ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 58 เตรียมการ

            “สถาบันวิญญาณอย่างนั้นหรือ”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยได้ยินคำของเสิ่นเสวียนก็รู้สึกสงสัยนางไม่ค่อยรู้เรื่องราวภายนอกเท่าไรนักยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงสถาบันวิญญาณอะไรนั่นเลย

            ก่อนหน้านี้สถาบันวิญญาณไม่เคยอยู่ในความทรงจำของเสิ่นเสวียนมาก่อนทว่าตอนที่เขาสังหารพี่ใหญ่จากเผ่าอนธการตายไปเขาเก็บเศษเสี้ยววิญญาณที่ขาดหายไปบางส่วนเอาไว้

            ข้อมูลของสถาบันวิญญาณคือสิ่งที่เจอมาจากเศษเสี้ยววิญญาณเหล่านั้น

            สถาบันวิญญาณค่อนข้างลึกลับตั้งอยู่บนเกาะวิญญาณแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของทวีปที่เรียกว่าสถาบันวิญญาณเพราะรอบๆ เกาะวิญญาณมีไอวิญญาณค่อนข้างหนาแน่นศิษย์ที่ฝึกฝนอยู่ในนั้นจะใช้ไอวิญญาณเป็นหลัก จึงได้ชื่อว่าสถาบันวิญญาณ

            “หากเป็นไปได้จริงๆเสี่ยวเม่ยยอมไป”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยครุ่นคิดก่อนจะกล่าวเสิ่นเสวียนไม่มีทางกล่าวถึงสถาบันวิญญาณกับนางโดยไร้เหตุผลในเมื่อกล่าวขึ้นมาแล้วแสดงว่าเขาต้องอยากให้นางไป

            “ดี วันนี้เสี่ยวเม่ยไปเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเตรียมตัวออกเดินทาง พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทางกัน”

            “อื้ม”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้นเป็นครั้งแรกที่ได้ออกไปท่องโลกไกลๆ กับท่านพี่ทำให้นางอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกภายนอกเป็นอย่างมาก

            ก่อนหน้านี้นางเดินไม่ได้ร่างกายอ่อนแอ กระทั่งหมดความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตไปแล้ว นางอยากไปหาเสิ่นเสวียนแต่แค่ประตูใหญ่ยังเข้าไปไม่ได้เลยทว่าตอนนี้เสิ่นเสวียนกลับนำพาความหวังมาให้นางมากมาย

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยกระโดดโลดเต้นกลับไปยังเรือนของตนเองและเริ่มเก็บของเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อที่จะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

            ได้เห็นเสิ่นเสี่ยวเม่ยดีใจมากขนาดนี้ทำให้เสิ่นเสวียนมีความสุขมาก

            ในโลกใหม่นี้มีญาติเพียงหนึ่งหรือสองคนก็เพียงพอแล้ว

            “ท่านผู้นำท่านคิดดีแล้วหรือ”

            ขณะนั้น เสิ่นล่างเดินเข้ามาสอบถามเสิ่นเสวียนอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

            “คิดดีแล้ว”

            เสิ่นเสวียนยิ้มน้อยๆ

            เสิ่นล่างมองเสิ่นเสวียนก่อนจะพยักหน้าเขาเคยได้ยินเกี่ยวกับสถาบันวิญญาณมาบ้าง รู้เพียงที่นั่นเต็มไปด้วยความลึกลับแต่จริงๆ แล้วภายในนั้นเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้

            “ผู้เฒ่าล่างหลังจากที่ข้าไปแล้ว ตระกูลเสิ่นต้องฝากให้ท่านดูแลต่อไป”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นล่างอีกครั้งเสิ่นล่างไม่ใช่ผู้อ่อนแอ โดยเฉพาะหลังจากผ่านศึกใหญ่ก่อนหน้านี้ทำให้เสิ่นล่างได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างก้าวหน้าไปในขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุดอีกก้าวหนึ่งจนเกือบถึงขั้นกึ่งก้าวราชันแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเลื่อนขึ้นเป็นขั้นราชัน

            “ท่านผู้นำโปรดวางใจออกไปหาประสบการณ์ยังโลกภายนอกอย่างสบายใจ ข้าจะดูแลตระกูลเสิ่นเอง” เสิ่นล่างกล่าวกับเสิ่นเสวียนด้วยความมั่นใจ

            ครั้งนี้เป็นเพราะมีอำนาจภายนอกเข้าร่วมด้วยจึงทำให้ตระกูลเสิ่นตกอยู่ในอันตรายอีกทั้งการเรียนรู้ในระดับพลังยุทธ์อย่างเขา หากทะลวงเลื่อนไปถึงขั้นราชันได้จริงๆต่อให้มีคนอย่างเหลยต้งเข้ามาหาเรื่อง เขาก็สามารถจัดการได้

            ขั้นราชันและขั้นบรรพบุรุษอย่าได้เห็นว่าต่างกันเพียงขั้นเดียวในความเป็นจริงมันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว

            “ข้าไว้วางใจในพลังของผู้เฒ่าเสิ่นล่างเป็นอย่างมาก”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าพลางกล่าว”

            “ใช่แล้วท่านผู้นำข้าขอเสียมารยาทถามสักหน่อย พลังยุทธ์ของท่านในตอนนี้อยู่ในขั้นไหนแล้ว”

            เสิ่นล่างครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถามเสิ่นเสวียนอย่างอดสงสัยไม่ได้

            “อืม...น่าจะขั้นบรรพบุรุษระดับกลางนะ!”

            เสิ่นเสวียนครุ่นคิดพลางกล่าวเสียงเรียบทว่าหากคิดคำนวณถึงเรื่องพลังจริงๆขั้นแก่นทองคำระดับกลางเหนือกว่าขั้นบรรพบุรุษระดับกลางอยู่ ที่เห็นได้ชัดคือไอพลังหลิงชี่ของผู้บำเพ็ญเพียรแข็งแกร่งกว่าไอพลังต่อสู้ของที่นี่มาก

            “ขั้นบรรพบุรุษระดับกลาง!”

            เสิ่นล่างพยายามกดความตื่นตกใจของตนเองเอาไว้แม้ก่อนหน้านี้เขาจะคาดเดาเอาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจริงๆ ยังรู้สึกตกใจมากอยู่ดี

            เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆแค่นี้ เสิ่นเสวียนเติบใหญ่ขึ้นจนทำให้เขาต้องเงยหน้ามองแล้วแม้พลังยุทธ์จะยังไม่เท่ากับเขา แต่ก็เข้าใจในการต่อสู้เพื่อความเป็นความตายอย่างแท้จริงและเสิ่นเสวียนสามารถสังหารเขาได้

            “มีบางอย่างที่ไม่รู้จะบอกเจ้าดีไหม”

            เสิ่นล่างกล่าวออกมาแล้วหยุดลงเพียงเท่านี้

            “ผู้เฒ่าล่างว่ามาได้เลย”

            “ท่านผู้นำมีพรสวรรค์โดดเด่นข้าไม่กังวลเรื่องการฝึกตน แต่หากออกไปภายนอกต้องพยายามไม่โดดเด่นมากนักคนจากสำนักยิ่งใหญ่เหล่านั้นที่พวกเราเจอครั้งก่อนแต่ละคนมีอำนาจเบื้องหลังสูงเสียดฟ้า หาใช่สิ่งที่พวกเราเทียบได้”

            เสิ่นล่างครุ่นคิดรู้สึกว่าอย่างไรก็ต้องกล่าวเตือนออกไปเช่นนี้

            “ขอบคุณผู้เฒ่าล่างที่ย้ำเตือนข้าจะจดจำไว้”

            เสิ่นเสวียนโค้งกายคารวะเสิ่นล่างเพราะเสิ่นล่างมาเตือนเขาด้วยความหวังดีในตระกูลเสิ่นคนที่เขาเป็นห่วงที่สุดคือเสิ่นเสี่ยวเม่ยส่วนคนที่เคารพที่สุดคือเสิ่นล่าง ตอนที่ตนเองยังอ่อนแอมาก เสิ่นล่างช่วยเหลือเขาตั้งมากมายหากไม่ใช่เพราะเสิ่นล่าง เขาจะรอดชีวิตมาถึงทุกวันนี้ได้หรือเปล่ายังมิอาจรู้ได้

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าต้องขอตัวก่อน”

            “ผู้เฒ่าล่างช้าก่อนนี่คือยาน้ำสกัดจากหลินจือโมรา กินเข้าไปขณะที่ท่านจะทะลวงเลื่อนไปถึงขั้นราชันจะช่วยให้ท่านทำสำเร็จได้อย่างแน่นอน แต่จำไว้ว่าต้องใช้ในช่วงเวลาสำคัญเท่านั้นไม่เช่นนั้นจะเกิดผลกลับกัน”

            เสิ่นเสวียนส่งยาน้ำสกัดจากหลินจือโมราให้เสิ่นล่างหนึ่งขวด

            “ท่านผู้นำมูลค่าของมันสูงเกินไป การฝึกตนของเจ้าสำคัญกว่าข้า”

            เมื่อเห็นยาน้ำสกัดจากหลินจือโมราเสิ่นล่างยกมือปฏิเสธทันที ได้เห็นของล้ำค่าเช่นนี้แล้วยังสามารถปฏิเสธได้อีกเพียงพอที่จะทำให้เห็นถึงนิสัยของเสิ่นล่างแล้ว และเพราะเขารู้อย่างหนึ่งคือ ยาน้ำสกัดเหล่านี้อยู่ในมือของเสิ่นเสวียนจะเกิดผลดียิ่งกว่า

            “ข้าเก็บไว้เยอะแล้วผู้เฒ่าล่างไม่ต้องเกรงใจหรอกพลังของท่านเพิ่มขึ้นจะช่วยเหลือตระกูลเสิ่นได้ดียิ่งกว่าเดิม ใช่แล้วขวดสีดำใบนี้หากใช้เสร็จแล้วให้เก็บดีๆ อย่าเปิดเผยออกไปเด็ดขาดไม่เช่นนั้นอาจนำภัยมาถึงตนได้”

            เสิ่นเสวียนกำชับอย่างชัดเจนสิ่งที่เขากล่าวไม่เกินไปเลย

            มูลค่าของขวดสีดำใบนี้เพียงพอที่จะได้ชื่อว่าเป็นของล้ำค่าขั้นปฐพีระดับสูงสุดในทวีปหลิงโซ่วเป็นรองเพียงขั้นสวรรค์เท่านั้น

            สิ่งของในโลกแห่งการฝึกตนนี้แบ่งระดับขั้นออกเป็นขั้นสวรรค์ ขั้นปฐพี ขั้นลึกลับ และขั้นอเวจีแม้แต่ของล้ำค่าขั้นลึกลับยังมีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นในเมืองอวี่ฮว่าไม่ต้องกล่าวถึงขั้นปฐพีและขั้นสวรรค์เลยหม่าเมี่ยนที่เป็นเซียนวิญญาณในยมโลกพกติดตัวเอาไว้จะเป็นสิ่งของไม่ดีได้อย่างไร

            “ได้”

            เสิ่นล่างไม่ได้ผลักไสอีกเขารับขวดมาเก็บไว้ทันที และยังครุ่นคิดถึงที่มาของขวดสีดำนั้นไปด้วยแม้แต่เสิ่นเสวียนยังกล่าวเช่นนี้แสดงว่าขวดสีดำใบนี้ต้องไม่ธรรมดาขณะที่รับขวดสีดำมา เขามิอาจตรวจสอบได้เลยว่ามันทำมาจากอะไรยิ่งทำให้เขาระมัดระวังยิ่งขึ้น ใช้เสร็จแล้วต้องเก็บให้ดีๆ

