จางเฉียนอวี้เรียกให้ผู้อาวุโสคนหนึ่งรายงานเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้กับทุกๆคนฟังอีกครั้งอย่างละเอียด
ผู้อาวุโสคนนั้นรายงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการที่ตระกูลหนานจู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นและเริ่มปล้นชิงชีพจรโลกต่างๆ โดยแรกเริ่มจากการปล้นชิงเล็กน้อยจนตอนหลังก็ปล้นโลกที่แข็งแกร่งอย่างโลกที่มีเซียนนภาหรือเซียนทองคำอื่นๆจนชีพจรโลกเสียหายอย่างหนัก
บรรพชนและผู้อาวุโสที่ได้ยินก็แสดงสีหน้าเย็นชาในทันที เนื่องจากการแย่งชิงชีพจรโลกนับว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายอย่างมาก แม้ว่าจะมีบางกองกำลังที่แย่งชิงชีพจรโลกอยู่บ้างแต่พวกเขาก็ทำอย่างลับๆและไม่เปิดเผยตัวตนอย่างโจ่งแจ้งอย่างตระกูลหนานเช่นนี้
“ ข้าคิดว่าพวกเราควรทำลายตระกูลหนานเหมือนกับที่ทำลายวิหารสวรรค์โลกันต์ ” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของตระกูลจางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ผู้อาวุโสคนอื่นๆเองก็เห็นด้วยเช่นกัน ในฐานะผู้ปกครองพื้นที่ทั้งหมด พวกเขาย่อมไม่ต้องการให้เกิดปัญหาใดๆขึ้น เพราะมันจะทำให้พวกเขาเสียหน้าต่อผู้ปกครองพื้นที่อีกสี่แห่ง
ไม่นานผู้อาวุโสส่วนมากเลือกที่จะสนับสนุนให้จัดการกับตระกูลหนาน แต่ก็ยังมีผู้อาวุโสบางส่วนที่คัดค้านเพราะพวกเขายังไม่รู้ว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากพวกเขาลงมือโดยไม่ตรวจสอบอย่างละเอียดก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นภายหลังได้
จางเฉียนอวี้หรี่ตาลงพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง จากนั้นเขาก็หันไปถามกับบรรดาบรรพชนของตระกูลจางเพื่อให้พวกเขาตัดสินใจ
เพราะอำนาจของบรรพชนนั้นเหนือกว่าผู้อาวุโสมาก ถ้าหากบรรพชนบอกว่าทำลายตระกูลหนาน ตระกูลจางทั้งหมดก็ต้องลงมือ แต่ถ้าหากบอกให้รอไปก่อนตระกูลจางก็ต้องรอจนกว่าบรรพชนจะมีคำสั่งใหม่
เนื่องจากบรรพชนนั้นมีอำนาจอย่างมากเพราะพวกเขาคือยอดฝีมือขั้นเซียนทองศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น แม้กระทั้งผู้อาวุโสทั้งหมดก็ต้องให้ความเคารพต่อบรรพชน
เหล่าบรรพชนปรึกษากันครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจให้ตรวจสอบตระกูลหนานให้ละเอียดก่อน เพราะพวกเขาต้องรู้ข้อมูลของตระกูลหนานให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจในขั้นสุดท้าย
เพราะพวกเขาได้รับประสบการณ์จากการทำลายวิหารสวรรค์โลกันต์เมื่ออดีต เพราะตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าวิหารสวรรค์โลกันต์มียอดฝีมือขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียเซียนทองคำไปเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากในตอนนั้นวิหารสวรรค์โลกันต์ได้วางแผนลวงและเก็บซ่อนยอดฝีมือขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ทำให้ตระกูลจางและกองกำลังอื่นๆส่งเซียนทองคำไปจัดการ
