สกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行)

    เล่มที่ 1 บทที่ 34 ดาบแห่งสัตย์สาบาน


    หมัดของหลิวเฉียงค่อนข้างเบา

    ผมยกมือขึ้นเบาๆ “ควับ” มือซ้ายรับและยกกำปั้นขึ้น จากนั้นก็ใช้มือขวากวาดนิ้วทั้งห้าฟาดเข้าที่หน้าอกของเขาอย่างแรง ผลักเขากระแทกเข้ากับกำแพง ด้วยเสียงดัง 'ตึง' กดร่างนั้นไว้ ขณะที่แรงนั้นทำให้กำแพงสั่นเล็กน้อย ทว่าทันใดนั้น จังหวะที่หลิวเฉียงพลิกตัวกลับ นิ้วมือของผมที่สะบัดออกไปจึงตวัดไปที่หน้าของหลิวเฉียงจนเขาล้มพับลงไปนั่งอยู่กับพื้นทันที

    จากนั้น ผมก็หันกลับไปจึงปล่อยหมัดไปที่หน้าท้องของนักเลงคนหนึ่งจนเขาตัวงอและทรุดเข่าลงไปบนพื้นราวกับกุ้งที่งอตัวด้วยความเจ็บปวด ขณะที่นักเลงอีกสองคนที่เตะเข้ามาพร้อมกันก็ถูกผมสกัดขา จากนั้นก็ชกล้มกองกับพื้นในหมัดเดียว และแทบจะทุกหมัดที่ปล่อยออกไปนั้นดูเหมือนว่าจะรุนแรง ทว่าก็ไม่ได้ทำให้บาดเจ็บร้ายแรงใดๆ

    “แม่*เอ้ย!”

    นักเลงคนหนึ่งถือขวดไวน์ฟาดเข้ามาที่ผมอย่างรวดเร็วทันที

    ผมไม่มีเวลาที่จะหลบ นอกจากนี้ข้างหลังของผมก็คือซูซีหราน ผมยกแขนขึ้นมาป้องกันตามสัญชาตญาณ กระทั่งเมื่อเสียง “เพล้งง!” ดังขึ้นขวดไวน์ที่ฟาดเข้ามาจึงแตกออกจากกันทันที และกระทั่งเมื่อมีน้ำสีแดงไหลลงมาตามแขนนั้น นักเลงคนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะตื่นตกใจขึ้นมา ผมก้าวขึ้นไปข้างหน้าจึงเตะไปที่เขาอย่างรุนแรงจนเขาเซถอยหลังไปสองสามก้าวพร้อมกับยกมือขึ้นมากุมที่หน้าท้องของตัวเองไว้และจากนั้นจึงหมอบลงไปด้วยความเจ็บปวดทันที

    “นายไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

    ซูซีหรานพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจดูว่าแขนของผม

    “ฉันไม่เป็นไร”

    และเมื่อผมยกฝ่ามือขึ้นไปลูบแขนของตัวเองจึงพบว่าบนแขนนั้นมีเพียงรอยแดงเท่านั้น แผลภายนอกน่ะ ก็แค่รู้สึกแสบนิดหน่อยเท่านั้น

    หลินเฉอลงมืออย่างเหี้ยมโหด ปล่อย ‘สามหมัดฮุกสองลูกเตะ’ เข้าไปที่นักเลงพวกนั้นจนพวกเขาล้มพับลงไปบนพื้นอีกครั้ง ขณะที่จางเหว่ยก็ยืนมองอย่างเงียบๆทั้งยังไม่คิดจะลงไม้ลงมือด้วยเช่นกัน เขา ผมและหลินเฉอพวกเราโตมาด้วยกัน เพราะงั้นเขาจึงดีรู้ว่าเวลาพวกผมลงมือนั้นมันรุนแรงขนาดไหน

    ซูซีหรานรู้สึกงุนงงนิดหน่อย เธอแทบจะไม่มีประสบการณ์ในการชมการต่อสู้แบบนี้เลย ในขณะเดียวกันเธอก็ยังเป็นห่วงแขนของผม เธอที่กัดริมฝีปากบางจึงถามผมขึ้นทันทีว่า “ฉันควรทำอย่างไรดี ดูเหมือนเรื่องจะลุกลามใหญ่โตขึ้นแล้ว”

    “ไปกันเถอะ!”

    ผมส่ายหน้าปฏิเสธ “ไปเช็คบิลก่อนแล้วค่อยกลับนะ”

    “อื้ม”

    หลิวเฉียงนั่งยองอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าที่เจ็บจนชานั้น เขาก็ทำได้เพียงมองพวกเราเดินจากไป

    ……

    หลังจากที่จ่ายเงินเสร็จ พวกเราจึงนั่งแท็กซี่กลับสตูดิโอ

    ระหว่างทางกลับสตูดิโอ หวังจินไห่ก็มองผมสลับกับมองไปที่หลินเฉอด้วยแววตาที่แสดงถึงความเลื่อมใส ดูเหมือนว่าเขาจะคาดไม่ถึงเลยว่าพวกผมจะต่อสู้เก่งขนาดนี้ จนถึงขนาดที่เขาแทบจะฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนรู้วิชานี้

    ขณะนั้น หลินเฉอมองออกไปนอกหน้าต่างจึงพูดขึ้นว่า “พี่เฉินกับผมโตมาด้วยกัน เราเป็นเพื่อนบ้านกัน ตอนเป็นเด็กพวกเราชอบไปมีเรื่องต่อยตีด้วยกันเสมอ แล้วบางครั้งที่หมู่บ้านข้างๆก็จะมีคุณลุงคนหนึ่งมาสอนวิชาศิลปะการต่อสู้เพื่อความแข็งแรงด้วย ฉันกับพี่เฉินก็เลยไปเรียนวิชาป้องกันตัวกับเขาอยู่หลายปีเลยล่ะ อะแฮ่ม... ทักษะการป้องกันตัวของพี่เฉินดีที่สุดเลยล่ะ แถมตอนนั้นพวกเราก็ยังมีชื่อเสีย(ง)ในหมู่บ้านเยอะมาก ก็เพราะพวกเราชอบแกล้งเด็กคนอื่นจนต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับบ้าน......”

    ซูซีหรานยิ้มและหันมองมาที่ผมซึ่งอยู่ข้างๆ “จริงเหรอ?”

    “อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระจากเขาเลยน่า”

    ผมพูดไม่ออก “จริงๆ แล้ว ทักษะการต่อสู้ส่วนใหญ่ฉันเรียนในโรงเรียนตำรวจน่ะ ”

    “เมื่อครู่นี้ตอนที่หลินเฉอกำลังลงมือกับพวกเขาน่ะ ฉันตกใจมากเลย” เธอยังมีท่าทีที่ตกใจไม่หาย

    หลินเฉอจึงพูดต่อว่า “พี่ซีหราน คนอย่างหลิวเฉียงต้องเจ็บตัว ให้มันได้รู้สำนึกซะบ้าง ถ้าพวกเรายอมพวกมัน มันก็คงแข็งข้อขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้วันไหนมันคงมาหาเรื่องพวกเราถึงสตูดิโอแน่ ดังนั้นต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ชิงลงมือทำให้พวกมันเข็ดหลาบซะก่อน ต่อไปมันจะได้ไม่มาก่อกวนพวกเราอีก”

    “อื้ม” ซูซีหรานเห็นด้วย

    และจากนั้นผมจึงพูดต่อว่า “เดี๋ยวพวกนายไปเก็บเวลกันก่อนนะ ฉันต้องไปทำภารกิจเลื่อนขั้นอาชีพนิดหน่อย ฉันเพิ่งจะถึงเลเวล 30 จะได้เลื่อนขึ้นเป็นอัศวินอย่างเต็มตัวสักที”

    “โอเค เสร็จแล้วก็มาหาพวกเราด้วยนะ”

    “ได้”

    ทันทีที่กลับถึงสตูดิโอ

    ซูซีหรานก็ยืนกรานที่จะดูแผลของผมให้ได้ เธอจับผมกดลงไปบนโซฟา และทันทีที่พับแขนเสื้อของผมขึ้นก็พบว่าที่ข้อมือผมมีเพียงรอยแดงเล็กน้อยเท่านั้น เธอขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้และจึงจัดการล้างแผลฆ่าเชื้อทันที แล้วพูดว่า “อันที่จริงแล้ว... ไม่เห็นจะต้องลงไม้ลงมือกันเลยนี่นา...”

    “ตอนนี้เธอเป็นคนของทีมเทียนเสวี่ยนนะ”

    ผมมองไปที่เธอด้วยท่าทีที่จริงจังและจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ดังนั้นฉันจะไม่ยอมให้ใครมารังแกเธออีก”

    ทันใดนั้นดวงตาของเธอจึงร้อนผ่าวขึ้นมาทันที “จริงเหรอ...”

    “อื้ม” ผมพยักหน้ารับ และพูดต่อว่า “เอาล่ะ ไปออนไลน์เกมกันเถอะ เลยเวลามามากแล้ว พวกเราต้องแย่งเฟิร์สคิลบอสระดับเงินมาให้ได้!”

    “อื้ม ออนไลน์กัน!”

    หลังจากจัดแขนเสื้อเสร็จ ก็ออนไลน์ทันที

    “แว้บบ~~~”

    หลังจากที่ปรากฏตัวขึ้นในเมืองจิ่นโจว ขณะที่แสงสีขาวเปล่งประกายขึ้นรอบๆ ผมจึงหันไปดูรายการการจัดอันดับทันที เวลานี้ผมยังครองตำแหน่งอันดับหนึ่งเหมือนเดิม ซึ่งนั่นก็คือ เลเวล 30 ขณะที่อันดับสองคือ “เฟยเยว่” และดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในช่วงออฟไลน์ นั่นเพราะด้วยความเร็วในการอัพเลเวลแบบไม่มี “บัค” จึงไม่อาจขัดต่อบัญชาของสวรรค์ได้ ดังนั้นถ้าตอนนี้ผมเลื่อนขั้นอาชีพ ผมก็จะเป็นผู้เล่นคนแรกที่เลื่อนขั้นอาชีพสำเร็จและถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะมีรางวัลจากระบบด้วยเหมือนกัน

    โดยไม่รอช้า ก็ทำการเรียกลาป่าออกมาจึงมุ่งหน้าไปยังสำนักฝึกสอนอาชีพในทันที

    เวลานี้รอบข้างของครูฝึกอัศวินลั่วหลายถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้เล่นจำนวนมากเบียดกันอย่างแออัด ขณะที่จำนวนคนในเมืองหลักก็เยอะเกินไปจนหนังศีรษะรู้สึกเสียวซ่าขึ้นมา กระทั่งเมื่อผมเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเขา ลั่วหลายที่แสดงท่าทีแปลกใจจึงพูดขึ้นว่า “อัศวินหนุ่ม เจ้าเติบโตมาถึงจุดนี้แล้วเหรอ?”

    ผมพยักหน้ารับ “ครูฝึก โปรดมอบภารกิจเลื่อนขั้นอาชีพให้ผมด้วย”

    “ได้สิ”

    ลั่วหลายสูดหายใจเข้าปอดลึก แล้วจึงพูดว่า “หากต้องการเป็นอัศวินที่แท้จริง อันดับแรก เจ้าจงกล่าวคำปฏิญาณแห่งอัศวินแก่ข้า ถ้าหากเจ้ากล่าวไม่ได้ เจ้าก็ไร้ซึ่งคุณสมบัติแห่งอัศวิน! ”

    ผมที่ถือดาบทองแดงอยู่ในมือจึงเริ่มพูดคำปฏิญาณแห่งอัศวินด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทันที และด้วยเพราะผมเกี่ยวข้องกับการเล่นอาชีพอัศวินมาโดยตลอด ดังนั้นคำปฏิญาณแห่งอัศวินจึงเป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

    “ข้าขอสาบานว่าจะเมตตาต่อผู้ที่อ่อนแอ ข้าขอสาบานว่าจะต่อสู้กับการข่มเหงอย่างกล้าหาญ ข้าขอสาบานว่าจะต่อสู้กับความอยุติธรรมทั้งปวง ข้าขอสาบานว่าจะต่อสู้เพื่อผู้คนที่ไร้ซึ่งที่พึ่ง!”

    “ข้าขอสาบานว่าจะให้การช่วยเหลือต่อเหล่าพี่น้องอัศวิน ข้าขอสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อสหายของตนเอง และข้าขอสาบานว่าจะมีรักอันเป็นนิรันดร์!”

    ผมกระชับดาบด้วยสองมือ และแนบที่กลางอกและสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วพูดต่อ

    “ข้าขอเดิมพันด้วยเกียรติยศแห่งดาบเล่มนี้ว่าจะใช้ดาบเพื่อปกป้องผู้คนจนถึงที่สุด ใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ ตายอย่างมีเกียรติ หัวใจเฉกเช่นเดียวกับดาบ ยอมหักไม่ยอมงอ!”

    ……

    “ดี ดีมาก!”

    ใบหน้าของลั่วหลายปรากฎความพึงพอใจและจากนั้นจึงพูดต่อว่า “อัศวินหนุ่ม ในเวลานี้ข้าขอส่งต่อหน้าที่อันทรงเกียรติแก่เจ้าแล้ว หลายวันที่ผ่านมา ชิวเค่อ อัศวินผู้ยิ่งใหญ่ผ่านไปยังสระน้ำลึกถัดออกไปจากป่าผึ้งพิษ ทั้งยังได้ทำดาบแห่งสัตย์สาบานตกลงไปในสระนั่น วันนี้เจ้าจงรีบรุดไปที่สระน้ำลึกเพื่อค้นหาดาบแห่งสัตย์สาบานมาให้ข้า ถึงเวลานั้นเจ้าจะได้เป็นอัศวินที่แท้จริง”

    “ติ้ง!”

    แจ้งเตือนจากระบบ : คุณได้รับภารกิจ【ค้นหาดาบแห่งสัตย์สาบาน!】

    เนื้อหาภารกิจ: ค้นหาดาบแห่งสัตย์สาบานและส่งมอบให้แก่ครูฝึกอัศวินลั่วหลาย

    และทันทีที่ผมตอบรับภารกิจจึงมุ่งหน้าไปยังป่าผึ้งพิษทันที!

    ผมควบลาป่ามาที่สะพานประตูทางทิศตะวันออก หยุดลงที่ร้านขายของเพื่อซื้อม้วนตำรากลับเมือง 5 ม้วนด้วยราคา 5 เหรียญทอง ขณะนี้ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะประหยัดเวลาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้กลับไปเก็บเลเวลกับทีมต่อ โดยไม่รอช้า ผมจึงเร่งควบลาป่าออกไปทันที ในเวลาไม่ถึงสิบนาที ผมก็มาถึงป่าผึ้งพิษแล้ว เวลานี้ป่าผึ้งพิษได้กลายเป็นสถานที่ฮ็อตในการมาเก็บเลเวล ผู้เล่นอย่างน้อยหลายร้อยคนก็กำลังเฝ้ารอให้มอนสเตอร์เกิดออกมาใหม่อีกครั้ง และแม้แต่ผึ้งจู่โจมตัวหนึ่งที่ปรากฏตัวออกมา ภายในพริบตาเดียวก็ถูกทุบจนตายด้วยอาวุธเจ็ดถึงแปดชิ้นเลยทีเดียว น่าหดหู่ยิ่งนัก!

    ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขตป่าผึ้งพิษ สายน้ำที่รินไหลอย่างต่อเนื่องเวลานี้ได้ปรากฎขึ้นสู่สายตา และโชคดีนักที่สถานที่แห่งนี้เป็นพิกัดที่ถูกบันทึกไว้โดยระบบภารกิจ ดาบแห่งสัตย์สาบานจะต้องตกอยู่ที่ไหนสักที่ในสระน้ำลึกแห่งนี้

    หลังจากเข้าไปในสระน้ำลึก ทันใดนั้นแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นมาบอกว่าไม่อนุญาตสัตว์ขี่ลงไปในน้ำ เวลานี้ผมจึงยกเลิกสถานะลาป่าและเดินลงไปในน้ำด้วยตัวเองทันที

    แสงของดวงอาทิตย์ในตอนกลางวันสาดส่องลงมายังสระน้ำลึก ทว่าสระนั้นลึกเกินกว่าจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน ผมจึงทำได้เพียงคลำหาดาบที่ก้นสระอันมืดมิดเท่านั้น และการงมหาดาบสักเล่มในสถานที่มืดสนิทเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากจริงๆ ทว่าก็ไม่มีทางอื่น ภารกิจเลื่อนขั้นอาชีพ จะต้องทำให้เป็นมาตรฐาน ดังนั้น มันจะไม่ได้ง่ายจนเกินไป นี่เป็นวิธีการที่บริษัทเยว่เหิงดำเนินการมาโดยตลอด บางครั้ง ภารกิจเปลี่ยนอาชีพครั้งหนึ่ง ติดอยู่นานครึ่งเดือนก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ


    เสียงน้ำที่ไหลไปอย่างเชี่ยวกราก ในขณะที่ผมกำลังงมหาดาบแห่งสัตย์สาบานอย่างยากลำบากอยู่นั้น ทันใดนั้นเองก็ดูเหมือนมีร่างสีดำแหวกว่ายอยู่เหนือพื้นดิน ดวงตาสีแดงสดคู่นั้นทำให้ผู้คนหวาดกลัว กระทั่งเมื่อมันเข้ามาในระยะ 40 หลาแล้ว ความเร็วก็เพิ่มขึ้นทันที ท่าทางว่ายน้ำที่บิดร่างกายไปมาอย่างน่ากลัวนั้นมีความยาวถึง 5 เมตร และแท้จริงแล้วมันก็คือจระเข้ยักษ์ อีกทั้งยังเป็นมอนสเตอร์ระดับเงินเลเวล 33!

    ต้องฆ่า ไม่อย่างนั้นก็รอโดนจระเข้ยักษ์จับกินเป็นอาหารแน่

    ดาบทองแดงพุ่งเข้าหาพร้อมแสงสีฟ้า โจมตีพื้นฐาน+ดาบสองคม+โจมตีพื้นฐาน+เฮฟวี่สแลช ได้ตกลงบนหัวของจระเข้ยักษ์ เสียงทำดาเมจที่ดังขึ้นจึงมาพร้อมกับตัวเลขค่าความเสียหายที่ปรากฏขึ้นเป็นชุด จระเข้ยักษ์อ้าปากกว้างและกัดเข้าใส่ พลังโจมตีของมันไม่ธรรมดาเลยและทุกครั้งที่โจมตีเข้าใส่ก็ลดเลือดผมลงไปครั้งละ 300 แต้ม แต่ก็ไม่มากเท่ากับการทำดาเมจของผมและไม่ถึงห้าวินาทีต่อมาเสียงครวญครางของมันก็ดังขึ้น ขณะที่ร่างนั้นก็ดรอปเหรียญทองแดงลงไปที่ก้นสระทันที ทว่าผมก็ขี้เกียจเกินกว่าจะมองหามัน

    จากนั้นผมจึงว่ายน้ำต่อไปข้างหน้าและงมหาดาบต่อไป

    หลังจากที่ผมจัดการจระเข้ยักษ์ไปหลายตัวแล้ว ในที่สุดผมก็มองเห็นแสงสว่างอ่อนโยนท่ามกลางพืชน้ำ ผมรีบว่ายตรงไปหามันด้วยความตื่นเต้น ในผืนทรายนั้น ทันทีที่ผมเห็นการแกะสลักบนด้ามจับดาบจึงไม่รอช้าและออกแรงหยิบมันขึ้นมาทันที ทว่าทันใดนั้นกลับมีพลังอันแข็งแกร่งเบ่งบานออกมาจากดาบเล่มนั้น และทันทีที่เสียง “ครืดด” ดังขึ้นผมจึงสามารถดึงดาบออกมาจากก้นสระพร้อมกับลำแสงที่ส่องสว่างเรืองรองไปทั่วทิศทางได้ทันที และนี่คือดาบระดับสูง มีแสงเรืองรองที่ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศทำให้ความมืดมิดที่ก้นสระสลายหายไป ทว่ามันก็เป็นเพียงไอเทมในภารกิจที่ไม่มีคุณสมบัติพิเศษใดๆ

    ผมจึงหยิบม้วนตำรากลับเมืองออกมาบดขยี้และกลับไปที่เมืองทันที

    “แว่บบ!”

    กลับมาถึงเมืองจิ่นโจวแล้ว และการมีม้วนตำรากลับเมืองก็ถือว่าสะดวกดีเหมือนกัน ผมเรียกลาป่าออกมาจึงกลับไปยังสำนักฝึกอาชีพทันที หลังจากที่ส่งมอบดาบแห่งสัตย์สาบานนั้นให้กับลั่วหลายแล้ว ใบหน้าเขาจึงคลายความกังวลลงทันที และขณะที่เขาหยัดกายขึ้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เน้นหนักว่า “อัศวินหนุ่ม เจ้าได้ใช้ความสามารถของเจ้าพิสูจน์ให้เห็นถึงความกล้าหาญของเจ้าแล้ว เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะขอต้อนรับเจ้าเข้าสู่อัศวินแห่งจักรวรรดิ และเป็นสมาชิกใหม่ของอัศวินของเผ่าเซี่ยเรา!”

    “ติ้งง~!”

    แจ้งเตือนจากระบบ : ขอแสดงความยินดี คุณเลื่อนขั้นอาชีพสำเร็จแล้ว และได้รับฉายา “อัศวิน” อีกด้วย และเนื่องจากคุณคืออัศวินคนแรกที่มีการเลื่อนขั้นสายอาชีพ รางวัลที่ได้รับ ค่าความสำเร็จพิเศษ +1 ค่าความโชคดี +1 และค่าชื่อเสียง +20!

    ……

    ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ระบบได้รับการอัพเกรดแล้ว และในที่สุดค่าชื่อเสียงก็ถูกเปิดออก!

    【จินซีเหอซี】(อัศวิน)

    เลเวล :30

    พลังโจมตี :240-378(+10%)

    พลังป้องกัน :286(+12%)

    ค่า HP :3628

    พลังปราณ:100/100

    ค่าความโชคดี :3

    ค่าความสำเร็จพิเศษ:5

    ค่าชื่อเสียง :20

    กำลังสู้รบ:1273

    ……

    ผมพูดคุยกับครูฝึกอีกครั้ง และเขาบอกกับผมว่าหลังจากที่ไต่เต้าถึงเลเวล 30 แล้วจะสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ จากครูฝึกได้เพียงทักษะเดียวเท่านั้น ทว่าก็ดูเหมือนว่าจะดีมากเหมือนกัน——

    【กู่ก้องไม่หวั่นเกรง】:เลเวล 30, เพิ่มพลังการโจมตีให้แก่เพื่อนร่วมทีมทั้งหมด 5% การเรียนรู้ต้องการค่าธรรมเนียม :1 เหรียญทอง

    สกิลกู่ก้องไม่หวั่นเกรงเป็นสกิลแผดเสียงคำรามที่มีความคล้ายคลึงกับบัฟที่เพิ่มกำลังสู้รบให้กับทุกคน เรียนเลย!

    เมื่อแสงหนึ่งพาดผ่านเข้ามา ทักษะใหม่จึงปรากฏขึ้นในช่องทักษะของผมทันที

    หลังจากผมออกจากสำนักฝึกอาชีพและเดินมาถึงนอกเมืองแล้วจึงส่งข้อความหาซูซีหรานทันทีว่า “ซีหราน ฉันเลื่อนขั้นอาชีพเรียบร้อยแล้วล่ะ พวกเธออยู่ไหนกัน เดี๋ยวฉันไปหา”

    ทันใดนั้นซูซีหรานที่กดส่งพิกัดให้ผมแล้วจึงพูดขึ้นว่า “พวกเรากำลังฆ่ามอนสเตอร์เลเวล 31 อยู่ แต่ว่าเลเวลของนายสูงกว่า เดี๋ยวพอนายมา เราจะไปฆ่ามอนสเตอร์เลเวล 33 แทน”

    “โอเค”

    ทันทีที่ผมเปิดมินิแมพออกมา ไอคอนของทั้ง 4 คนก็ปรากฎขึ้นในป่าทางตอนเหนือของเมืองจิ่นโจวที่มีชื่อเรียกว่า “ป่าเฟยหยวี่” ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ผมจึงควบลาป่าข้ามแผนที่มุ่งหน้าไปที่นั่นทันที และในขณะที่ผมใกล้จะถึงที่หมายนั้น เบื้องหน้าก็ปรากฏป่าสีเขียวมรกตผืนหนึ่งขึ้น ขณะที่บนท้องนภาประดับไปด้วยหมู่เมฆเมฆานั้นก็ยังมีเม็ดฝนจำนวนมากที่กำลังโปรยปรายลงมาสู่ผืนป่าแห่งนี้ มิน่าป่าผืนนี้ถึงได้ถูกเรียกว่า “ป่าเฟยหยวี่”

    ในป่าเฟยหยวี่ปรากฎคิลเลอร์แมนติส ซึ่งเป็นมอนสเตอร์เลเวล 31 ขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันไม่เหมาะในการเก็บเลเวลของผมแล้ว

    “ฟิ้วว~~~”

    หลังจากที่ผมออกจากป่า พวกซูซีหรานกับหลินเฉอก็ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างหน้านั่น ขณะที่ซูซีหรานยิ้มน้อยๆจึงพูดขึ้นว่า “พวกเราตรงไปทางเหนือกันต่อเถอะ น่าจะมีมอนสเตอร์ที่เลเวลสูงกว่านี้หน่อย หรือไม่ก็อาจจะมีภารกิจให้พวกเราทำก็ได้ เมื่อกี้ฉันเพิ่งเห็น NPCทหารม้า มุ่งหน้าจากป่าไปทางด้านนั้นน่ะ ดูเหมือนว่าจะเจอเรื่องเร่งด่วนอะไรสักอย่าง”

    “อื้ม ไปกันเถอะ”

    คล้ายกับเรื่องสกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行) ที่คุณอ่าน