนาการร่างกายของเธอตามคำขอร้องที่เอาแต่ใจ
ร่างกายของเธอเริ่มเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงมีเงาของสีชมพูแผ่ขยายออกมาจากปีกเพื่อช่วยขยายคลื่นเสียงให้ไปกว้างไกล
"เอาละคะ มาเริ่ม [บทเพลงแห่งราตรีสีแดงภาค 2.0] กันได้เลยเจ้าค่ะ! "
ว่าแล้วท่วงทำนองแห่งสันติภาพที่เรียบเรียงจากภาษาของทั้งห้าเผ่าพันธุ์ ก็ได้ถูกขับขานออกไป
เสียง [บทเพลงแห่งราตรีสีแดง] ของเปอร์ไซด์
เสียงเพลงของเปอร์ไซด์นั้นดังไปทั่วสนามรบกินรัศมีกว่าหนึ่งร้อยเมตร และยังถูกสั่นขยายให้ดังกว้างไกลมากยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
"เสียงเพลงนี้มัน… เพราะจัง"
ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหน แต่คนที่ได้ยินเสียงบรรเลงนี้ต่างรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่อยากเป็นมิตรของเปอร์ไซด์
ด้วยความเหนื่อยล้าสะสม ความเบื่อหน่ายที่รบราฆ่าฟันมาแทบทั้งวัน อีกทั้งหมดซึ่งกำลังใจและอาวุธที่พอจะทำสงครามต่อได้อีก อีกทั้งยังมีเสียงเพลงที่กระตุ้นไปถึงจิตใจเช่นนี้
สุดท้ายพวกเขาจึงพร้อมใจกันวางอาวุธในมือลงอย่างมิได้นัดหมาย
"..."
เป็นเวลากว่าห้านาทีที่ทุกคนเฝ้ามองเปอร์ไซด์ร้องบรรเลงเสียงเพลงอันไพเราะนั้น
จนกระทั้ง--
"เอสเทอ มาเต้นรำกันมั้ย? "
"ก็ดีเหมือนกันดอง"
เสียงเพลงของเปอร์ไซด์ได้ไปกระตุ้นหัวใจวัยเด็กของเอรีสเข้าให้
สำหรับผู้หญิงอย่างเอรีสแล้ว การเต้นรำกับภูติตัวน้อยคือเรื่องราวในฝันที่มีอยู่แต่ในเรื่องเล่าเหนือจินตนาการ
แถมการร้องรำทำเพลงมันฝังอยู่ในสายเลือดของภูติอยู่แล้ว เอสเทอจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปปฏิเสธ
เอรีสถอดเกราะส่วนหัวที่รัดรูปออกจนเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงาม และชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ทอประกายแสง
เอสเทอภูติน้อยส่องแสงสีทองเรืองรองอ่อนสบายจากปีก ก่อนจะบินขึ้นมาสูงระดับใบหน้าของเอรีส
มือทั้งสองของเอรีสกับเอสเทอจับเข้าหากัน ก่อนที่ร่างทั้งสองคนจะเริ่มลอยตัวขึ้นมาเหนือผิวดินราวสิบเมตร
“สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงไงดอง ถูกใจหรือเปล่าดอง? ”
“ถูกใจมากเลยละเอสเทอ! ”
แล้วสตรีทั้งสองก็เริ่มร่ายรำตามท่วงทำนองที่อ่อนโยนของเปอร์ไซด์
เต้นร่ายรำพร้อมกับการส่องแสงของภูติน้อยไปผืนนภาสีฟ้ากว้าง
ประดุจภาพวาดในฝันของหญิงสาววัยเด็กที่ถวิลหา
"... อ๋า โอ๊ว~"
แต่ทว่าในช่วงเวลานั้นกลับมีเสียงผิดคีย์ของบานาดังแทรกขึ้นมา
ดูเหมือนว่าพอเห็นสหายเริ่มเต้นรำประกอบดนตรี ชายเผ่ายักษาก็อยากมีส่วนร่วมด้วย
"ร้องเพี้ยนหมด มา เดียวให้กระผมช่วยตบท่วงทำนองให้เอง"
แต่เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจของบานา สเลบจึงช่วยร้องรับลูกคู่ด้วยเสียงเสียดสีเขี้ยวอันเป็นเอกลัษณ์ของเผ่า
เสียงนั้นช่างคล้ายกับเสียงบรรเลงของไวโอลีนที่ไพเราะ
"ได้เวลาเปลี่ยนจังหวะค่ะ~"
แถมเปอร์ไซด์ยังใช้อัจฉริยะภาพด้านขับร้อง เปลี่ยนจังหวะที่อ่อนโยนให้กลายเป็นเร้าอารมณ์สนุกสนานแทน
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เข้ากับจังหวะเสียงผิดคีย์ของบานา
การร่วมรำบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนานของห้าผู้กล้านั้น ได้แพร่ระบาดไปสู่เหล่าผู้ชมรายรอบดุจเชื้อไวรัสร้าย
บางคนเริ่มร้องเพลง บางคนเริ่มเต้นรำ
และเมื่อรู้ตัว ประชากรนับแสนที่อยู่ในสงครามก็เริ่มส่งเสียงร้องเพลงเต้นรำร่วมกัน
สีหน้าชื่นบานราวกับสงครามในวันนี้เป็นเพียงแค่ภาพมายาคติ
“ไม่น่าเชื่อ…”
“ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฆ่ากันจะเป็นจะตายขนาดนั้น แต่ไม่น่าเชื่อจริง ๆ นั่นละ”
“ปี้~”
[ไฮเจน] [โซเดียม] และ [ออกไซด์] ต่างวิจารณ์ภาพตรงหน้าที่เกิดขึ้น
พวกเขาไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่าทุกคนจะทิ้งอาวุธแล้วหันมาร้องเพลงเต้นรำเพียงแค่เพราะว่าได้ยินเสียงเพลงของเปอร์ไซด์เป็นต้นเหตุ
"... ไฮเจน เต้นสักเพลงมั้ย? "
"... ก็ดี"
และที่วงนอก เพื่อนสนิทของเปอร์ไซด์ [ไฮเจน] กับ [โซเดียม] พวกเขาเองก็ถูกกลืนกินไปกับกระแสนี้เช่นกัน
เสียงเพลงที่คนนับแสนร่วมบรรเลงได้ลอยไปตามลมสู่เมืองหลวงของมนุษย์
"เสียงนี้…"
แอร์บาส์รที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์กำลังช่วยเก็บกู้ซากตึกที่พังทลายอยู่
ผู้คนที่รอดชีวิตอยู่ในเมืองหลวงฮิวซิตี้เพียงราวห้าพันคนต่างได้ยินเสียงขับร้องของพวกเปอร์ไซด์
ถึงมันจะเบา แต่พวกเขาก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน
"เกิดอะไรขึ้น!? "
แอร์บาส์รรีบทิ้งงานตรงหน้าแล้ววิ่งขึ้นไปยืนบนซากกำแพงสูง พร้อมกับนำกล้องส่องทางไกลติดมือขึ้นไปด้วย
แล้วเขาก็พบกับเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง
ที่เส้นขอบฟ้านั้นกองทัพของทั้งสามเผ่ากำลังร้องรำทำเพลงร่วมกันอย่างสนุกสนาน
"บ้าน่า เอรีส!? "
เขาตกใจมาก และตกใจมากกว่าเดิมเมื่อเห็นเอรีสกำลังเต้นรำกับภูติผมสีเขียวคนหนึ่ง
"เกิดอะไรขึ้น…"
แอร์บาส์รคงไม่ได้คำตอบ
แต่ที่เขารู้อย่างหนึ่งคือ
"...ดูน่าสนุกจัง"
คือพวกเขาดูมีความสุขมาก
หลังจากยืนมองไปได้ราวสักสามนาที ในที่สุดเหล่าผู้คนในเมืองฮิวซิตี้ก็ร้องรำทำเพลงด้วยเช่นกัน
ปรากฏการเช่นนี้ได้กระจายไปทั่วทั้งโลก
ท่วงทำนองที่ไพเราะแผ่ขยายโดยมีทุ่งหญ้าเป็นจุดศูนย์กลาง
จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง
แล้วผู้คนที่ได้ยินก็เริ่มร่ำร้องเพลงจนเสียงนั้นดังแผ่ขยายออกไปกว้างไกลขึ้น
ลอยผ่านอากาศสู่หนวดของเหล่าราชินีแห่งเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ซ่อนตัวอยู่ในช่วงตอนกลางค่อนไปทางใต้ของทวีป
เสียงที่สั่นสะเทือนเบา ๆ ลอดผ่านผิวดินนั้น ได้ส่งไปถึงราชินีเฟตอย่างไม่น่าเชื่อ
"เสียงนี้…ทำไมมีเสียงของเผ่าเราปะปนอยู่ด้วย!? "
ราชินีแฟตรู้สึกแปลกใจที่เสียงแรกซึ่งเธอได้ยินนั้น กลับไม่ใช่รายงานผลการรบของสเลบ
"... ฉันขอขึ้นไปตรวจสอบข้างบนสักครู่"
"มันอันตราย---"
"ไม่เป็นไร ฉันอยากตรวจสอบด้วยตัวเองนะ"
ราชินีแฟตรู้สึกว่าหนึ่งในคลื่นเสียงนั้นมีเสียงของสเลบปนมาด้วย
ถึงจะไม่แน่ใจ แต่เธอรู้สึกเช่นนั้น
เธอใช้ร่างกายที่ใหญ่โตเกือบสี่เมตรมุดดินขึ้นมาสู่ข้างบน
เสียงเพลงนั้นเริ่มดังชัดเจนมากขึ้น
ด้วยความสงสัยจนถึงขีดสุด เธอจึงกล้าส่งคลื่นสมองผ่านตัวขยายเพื่อสื่อสารระยะไกลกลับไปหาขุนพลของเธอเอง
" (สเลบ ได้ยินมั้ย? นี่ราชินีแฟต เกิดอะไรขึ้น? เสียงเพลงนี้คืออะไรกัน?) "
" (ท่านราชินีแฟตหรือครับ? เออ… คือว่า… ลืมรายงานเลยครับ...) "
" (มาเออมาคือมาลืมรายงานอะไรยะ!? รีบตอบเดียวนี้เลยนะ!) "
สเลบรู้สึกลังเลที่จะตอบกลับ เพราะว่าพวกเขาละทิ้งคำสั่งและมาเฮฮาปาร์ตี้กันเป็นที่เรียบร้อยแบบนี้ไปแล้ว
คงไม่พ้นโดนด่าชุดใหญ่แน่นอน
แต่เขาไม่กล้าโกหกองค์ราชินียิ่งกว่าการถูกด่า
" (พวกเรา… โดนภูติทรยศ แล้วเจอมือที่สามแทรกแทรงสงคราม ตอนนี้ทุกฝ่ายเลยสงบศึกชั่วคราวพร้อมกับจัดงานรื่นเริงครับ) "
" (รายงานบ้าอะไรยะ ไม่เข้าใจสักนิด! เอางี้ ตกลงตอนนี้ทำบ้าอะไรอยู่?) "
" (ร้องเพลงอยู่ครับ…) "
มีเสียงเหมือนอะไรสักอย่างขาดดังพิ้งที่หัวของราชินีแฟต
" (สเลบ) "
" (ครับ…) "
" (แล้วสงคราม?) "
" (ทุกฝ่ายสงบศึกชั่วคราวครับ) "
" (เพราะงั้นเลยร้องเพลงสบายใจเฉิบโดยไม่คิดรายงานกลับมาสินะ?) "
" (ต้องขออภัยครับท่านราชินี…) "
" (สเลบ ถ่างสมองแกให้กว้างเดียวนี้) "
" (ครับผม…) "
สเลบกำลังเตรียมใจน้อมรับความตายที่จะเกิดขึ้น
" (ก็บอกว่าให้รายงานทันทีที่มีเรื่องฉุกเฉิน! รู้มั้ยว่า ##$&& ++=&$#/!!) "
แล้วสเลบก็ถูกราชินีแฟตด่าไปตามระเบียบร่วมกว่าสิบนาที
" (! @#! $%! ให้ตายสิ เป็นห่วงนะรู้ตัวมั้ย…) "
" (เมื่อกี้ว่ายังไงนะครับ?) "
" (หุบปาก! แล้วก็ห้ามตัดการเชื่อมต่อหนีด้วย!) "
ราชินีแฟตรีบแผดเสียงดังกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเอง
" (เมื่อกี้เจ้าบอกว่าร้องเพลงอยู่สินะ? งั้นจงร้องเพลงให้ฉันฟังซะ) "
" (เออ… ครับ?) "
สเลบคิดว่าตัวเองฟังผิด
" (ก็ในเมื่อสงครามจบ และเจ้าบอกเองว่ากำลังจัดงานฉลองอยู่ งั้นเจ้าก็จงร้องเพลงให้ฉันฟังซะ เดี่ยวฉันจะร้องลูกคู่ด้วย นี่คือคำสั่ง!) "
ที่ตรงนี้เองก็มีราชินีปากไม่ตรงกับใจกับขุนพลของเธอที่กำลังร้องรำร่วมกันในระยะไกลอยู่เช่นกัน
ในเวลาเดียวกัน แม้แต่เผ่ายักษาในทิศเหนือซึ่งกำลังอพยบย้านถิ่นพร้อมกับเผ่าปักษา พวกเขาเองก็ได้ยินเสียงขับร้องนี้ไม่ต่างกัน
“เสียงทำนองแบบนี้ของเปอร์ไซด์นี่! ”
“เสียงเปอร์ไซด์ของพวกเรา! ”
เหล่าบรรดาชาวปักษาโอตะเปอร์ไซด์ต่างรับรู้ได้ทันทีว่าเสียงนี้เป็นของใคร
พวกเขาหยุดการอพยบแล้วเริ่มร้องรำทำเพลงอย่างเมามันไปพร้อมกับท่วงทำนองของเปอร์ไซด์ที่ยินจากผืนท้องฟ้ากว้าง
“พวกแกทำบ้าอะไรฟะ!? ”
บรรดาเผ่ายักษาต่างงงเป็นไก่ตาแตกต่อพฤติกรรมของเผ่าปักษาที่เปลี่ยนไป
“จะว่าไปมันก็ดูน่าสนุกดีเหมือนกันแฮะ”
“ย้ายบ้านมาทั้งวันเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว มาสนุกตามพวกมันดีกว่าพวกเรา”
“เห็นด้วย มาสนุกสนานกันเถอะ! ”
แต่ด้วยลูกบ้าของเหล่านกตัวน้อย จึงทำให้เผ่ายักษาเริ่มติดเชื้อบ้าแล้วเฮฮาปาร์ตี้ไปด้วยอีกกลุ่ม
แน่นอนว่าเผ่าภูติเองก็ได้ยินเสียงนี้
ณ คริสตัลแห่งชีวิตที่อยู่ภายใต้การดูแลของประธานาธิบดีลิลลี่ ซึ่งอยู่ห่างออกมาจากเมืองหลวงภูติหลายร้อยกิโลเมตร
“นี่ ๆ มีข่าวส่งมาจากแนวหน้าว่าสงครามยุติแล้วด้วยละบูว~”
“ผลลัพธ์ละ? ยัน~”
“สงบศึกชั่วคราวนะบูว~ เห้นว่ากำลังจัดงานปาร์ตี้ฉลองกันมันเลยบูว~”
“แล้วทำไมเจ้าเอสเทอถึงไม่ยอมมาชวนละเนี่ย! ของแบบนี้จะให้พลาดได้ยังไง! ทุกคน ยกโขยงไปฉลองกันเลยยัน! เอาคริสตัลไปด้วย เพื่อคนที่เกิดใหม่จะได้ไม่พลาดงานสนุก ๆ แบบนี้นะยัน! ”
ใช่แล้ว สำหรับงานครื้นเครงใหญ่แบบนี้มีหรือที่พวกเขาจะยอมพลาด
ต่อให้ต้องเปิดเผยคริสตัลแห่งชีวิตให้ทุกเผ่าเห็น พวกเขาก็ยอมเสี่ยงเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมงานฉลองที่สนุกสนาน
เผ่าภูติเป็นพวกที่มีนิสัยรักสนุกเช่นนั้นแล
และแน่นอนว่าหลังจากนี้เอสเทอคงได้ปวดหัวจากความร่าเริงเกินเหตุของคนในเผ่าเธอเอง
เสียงเพลงของเปอร์ไซด์ได้แผ่ขยายและสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งทวีป
เธอไม่รู้ตัวเลย ว่าได้ทำให้จิตใจของทุกคนที่เคยหันเขี้ยวใส่กัน ยอมกลับมาหันหน้าพูดคุยกันได้อีกครั้ง
เธอไม่รู้ตัวเลย ว่าเสียงเพลงที่เกิดจากจิตใจอันซื่อบริสุทธิ์ของเธอนั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมิตรภาพของทุกเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกัน
และไม่รู้ตัวเลย ว่าเธอคือผู้ที่ทำให้โลกเข้าสู่ยุคของ [สงครามเย็น] เข้าให้เสียแล้ว...