สุดท้ายเซียนทองคำมากกว่าร้อยคนก็ถูกเซียนศักดิ์สิทธิ์ของวิหารสวรรค์โลกันต์สังหารจนหมด ทำให้ตอนนั้นกองกำลังจำนวนมากถึงกับตกใจและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
ต้องรู้ก่อนว่ากองกำลังที่มีเซียนศักดิ์สิทธิ์ในเส้นทางจิวหยางนับว่าเป็นกองกำลังขั้นสูงสุด
เมื่อเห็นว่าบรรพชนทั้งหมดได้ข้อสรุปให้สืบข้อมูลของตระกูลหนานก่อน ทุกๆคนในห้องประชุมจึงได้แต่ทำตามเท่านั้น
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องประชุมของตระกูลจางด้วยท่าทีสบายๆ
ชายคนนั้นคือหลู่เซียงแห่งตระกูลหนาน ยอดฝีมือขั้นจ้าวเซียนขั้นสมบูรณ์
ส่วนทางด้านของไป๋จวินและเฮยจวิน ทั้งสองรอหลู่เซียงอยู่ที่โรงเตี๊ยมภายในเมือง เนื่องจากภายในตระกูลจางเต็มไปด้วยยอดฝีมือจำนวนมาก ด้วยความแข็งแกร่งของไป๋จวินและเฮยจวินยังไม่เพียงพอที่จะปกป้องตัวเองได้ ถ้าหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา หลู่เซียงก็อาจจะถูกนายท่านลงโทษได้
เพราะฉะนั้นหลู่เซียงจึงรอให้จัดการกับตระกูลจางเสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะพาไป๋จวินและเฮยจวินไปฝึกฝนให้กลายเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่โลกเทียนจวิน
ทันทีที่หลู่เซียงปรากฏตัว คนของตระกูลจางทั้งหมดก็หยิบอาวุธพร้อมกับระเบิดกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาทันที ไม่ว่าจะเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางลงไปถึงเซียนทองคำขั้นปลาย
“ เจ้าเป็นใคร?! ” จางเฉียนอวี้หรี่ตาลงพร้อมกับชี้ปลายดาบไปหาหลู่เซียงด้วยความโกรธและระวังเป็นอย่างมาก
ต้องรู้ก่อนว่าที่นี้คือตระกูลจางและมียอดฝีมือขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายสิบคน แต่การที่จู่ๆจะมีใครที่ไหนไม่รู้สามารถเข้ามาด้านในได้เห็นได้ชัดว่าคนๆนี้จะต้องเป็นยอดฝีมืออย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่สามารถจับสัมผัสได้
หลู่เซียงเหยียดยิ้มและมองดูคนของตระกูลจางทั้งหมดก่อนที่จะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ข้าคือใครงั้นหรอ? ข้ามีนามว่าหลู่เซียงเป็นผู้อาวุโสของตระกูลหนาน ข้ามาที่นี้ตามคำสั่งของนายท่านให้พวกเจ้าตระกูลจางติดตามรับใช้ตระกูลหนานของพวกข้า?! ”
ทันทีที่หลู่เซียงกล่าวจบ ทุกๆคนในห้องประชุมก็แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที ในฐานะกองกำลังผู้ปกครองพื้นที่ขนาดใหญ่และดูแลดวงดาวหลายร้อยดวง ทำให้พวกเขารู้สึกอับอายเป็นอย่างมากถ้าหากต้องไปติดตามรับใช้กองกำลังไหนที่ไม่รู้จัก
“ สมควรตาย! ” หนึ่งในบรรพชนของตระกูลจางที่เป็นยอดฝีมือขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ยิงลูกศรใส่หลู่เซียงด้วยความโกรธ
ลูกศรของเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นทรงพลังเป็นอย่างมาก เพียงแค่กลิ่นอายของมันก็สามารถทำให้เซียนทองคำบาดเจ็บสาหัสได้ในชั่วพริบตา