            หลังจากเสิ่นล่างออกไปแล้วเสิ่นเสวียนเดินเข้าไปในลานตระกูลเสิ่นเพียงลำพังคนในตระกูลแต่ละคนไม่ว่าชายหรือหญิง เด็กหรือแก่เมื่อเห็นเสิ่นเสวียนต่างโค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานทำให้เสิ่นเสวียนกลายเป็นเทพผู้พิทักษ์สำหรับคนเหล่านี้ไปแล้ว

            ทว่าเสิ่นเสวียนไม่ได้เย่อหยิ่งเขาพยักหน้าน้อยๆ เป็นการตอบรับให้กับคนเหล่านี้

            เขาเดินไปถึงหอคอยที่สูงที่สุดในตระกูลเสิ่น

            หากนั่งอยู่บนหอคอยนี้จะมองเห็นเมืองอวี่ฮว่าถูกปกคลุมไปด้วยหิมะความกว้างใหญ่ของอาณาเขตที่หิมะปกคลุมอยู่ หากอยากให้มันหลอมละลายทั้งหมดอย่างน้อยต้องถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเสียก่อน

            และด้านหลังของเสิ่นเสวียนมีเด็กหนุ่มยืนอยู่ผู้หนึ่งพวกเขาสองคนแม้มีอายุใกล้เคียงกันแต่ให้ความรู้สึกเหมือนเสิ่นเสวียนเป็นผู้ใหญ่มากกว่า

            เด็กหนุ่มคนนี้คือเสิ่นเลี่ยนนั่นเอง

            เสิ่นเสวียนเคยบอกแล้วว่าจะทำให้เสิ่นเลี่ยนมีพลังถึงขั้นบรรพบุรุษภายในสองปี

            “พรุ่งนี้ออกจากเมืองอวี่ฮว่าไปกับข้า”

            เสิ่นเสวียนมองทิวทัศน์ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะของเมืองอวี่ฮว่าพลางกล่าวเสียงเรียบ

            “ขอรับ”

            เสิ่นเลี่ยนพยักหน้าตอบรับอยู่ด้านหลังแววตาของเขาฉายความตื่นเต้นออกมา

            “ข้าเคยบอกไว้ว่าจะทำให้เจ้ามีพลังยุทธ์ถึงขั้นบรรพบุรุษภายในสองปีแต่อย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไป เจ้าจะต้องลำบากกว่าคนอื่นหลายเท่า”

            “เสิ่นเลี่ยนเข้าใจ”

            เสิ่นเลี่ยนพยักหน้าอยู่ด้านหลังอีกครั้งเขาเตรียมใจมานานแล้ว

            “ดีไปเก็บข้าวของให้พร้อม พรุ่งนี้เจ้ามาเจอกันที่ประตูตระกูลเสิ่น”

            “ขอรับ”

            เสิ่นเลี่ยนกล่าวกับเสิ่นเสวียนแล้วเขาก็ถอยออกไป บนหอคอยจึงเหลือเพียงเสิ่นเสวียนยืนอยู่ตามลำพังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

            เขามองดูเงียบๆอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ

            เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อเสิ่นเสวียนยกมือขึ้นชี้ไปในมิติรอบๆ หลายครั้งทุกครั้งที่ชี้ออกไปจะทำให้เกิดระลอกคลื่นขึ้นเหมือนเอานิ้วจุ่มน้ำ

            หลังจากนั้น มิติรอบๆร่างของเขากลายเป็นม่านพลังโปร่งแสงขึ้นมาเสิ่นเสวียนปล่อยพลังออกไปอีกทำให้ม่านพลังขยายใหญ่ขึ้นปกคลุมทั่วทั้งหอคอยเอาไว้

            นี่คือม่านพลังที่สามารถปกปิดไอพลังได้แต่ไม่เพียงแค่นี้ ภายนอกมองเข้ามาตรงนี้เหมือนกับไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรยังเป็นเคล็ดวิชาเซียนที่เหนือชั้น ‘วิชาเร้นกาย’

            หลังจากจัดการทุกอย่างแล้วพลันมีเศษชิ้นส่วนสีแดงเพลิงนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นภายในมิติของเขา

            เศษชิ้นส่วนเหล่านี้คือกระบี่เพลิงที่โดนหานหนานเทียนทำลายไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน