“ถ้าพ่อมึงมีสึกแล้วทำไมไปขายขยะวะกระจอกนี่หว่า”
โปเต้เถียงลูกพลับ เด็กชายไม่รู้จักคำว่า ‘สึก’ ไม่รู้ว่าการบวชแล้วลาสิกขาออกมาเรียกว่า‘สึก’ จึงเข้าใจได้ถูกต้อง(แม้อีกฝ่ายจะเถียงผิด)ว่าลูกพลับเถียงเขาว่าพ่อของตัวเองมีการศึกษาโดยพูดย่อๆ ว่าสึก
“ป๊ะป๋าไม่ได้ขายขยะสักหน่อยป๊ะป๋าขายเพลทต่างหาก”
“ถุ๊ย! พ่อมึงมันคุ้ยขยะตัวเหม็นขี่ซาเล้งขายขยะกินโว้ย!”
โปเต้ไม่ด่าเปล่าเดินเข้ามาเอามือผลักหัวลูกพลับจนเด็กชายหน้าหงาย
เด็ก ๆ เถียงกันมาถึงตรงนี้พวกผู้ใหญ่ที่ตอนแรกฟังผ่านหูไปเรื่อยเพราะไม่อยากยุ่งเรื่องทะเลาะกันของเด็กๆ ก็เริ่มจะหันมาสนใจบ้างแล้ว เพราะคำพูดคำจาคำต่อว่าของเจ้าเด็กอ้วนนี่มันฟังดูร้ายกาจเกินเด็ก น่าขัดหูซะจริง ๆ เลย
“ไอ้เด็กนี่มันลูกใครวะทำไมถึงกล้ามาลบหลู่ทิดวัฒน์คนดีของสังคมแบบนี้”
ลุงขายลูกชิ้นปิ้งกระซิบถามลูกค้าที่ยืนรอลูกชิ้นอยู่แถวๆ นั้น
ทิดวัฒน์ในเวลานี้เป็นที่รู้จักของคนในย่านร้านตลาดแถวนี้ในฐานะของคนที่เคยเลวแต่กลับเนื้อกลับตัวมาเป็นคนดีบวชเรียนปฏิบัติดีน่าเลื่อมใส รู้จักทำมาหากินแล้วยังเคยช่วยชาวบ้านให้รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมมาได้อีกต่างหาก
“ไม่รู้สิรู้แต่ว่าอย่าให้เฮียฮั้วกับเจ๊พรมาได้ยินเด็ดขาดเลยนะ ไอ้เด็กนี่เด๊ดสะมอเร่[1]แน่ ๆ” ลูกค้าร้านลูกชิ้นกระซิบตอบ
เด็กร่างอ้วนได้ยินที่ผู้ใหญ่นินทาตัวเองเป็นเงา ๆ อย่างจับใจความไม่ได้แต่พอฟังรู้อยู่ว่าถามหาถึงพ่อของเขาก็ยิ่งให้กร่างหนักขึ้น
มันก็แน่อยู่แล้วว่าพ่อของโปเต้น่ะ ทำงานธนาคารแต่งตัวดูดี ใคร ๆ ก็เชื่อถือ ไม่ขี้เมาเหมือนพ่อของไอ้เด็กลูกพลับนี่หรอก
“ป๊อดเอ๊ย! มึงมันก็แค่ลูกคนเก็บขยะ”
โปเต้ไม่ด่าเปล่า แกล้งผลักลูกพลับจนเด็กชายเซถอยหลังแล้วเจ้าเด็กตัวยักษ์ก็เดินรุกตามเข้าไปอีก
“พ่อมึงสู้พ่อกูไม่ได้หรอก พ่อกูมีการศึกษาแต่งตัวดี แต่พ่อมึงเหม็นเน่าเก็บเสื้อจากขยะมาใส่”
เด็กอ้วนว่าแล้วก็ผลักอกลูกพลับให้อีกจนคราวนี้เด็กชายล้มหงายหลัง
“พ่อของลูกพลับซื้อเสื้อใหม่นะ หล่อด้วย!”
ลูกพลับเถียงพร้อมกับลุกยืนขึ้นมาแต่ก็ถูกเด็กอ้วนผลักให้ล้มลงไปอีก
“ไอ้ขี้โกหกเสื้อพ่อมึงเหม็นเน่าเก็บมาจากขยะ เสื้อมึงก็เหม็นเน่าเก็บมาจากขยะไอ้พวกคุ้ยขยะกินเอ๊ย!”
โปเต้ตามไปเตะลูกพลับที่ล้มกลิ้งอยู่กับพื้น
“เฮ่ย… แบบนี้ชักไม่ดีแล้วนะเจ้าอ้วนถอยออกมานี่”
เมื่อเห็นว่าอาจจะมีเรื่องชกต่อยกันผู้ใหญ่คนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นก็เข้ามาดึงคอเสื้อนักเรียนของโปเต้ลากเด็กชายให้ถอยห่างออกมาแต่โปเต้กลับสะบัดตัวออกทันควัน
“ลุงอย่าเสือก นี่มันเรื่องของผม!”
เด็กตัวโตเถียงจังหวะนั้นลูกพลับลุกขึ้นมาได้พอดีก็พุ่งตัวเข้าใส่โปเต้ชกพุงเจ้าตัวยักษ์ด้วยกำปั้นเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ทำให้อันธพาลคนนั้นรู้สึกเจ็บคันอะไรเลยแม้แต่น้อย
“พี่เต้ต้องขอโทษลูกพลับก่อนพี่เต้ว่าพ่อของลูกพลับ” เด็กน้อยโวยวาย
“ใช่! แกต้องขอโทษเจ้าหนูนี่ก่อนแล้วก็ขอโทษลุงด้วย เด็กอะไรวะ ปากหมา_ิบหาย”
ชายคนที่เข้าไปห้ามทัพดึงคอเสื้อเด็กตัวยักษ์ไว้อีกครั้งโปเต้ดิ้นพล่าน พยายามสะบัดตัวเองออกแต่คราวนี้ทำไม่สำเร็จ
“ปล่อยกูโว้ย! ก็บอกว่าอย่ามาเสือก”โปเต้โวยวาย
“ลุงเสือกได้ ลุงมีบัตรเสือก”
ชายคนนั้นว่าพร้อมกับใช้มือหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบการ์ดกระดาษแข็งสีทองออกมาใบหนึ่งยื่นให้เด็ก ๆ ดูมีตัวอักษรตัวใหญ่พิมพ์ชัดอยู่บนการ์ดใบนั้นว่า
‘บัตรเสือก’[2]
โปเต้เห็นอย่างนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้างไปเลยทีเดียวเขาเพิ่งรู้ว่าถ้ามีบัตรใบนี้แล้วจะสามารถใช้เสือกได้ในทุก ๆ เรื่องจริง ๆ ด้วยเหรอเนี่ย!?
“พ่อของลูกพลับไม่ได้เก็บเสื้อมาจากขยะลูกพลับก็ใส่เสื้อใหม่ที่พ่อซื้อให้ ห้ามพี่เต้มาว่าพ่อของลูกพลับพี่เต้ต้องขอโทษลูกพลับด้วย!”
เด็กชายตัวเล็กยังยืนกรานเสียงแข็ง
ตอนนี้ลูกพลับแทบจะลืมไปแล้วว่าโปเต้ยึดรถฟาราเร่ของตนไปเด็กชายโกรธมากกว่าในเรื่องที่โปเต้มาด่าว่าพ่อของตนเองแบบนี้
พ่อของลูกพลับเคยเมาเหล้า เคยเก็บขยะขายก็จริงแต่ว่าตอนนี้พ่อไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว พ่อขยันทำงานขายเพลทได้เงินมาเยอะแยะก็เอามาซื้อเสื้อดี ๆ ให้ลูกพลับใส่ ซื้อขนมอร่อย ๆ ให้ลูกพลับกินแล้วก็ซื้อหนังสือให้ลูกพลับอ่านด้วย พ่อของลูกพลับเก่งแล้วก็ใจดีที่สุดในโลกเลยนะ
“กูไม่ขอโทษ พ่อมึงมันเป็นขยะขี้เหม็น”
โปเต้ยังด่าตอบโต้ เขาอยากจะเข้าไปต่อยไอ้เด็กลูกพลับนี่ติดก็แค่ว่าถูกไอ้ลุงที่พกบัตรเสือกคนนี้หิ้วคออยู่
“พี่เต้นิสัยไม่ดี!!” ลูกพลับตะโกนเสียงดังลั่น
ทำยังไง ๆ เจ้าเด็กยักษ์นี่ก็ไม่ยอมขอโทษที่ด่าพ่อของเขาตอนนี้ลูกพลับรู้สึกว่าตัวเองโกรธมากจริง ๆ แล้วนะ!
เด็กชายไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองแต่ข้างในอกของเขามันร้อนจุกขึ้นมา แล้วก็เหมือนกับมีลูกบอลไฟหมุนวน ๆ อยู่ตรงหน้าอกทำให้รู้สึกเกรี้ยวกราดมากยิ่งขึ้น
ป๊ะป๋าเคยบอกลูกพลับว่าการต่อยตีและลงไม้ลงมือกับคนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องดีแต่ไอ้โปเต้ปากหมาคนนี้มันมาว่าป๊ะป๋าแล้วก็ไม่ยอมขอโทษด้วยลูกพลับทนไม่ไหวแล้วนะ! คนแบบนี้มันสมควรจะโดนต่อยปากจนปากแตกเข้าสักทีอยู่แล้ว
และในตอนที่คิดอย่างนั้นเด็กชายก็รู้สึกเหมือนกับว่าทั่วร่างเย็นวาบไปหมดแต่ในส่วนมือ… กำปั้นที่เขากำหมัดเอาไว้แน่นด้วยแรงโทสะกลับร้อนผ่าวขึ้นมาลูกพลับเงื้อหมัดของตนขึ้น หวังจะพุ่งเข้าไปชกใส่ปากของไอ้เต้ปากหมานี่เข้าจัง ๆ สักหมัดและฉับพลันในขณะที่เด็กชายพุ่งตัวเข้าไป…
“ลูกพลับ!!”
เสียงภานุวัฒน์ตะโกนดังพร้อมกับที่เด็กชายรู้สึกว่าร่างของตนถูกทำให้ลอยวืดขึ้นจากพื้นแล้วอยู่ดี ๆ บอลร้อน ๆ ที่ในอกของลูกพลับก็เหมือนกับแตกปุ้งออกมา
หนูน้อยรู้สึกว่าในหัวของตนเองมึน ๆ งงๆ แล้วพอกะพริบตาไล่ความงงออกไปก็พบว่าตนเองถูกป๊ะป๋าอุ้มขึ้นมาไว้แนบอกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ลูกพลับไม่เป็นไรนะครับ ป๊ะป๋าอยู่ตรงนี้แล้ว”
ภานุวัฒน์ปลอบเสียงสั่นมือใหญ่ยกขึ้นลูบหัวลูกชายทั้งยังหอมหัวหอมแก้มฟัดเด็กน้อยอย่างทะนุถนอมโดยไม่เกรงใจสายตาของชาวตลาดที่ล้อมวงมุงดูอยู่
ในสถานการณ์แบบนั้น…
ชาวตลาดที่แอบเหล่เด็กทะเลาะกันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ต่างก็รู้ดีอยู่ว่าใครถูกใครผิดแต่ว่าทิดวัฒน์คนนี้เพิ่งจะโผล่มาตอนเข้าด้ายเข้าเข็มที่ลูกชายตัวเองกำลังเงื้อหมัดจะพุ่งไปชกคนอื่น
ตามปกติแล้วถ้ามาเห็นฉากแค่นี้จะต้องคิดว่าลูกชายตัวเองเป็นอันธพาลไปรังแกคนอื่นสิแต่ทำไมถึงทั้งกอดทั้งฟัดปลอบอกปลอบใจทะนุถนอมเหมือนกับว่าเจ้าหนูลูกพลับนี่ถูกทารุณกรรมโดนอัดจนร้องไห้ไปแล้วสักสามยกอย่างนั้นแหละ
นี่มัน...
สุดยอดตัวอย่างของคุณพ่อหลงลูกนัมเบอร์วันเลยนี่หว่าแบบนี้!
[1]เด๊ดสะมอเร่ (คำฮิตในยุคเก้าศูนย์) เป็นภาษาไทยปนอังกฤษ (ทิงลิช)มีความหมายว่า 'ตาย' ที่มาของศัพท์มาจากชื่อเพลงว่า That's Amore โดยคำว่า Amore นั้นเป็นภาษาอิตาลี ที่แปลว่าความรักชื่อเพลง That's Amore จึงแปลว่า นั่นคือความรัก แต่เนื่องจากคำว่า That's นั้นออกเสียพ้องกับคำว่าเด๊ดแล้วเนื้อร้องก็ต่อด้วยคำว่า Amore ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษคนไทยที่ได้ยินจึงไม่เข้าใจความหมาย แล้วคิดว่า เด๊ดสะมอเร่ = ตายต่อมาจึงกลายเป็นศัพท์ทิงลิชที่บรรจุในพจนานุกรมว่า เด๊ดสะมอเร่ แปลว่า ตาย
[2]บัตรเสือก การ์ดของเล่นในยุคเก้าศูนย์ในยุคนั้นเวลาใครเผือกเรื่องของใครก็มักจะมีคนด่ากลับมาในทำนองว่า‘คิดจะเสือก มีบัตรเสือกไหม’ ในภายหลังก็ได้มีการผลิต ‘บัตรเสือก’ออกมาขายอย่างจริงจังหลากหลายดีไซน์ ตามแต่ที่ผู้ผลิตจะครีเอท