เพียงแต่ยังไม่ทันที่ลูกศรของบรรพชนตระกูลจางผู้นั้นจะไปถึงตัวของหลู่เซียง มันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ ไม่ต้องรีบร้อนทักทายข้าขนาดนั้นก็ได้เช่นนั้นข้าขอทักทายพวกเจ้ากลับไปแล้วกัน ” หลู่เซียงยิ้มแย้มก่อนที่จะปลดปล่อยแรงกดดันอันทรงพลังทำให้พื้นที่ในห้องประชุมถึงกับเกิดรอยแตกร้าว
เนื่องจากหลู่เซียงรู้ว่าโลกเทียนจางของตระกูลจางนั้นรองรับพลังได้เพียงแค่เซียนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ทำให้หลู่เซียงปลดปล่อยพลังเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ออกมา
ไม่สิต้องบอกว่ากลิ่นอายของหลู่เซียงนั้นอยู่ในระดับเซียนนิรันดร์ขั้นต้นเสียมากกว่า แม้ว่าโลกใบนี้จะสามารถรองรับได้เพียงแค่เซียนศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าหากปลดปล่อยพลังของเซียนนิรันดร์ออกมาเพียงครู่เดียวก็ไม่มีปัญหาใดๆ
“ พลังนี้มัน…เซียนนิรันดร์! ” บรรพชนสูงสุดของตระกูลจาง นามว่า จางเทียนอี้ และยังเป็นยอดฝีมือขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายเพียงคนเดียวของตระกูลจางอุทานออกมาด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ
เนื่องจากบรรพชนสูงสุดจางเทียนอี้นับว่าเป็นคนที่เคยพบเจอยอดฝีมือขั้นเซียนนิรันดร์มาก่อนจึงทำให้เขารู้ถึงกลิ่นอายของเซียนนิรันดร์ แถมยังรู้อีกว่าความแข็งแกร่งของเซียนนิรันดร์นั้นทรงพลังมากขนาดไหน เพราะแม้กระทั้งเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์นับสิบคนก็ไม่สามารถเอาชนะได้
เมื่อได้ยินว่าหลู่เซียงแห่งตระกูลหนานเป็นถึงเซียนนิรันดร์พวกเขาก็หมดเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ทันที เพราะพวกเขารู้ดีว่าเซียนนิรันดร์แข็งแกร่งขนาดไหนและต่อให้ยอดฝีมือของตระกูลจางทั้งหมดในห้องประชุมก็ไม่สามารถเอาชนะหลู่เซียงได้อย่างแน่นอน
หลู่เซียงเห็นแววตาที่หวาดกลัวของตระกูลจางเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะสลายแรงกดดันและกล่าวว่า “ สมกับเป็นจางเทียนอี้ที่มีความรู้กว้างขวาง พลังเมื่อครู่นั้นเป็นของเซียนนิรันดร์จริงๆ แต่เพราะโลกของพวกเจ้ารองรับได้เพียงแค่เซียนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ถ้าหากสามารถรองรับพลังที่สูงกว่าได้ข้าก็จะปลดปล่อยพลังที่สูงกว่านั้นออกมาให้ชมแล้ว ”
เมื่อได้ยินที่หลู่เซียงกล่าวมา ทุกๆคนก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“ เจ้าจะบอกว่าเป็นเพราะโลกนี้ไม่สามารถรองรับพลังที่เหนือกว่าได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะปลดปล่อยพลังที่สูงกว่านี้? ” จางเทียนอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลู่เซียงยิ้มและไม่ได้ตอบกลับไป
จางเทียนอี้มองดูรอยยิ้มและแววตาของหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะเขารู้ดีว่าหลู่เซียงที่กล่าวมาเป็นความจริง เนื่องจากเขามีสัญชาตญาณที่แม่นยำเป็นอย่างมาก เขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่าหลู่เซียงคนนี้แข็งแกร่งกว่่าเซียนนิรันดร์ขั้นต้นอย่างแน่นอน
หลู่เซียงหัวเราะร่าและกล่าวว่า “ เอาล่ะๆการทักทายเอาแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว พวกเรามาพูดคุยกันอย่างสันติกันเถอะ เพราะนายท่านของข้าเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะรักสงบเสียด้วยสิ ”
หลังจากนั้นหลู่เซียงก็เดินไปยังเก้าอี้ตรงกลางห้องและนั่งลงอย่างไม่มีท่าทีเกรงใจแม้แต่น้อย จากนั้นเขาก็บอกให้คนของตระกูลจางนั่งลงไปด้วย
เพียงไม่ถึงสองเค่อ หลู่เซียงก็เดินออกมาจากตระกูลจางพร้อมกับรอยยิ้มที่สบายๆ
“ นายท่านตอนนี้ข้าทำตามคำสั่งของท่านเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องต่อไปก็คือไปฝึกเจ้าแฝดจอมซนต่อ ” หลู่เซียงหัวเราะก่อนที่จะหายตัวไปทันที
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายสิบวัน
เวลานี้เหล่าเซียนจำนวนมากของตระกูลหนานก็ออกตามล่าพวกที่ปลอมตัวเป็นตระกูลหนาน ทำให้เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง แน่นอนว่าทุกครั้งย่อมเป็นทางฝั่งของตระกูลหนานที่สังหารพวกตัวปลอมได้จนหมดสิ้น
ทำให้ตอนนี้ชื่อเสียงของตระกูลหนานยิ่งโด่งดังมากขึ้น เพราะครั้งหนึ่งในการต่อสู้ระหว่างตระกูลหนานและกองกำลังที่ปลอมเป็นตระกูลหนานเป็นการปะทะกันระหว่างเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์
ในการต่อสู้ครั้งนั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหนานก็ปรากฏตัวและทำลายกองกำลังที่ปลอมตัวเป็นตระกูลหนานจนหมดสิ้น
ทำให้ตอนนี้ทุกๆกองกำลังภายในการปกครองของตระกูลจางต่างรับรู้แล้วว่าตอนนี้ตระกูลหนานนั้นนับว่าเป็นกองกำลังแถวหน้าในเขตพื้นที่การปกครองของตระกูลจาง เพราะพวกเขามีเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย
และดูเหมือนว่าตระกูลหนานจะไม่ได้มีเซียนศักดิ์สิทธิ์แค่คนเดียว เพราะเซียนศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นได้กล่าวว่า ตัวเขาเองอยู่ในลำดับท้ายๆของเซียนศักดิ์สิทธิ์ในตระกูลหนาน
ด้วยเหตุนี้เองยิ่งทำให้ตระกูลหนานกลายเป็นที่รู้จักและหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ทำให้กองกำลังจำนวนมากต่างก็มุ่งหน้าไปยังตระกูลจางเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะตอนนี้โลกที่ถูกตระกูลหนานแย่งชิงพลังโลกไปเป็นจำนวนมากแล้ว ถ้าหากไม่รีบหยุดเอาไว้ เกรงว่าโลกทุกใบในพื้นที่การปกครองของตระกูลจางอาจจะโดนไปจนหมด
เพียงแต่พวกเขาก็ต้องตกใจเพราะตระกูลจางกล่าว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้และอีกอย่าง ตระกูลหนานก็ชิงพลังของโลกไปเพียงแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น ไม่ได้แย่งชิงไปจนหมดเพราะนี้คือสิ่งที่ตระกูลหนานกำหนดไว้
เมื่อแม้แต่ตระกูลจางก็ยังไม่ให้ความช่วยเหลือ กองกำลังจำนวนมากจึงรู้สึกหมดหนทางและที่ยิ่งกว่านั้นคือพวกเขารู้สึกสงสัยว่าทำไมตระกูลจางในฐานะผู้ปกครองจึงไม่ให้ความช่วยเหลือ
ไม่นานก็มีข่าวลือออกมาว่าตระกูลจางเองก็ถูกตระกูลหนานแย่งชิงชีพจรโลกไปเช่นกัน ทำให้กองกำลังทั้งหมดถึงกับตกใจทันที ต้องรู้ก่อนนะว่าตระกูลจางถือว่าเป็นหนึ่งในห้าผู้ปกครองของเส้นทางจิวหยางและยังมีถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายเป็นเสาหลัก
แต่กองกำลังระดับนี้ก็ยังถูกตระกูลหนานแย่งชิงไป เห็นได้ชัดว่าตระกูลหนานจะต้องแข็งแกร่งกว่าที่ทุกๆคนเห็นอย่างแน่นอน
เพราะแบบนี้โลกทั้งหลายจึงได้แต่หมดหวังเมื่อแม้กระทั้งตระกูลจางก็ยังถูกตระกูลหนานแย่งชิงชีพจรโลกไปแบบนี้
แต่ความเป็นจริงแล้วโลกเทียนจางไม่ได้ถูกหลู่เซียงแย่งชิงพลัง เพราะตอนนี้พวกเขาได้กลายเป็นกองกำลังภายใต้การปกครองของตระกูลหนานอย่างลับๆแล้ว เพราะแบบนี้หนานหมิงจึงไม่ถูกหลู่เซียงแย่งชิงพลังชีพจรโลกไป
แน่นอนว่าข่าวลือที่ตระกูลจางถูกกองกำลังลึกลับอย่างตระกูลหนานแย่งชิงก็ถูกสี่ผู้นำเขตการปกครองล่วงรู้ พวกเขาถึงกับประหลาดใจออกมาทันที
ต้องรู้ก่อนว่าในเส้นทางจิวหยาง ตระกูลจางคือแข็งแกร่งเป็นรองเพียงแค่ตระกูลจิวเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่ตระกูลจางมีข่าวลือที่ถูกกองกำลังลึกลับแย่งชิงชีพจรโลกทำให้ผู้นำอย่างเผ่าอสูรฟ้า วิหารมารศักดิ์สิทธิ์ และสำนักเซียนเพลิงคราม รู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างมาก
พวกเขาจึงได้ส่งผู้อาวุโสระดับสูงมุ่งหน้ามายังตระกูลจางเพื่อตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถ้าหากเป็นเรื่องจริงพวกเขาจะได้หาทางรับมือ
ทางด้านของตระกูลจิว พวกเขาเองก็ส่งผู้อาวุโสมาที่ตระกูลจางเพื่อตรวจสอบด้วยเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งในเส้นทางจิวหยางแต่พวกเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปมากกว่าตระกูลจางมาก ทำให้พวกเขาเองก็รู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน
พริบตาเดียวอีกสามเดือน
ณ โลกเทียนจวิน
เวลานี้โลกเทียนจวินพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการที่เซียนของตระกูลหนานแย่งชิงชีพจรโลกจากโลกใบอื่น ทำให้ตอนนี้โลกเทียนจวินสามารถรองรับพลังของเซียนทองคำได้สำเร็จแล้ว เรียกได้ว่าเป็นโลกที่พัฒนาได้รวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาก่อน
เพราะเหตุนี้ทำให้หนานหมิงได้รับการอัญเชิญการ์ดสีแดงขึ้นไปอีกสองครั้ง ซึ่งหนานหมิงได้อัญเชิญการ์ดสีแดงออกมาสองครั้งได้เป็นเซียนอมตะหนึ่งคนและเซียนนิรันดร์อีกหนึ่งคน
ด้วยเหตุนี้ทำให้หนานหมิงมีผู้ติดตามที่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยตอนนี้มีจ้าวเซียนหนึ่งคน เซียนอมตะสามคน เซียนนิรันดร์สองคน และเซียนศักดิ์สิทธิ์อีกนับสิบคน
ซึึ่งเซียนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นคือเซียนทองคำที่ได้ทะลวงขีดจำกัดและกลายเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง