ค่ำคืนดึกสงัด เสียงแมลงตามราวป่าร้องระงม ผู้คนต่างนอนหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น .. ตอนนี้ยังห่างจากยามฟ้าสางอีกสามชั่วโมง
"ไอ้ทัย ... ตื่นได้แล้ว เกียจคร้านสันหลังยาวนะเมิง" เสียงร้องเรียกจากชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
"อื่ออออ ..." เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกตื่นจากความฝัน มันกำลังใช้เพลงมวยขั้นสุดยอดประมือกับผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับปรมาจารย์
"วันนี้รายการอาหารมากมายนัก รีบลุกตามข้าไปโรงครัว บัดเดี๋ยวนี้" ชายวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวพร้อมเดินลิ่วหายไป
"ขอรับ ... ลุง ..." เสียงตอบรับจากเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มโดดเด้งจากผืนเสื่อ ผลัดเปลี่ยนนุ่งผ้าผืนน้อยวิ่งไปหลังเรือนคนงาน
เสียงราดน้ำดัง .. ซูมมม .. ซูมมมมมม .. น้ำจากตุ่มเย็นเฉียบราดรดหัวขับไล่ความง่วงหาวไป
ด้วยแสงสว่างจากตะเกียงอันน้อย มันคือเด็กหนุ่ม 'อุทัย' .. ตอนนี้อายุสิบหกปีแล้ว ผิวสองสีรูปร่างผอมได้สัดส่วน ความเคลื่อนไหวแคล่วคล่องปราดเปรียว สองตายามกะพริบซ่อนประกาย ผมเกรียนดังนักบวช รูปหน้าจัดว่าหล่อเหลาอยู่บ้าง
.. เมื่อสามปีก่อนอุทัยเดินทางมาจากแคว้นอันห่างไกล ด้วยชะตาอันอาภัพมันสูญเสียบิดามารดาในภัยา ทั้งไม่ญาติผู้อื่นอีก มารดาผู้ล่วงลับเป็ชาวอโยธยาติดตามบิดาของมันไปอยู่ยังมัธยะปุรา .. จึงมีสายเือโยธยาอยู่กึ่งหนึ่ง
อุทัยได้มาขอฝากตัวเป็ศิษย์ที่ 'สำนักตักสิลา' แห่งนี้ แต่กลับได้เป็เพียงแค่เด็กรับใช้ภายในสำนักเท่านั้น
.. วันนี้เป็วันสำคัญของ 'สำนักตักสิลา' .. งานคัดเลือกศิษย์ใหม่ซึ่งจะจัดประจำทุกๆ ปี
เช้าวันนี้โรงอาหารของสำนักคึกคักเป็พิเศษ เหล่าศิษย์ชั้นตรีต่างตื่นมารับประทานอาหารเช้าั้แ่ก่อนตะวันขึ้น
อาหารหอมกรุ่นถูกปรุงเสร็จใหม่ ถูกอุทัยลำเลียงมายังโรงอาหาร ระหว่างทำงานอยู่นั้นก็มีศิษย์ของสำนักกล่าวทักทาย
"ไอ้ทัย เอ็งไม่ลองขอคัดเลือกเป็ศิษย์อีกครั้งเล่า !!! "
"ข้าว่า เอ็งคงต้องเริ่มเรียนั้แ่ชั้นอนุบาลแล้ว"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..."
กลุ่มศิษย์หัวโจกกลุ่มหนึ่งหัวเราะอย่างสนุกสนาน พวกมันพากันพูดล้อเลียนอุทัยราวกับมันเป็ตัวตลก เป็การเพิ่มรสชาติอาหารเช้าให้โอชะยิ่งขึ้น
"สองสามปีก่อนมันไม่ผ่านการคัดเลือก คุกเข่าอ้อนวอนอยู่สามวัน ท่านรองฯ จึงรับมันมาเป็เด็กทำงานในโรงครัว"
"กลับมีเหตุการณ์โง่เง่าเช่นนั้น ..”
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..."
ไม่ว่ามันไปที่ใดจะมีเสียงเหยียดหยามอยู่เสมอ ในมโนสำนึกของผู้คนการได้ยกตนข่มผู้ที่อ้อนด้อยกว่า เป็ส่งที่ทำให้ตนเองภูมิใจและรู้สึกสูงส่ง ยิ่งสิ่งเหล่านี้เกิดกับเด็กรับใช้ผู้หนึ่ง หามีใครสนใจไม่ .. อุทัยเองก็ชินชาเสียแล้ว
ราวแปดโมงเช้าการคัดเลือกศิษย์ใหม่ก็เริ่มขึ้น โดยมีท่านรองเ้าสำนักเป็ประธาน มีเด็กน้อยเข้าร่วมคัดเลือกกว่าพันคน แต่จำนวนพ่อแม่และญาติพี่น้องที่ติดตามมาด้วยกลับมีมากเสียยิ่งกว่ามาก
สถานที่คัดเลือกศิษย์ถูกจัดเตรียมตกแต่งั้แ่หลายวันก่อน อาคารไม้ชั้นครึ่งแขวนป้าย 'ตักสิลา' เป็อาคารหลักดูเก่าแก่เข้มขลัง ปีกซ้ายขวามีอาคารไม้ยื่นตั้งฉากออกมา โอบล้อมตรงกลางคือลานหินกว้างกว่าร้อยวา เป็จัตุรัสหลักของสำนักมีเด็กรุ่นนั่งเรียงเป็แถวพันกว่าคน กว่าเก้าส่วนมีอายุหกถึงแปดปี
ด้านในอาคารหลักจัดที่นั่งสำหรับคณะครูของสำนักและที่รับรองพิเศษแก่แขกผู้ทรงเกียรติ ด้านอาคารปีกซ้ายขวาจัดที่นั่งแก่ผู้บุคคลทั่วไป ผู้คนพันกว่าคนเบียดเสียดรอชมบุตรหลานรับการคัดเลือกเข้าสำนัก
หากผ่านการคัดเลือกเข้าสู้สำนักตักสิลานับว่าสร้างความมีหน้ามีตาให้แก่วงศ์ตระกูลยิ่งนัก บรรดาเ้าเมือง คหบดี และตระกูลใหญ่ตามหัวเมืองทั้งแคว้นอโยธยา ต่างมุ่งหวังให้ลูกหลานได้เป็ศิษย์ของสำนักนี้ทั้งสิ้น หากบุตรหลานได้เข้าเป็ศิษย์ต้องมีการปิดเมืองฉลองอย่างแน่นอน
ตามกฎของสำนัก การรับศิษย์ต้องรับั้แ่ยังเป็เด็กอายุหกถึงสิบขวบปี เพื่อฝึกพลังฝีมือและบ่มเพาะตามแนวทางของสำนัก สำหรับผู้มีพร์แล้วอายุสิบสองสิบสามปียังไม่ถือว่ามากเกินไป แต่ต้องได้รับการพิจารณาจากคณะครูมวยเสียก่อน
อุทัยมาขอฝากตัวเป็ศิษย์เมื่ออายุได้สิบสองปีแล้ว ถึงแม้ส่วนสัดโครงกระดูกของมันจะได้ลักคณาเหมาะแก่การฝึกมวยยุทธ์ แต่กลับมิมีครูมวยท่านใด้ารับไว้ ประกอบกับขัดสนไร้เงินทอง ได้แต่ก้มหน้าเป็เด็กรับใช้มองดูเด็กรุ่นเดียวกันร่ำเรียนอยู่ในสำนักแห่งนี้
แต่มันก็มิได้อยู่ว่างเฉย แอบลอบเรียนวิชายุทธ์และวิชาอ่านเขียน บ้างพอมีเวลาก็ไปทำงานแบกหามตามท่าเรือ หรือร้านค้าต่างๆ .. กลับมีเื่ชกต่อยกับบุคคลภายนอกอยู่ไม่ขาด แต่หากอยู่ภายในสำนักมันจะสงบเสงี่ยมยิ่งนัก
ถึงเวลาแล้ว รองเ้าสำนักตักสิลา 'ครูมวยมั่น' กล่าวเปิดงาน
"ขอคารวะทุกท่าน ... เป็เกียรติของสำนักยุทธ์เราอย่างยิ่ง ที่ได้ต้อนรับผู้แสวงหามรรคาแห่งยุทธ์เช่นพวกท่าน"
เสียงเปล่งจากพลังปราณกลบเสียงจอแจของบุคคลทั้งหลาย ...
ผู้คนทั้งบริเวณลานและอาคารกว่าสองพันคนต่างยืนพร้อมโค้งรับคารวะต่อครูมวยมั่น
ครูมวยมั่นเป็บุรุษสูงกำยำผิวดำกร้านไว้หนวดเคราอายุราวห้าสิบเศษ มันไม่เยิ่นเย้อกล่าวถึงระเบียบขั้นตอนโดยสังเขป
"การคัดเลือกศิษย์รุ่นที่ห้าร้อยยี่สิบห้าจะเริ่มขึ้นในบัดดล จำกัดเพียงสามร้อยคนเท่านั้นที่จะได้รับคัดเลือก"
"การคัดเลือกจะใช้ 'มุกชำระจิต' ของวิเศษประจำสำนักเราคัดเลือกผู้เหมาะสมก่อน หากได้จำนวนไม่ถึงสามร้อย ... ในส่วนที่เหลือเรา ครูมวยมั่นจักเป็ผู้คัดเลือกเอง"
'มุกชำระจิต' เป็วัตถุวิเศษใช้ตรวจสอบสภาพร่างกาย จิตใจ ระดับยุทธ์ สามารถแสดงระดับพร์ของผู้คนได้
"การคัดเลือกศิษย์ประจำปีนี้ ... เริ่มได้"
สิ้นสุดเสียงครูมวยมั่นบรรดาผู้รอการคัดเลือกและผู้ติดตามต่างหัวใจเต้นแรง ทั้งหมดตื่นเต้นยิ่ง..
ปรากฏก้อนกลมสีขาวนวลผ่องใสลอยขึ้นกลางฝ่ามือขวาของครูมวยมั่น
มุกชำระจิต !!!
การคัดเลือกศิษย์ใหม่ดำเนินขึ้นทันที เสียงขานชื่อผู้เข้าคัดเลือกจากครูมวยท่านหนึ่ง "ลำดับแรก ... บุญลั่น เมืองเพชรปราการ อายุหกขวบปี หนึ่งเดือน กับสิบวัน"
ลำดับของผู้คัดเลือกถูกเรียงตามอายุโดยลำดับ โดยเริ่มจากผู้ที่อายุน้อยสุด
เด็กหนุ่มวัยหกขวบหัวแถวลุกก้าวเดินมายังหน้าครูมวยมั่น บุคคลในที่นั่งรับรองพิเศษผู้หนึ่งยืดกายขึ้น จดจ่อยังแสงสีขาวนวลนั้น .. มันคือเ้าเมืองเพชรปราการนั่นเอง วันนี้มันตื่นั้แ่ก่อนไก่โห่พาบุตรชายคนเล็กมาสู่สำนักตักสิลา
ลำแสงสีนวลจากมุกชำระจิตส่องมายังหน้าผากเด็กน้อยนั้น ราวสามลมหายใจมุกชำระจิตทอประกายสีแดงสดใส
"ผ่าน !!! เข้าสู่บ้านอัคคี..." เสียงครูมวยมั่นดังลั่น
"เฮ้ ฮฮฮฮฮฮ !!!!!" เสียงเฮจากบรรดาผู้ติดตามเ้าเมืองเพชรปราการดังลั่น เ้าเมืองก็ยิ้มแก้มแทบปริแตก
เด็กน้อยดีใจยิ่ง หันมามองที่บิดาแล้วเดินไปอีกฟากของลาน นั่งหน้าป้ายจารึกคำ 'อัคคี'
"เฮ้ ฮฮฮฮฮฮ !!!!!" เสียงเฮจากบรรดาศิษย์สำนักกลุ่มหนึ่ง
พวกมันแต่งชุดฝึกยุทธ์สีเทาปักรูปเปลวอัคคีบนหน้าอกขวา มันคือศิษย์ปัจจุบันของบ้านอัคคีนั่นเอง
"ลำดับสอง ... ชาตรี เมืองชัยอุดร อายุหกขวบปี หนึ่งเดือน กับยี่สิบสองวัน" เสียงขานชื่อลำดับถัดไป
เด็กน้อยผู้หนึ่งลุกเดินไปตรงหน้าครูมวยมั่น ดูมันประหม่า น้ำตาซึมหันมามองยังบุคคลผู้หนึ่งบนที่นั่งรับรองพิเศษ .. นั่นคือแม่ทัพใหญ่ของเมืองชัยอุดรหัวเมืองสำคัญของมณฑลอุดร ผู้เป็บิดาของเด็กน้อยนั้น
มุกชำระจิตเปลี่ยนกลับเป็สีขาวนวลเช่นเดิม ส่องลำแสงมายังหน้าผากเด็กน้อย ราวสี่ลมหายใจมุกชำระจิตทอประกายสีเหลืองเรืองรอง
"ผ่าน !!! เข้าสู่บ้านวายุ ..." เสียงครูมวยมั่นกล่าวเสียงดัง
"เฮ้ ฮฮฮฮฮฮ !!!!!" เสียงเฮจากผู้ติดตามมาจากเมืองชัยอุดร ผู้เป็บิดายังสีหน้าเรียบเฉยส่งยิ้มให้บุตรคราหนึ่ง
"เฮ้ ฮฮฮฮฮฮ !!!!!" เสียงเฮจากบรรดาศิษย์สำนักที่หน้าอกปักรูปวายุดังลั่นไม่แพ้กัน
เด็กน้อยยังประหม่า เดินงงๆ ไปนั่งหน้าป้ายจารึกคำ 'วายุ'
"ลำดับสาม ... ชัยชิต เมืองเขตขันท์ อายุหกขวบปี สองเดือน กับหกวัน" เสียงขานเรียกผู้เข้าคัดเลือก
เด็กน้อยลำดับถัดไปเดินด้วยความมั่นใจไปหาครูมวยมั่น หลังการตรวจสอบมุกชำระจิตทอประกายสีน้ำเงินเข้มสดใส
"พร์เป็เลิศ !!! ผ่านเข้าสู่บ้านวารี ..." เสียงครูมวยมั่นกล่าวชื่นชม
"เฮ้ ฮฮฮ!!!!!" เสียงเฮเบาๆ จากบรรดาศิษย์สำนักที่หน้าอกปักรูปหยดน้ำ
มาถึงเด็กน้อยผู้หนึ่งรูปร่างผอมกะหร่อง มันเดินมาหยุดหน้าครูมวยมั่น ผ่านไปสิบลมหายใจแล้วมุกชำระจิตไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด
"ไม่ผ่าน !!! เ้ายังไม่ได้รับคัดเลือก..."
"!!!!!" ผู้ติดตามเงียบงัน เด็กน้อยผู้นี้เป็บุตรชายของคหบดีผู้หนึ่ง
เด็กน้อยน้ำตาไหลนอง เดินไปนั่งลงอีกฟากหนึ่งของลาน
การคัดเลือกโดยมุกชำระจิตยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
"ผ่าน !!! เข้าสู่บ้านภูผา..."
"ไม่ผ่าน !!! เ้าไปรอด้านโน้น..."
"ผ่าน !!! เข้าสู่บ้านวายุ..."
"ไม่ผ่าน !!! เ้าไปรอก่อน..."
"ดีเยี่ยม !!! เข้าสู่บ้านอัคคี..."
"ไม่ผ่าน !!! เ้าไปรอก่อน..."
"ไม่ผ่าน !!! "
"ไม่ผ่าน !!!"
"ไม่ผ่านอีกแล้ว ..."
หมดทั้งสิ้นหนึ่งพันสองร้อยสี่สิบหกคน รอบแรกนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกจากมุกชำระจิตเพียงแค่ร้อยห้าคน เด็กเหล่านี้คือกลุ่มผู้มีพร์ในเชิงยุทธ์เหมาะกับการบ่มเพาะและทุ่มเททรัพยากรของสำนัก
พวกมันถูกคัดเลือกตามพื้นฐานสภาพร่างกาย พลังจิต และเส้นลมปราณ ซึ่งแบ่งเป็สี่กลุ่มตามธาตุหลัก ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ธาตุดินถูกส่งไป 'บ้านภูผา'
ธาตุน้ำถูกส่งไป 'บ้านวารี'
ธาตุลมถูกส่งไป 'บ้านวายุ'
ธาตุไฟถูกส่งไป 'บ้านอัคคี'
ยังเหลือที่ว่างอีกร้อยเก้าสิบห้าลำดับ ในรอบต่อไปเป็การคัดเลือกจากกลุ่มผู้ที่ตกรอบแรก ครูมวยมั่นเดินมาตรงหน้ากลุ่มเด็กที่รอรับการคัดเลือกฝ่ามือซ้ายมีดวงจิตกลมสีเขียวเรือง
มุกแห่งปัญญา !!!
'มุกแห่งปัญญา' เป็บัญญัติมนตราสีเขียวอ่อนจัดสร้างโดยคณะครูมวย มันลอยขึ้นระดับศีรษะฉายแสงสีเขียวอ่อนครอบคลุมผู้รอรับการคัดเลือกทั้งพันกว่าคน
แสงมุกกะพริบวิววับราวกับมีสติปัญญานึกคิดเองได้ ผ่านไปราวสามสิบลมหายใจพลันปรากฏอักขระมนต์แสดงชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกฉายออกมาครั้งละชื่อโดยไม่มีการเรียงลำดับใด ครูมวยผู้หนึ่งขานชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือก
"องค์ชัยรัตน์ เมืองนครเขตุ อายุเก้าขวบปี เจ็ดเดือน กับยี่สิบวัน"
"เ้ากัมปนาท เมืองล้านช้าง อายุแปดขวบปี สองเดือน กับเก้าวัน"
"ไอ้ไทร เมืองเพชรปราการ อายุเจ็ดขวบปี แปดเดือน กับสิบหกวัน"
"ไอ้น้อย เมืองเพชรปราการ อายุหกขวบปี เก้าเดือน กับสามวัน"
"ไอ้ชิด เมืองอโนทัย อายุเจ็ดขวบปี หนึ่งเดือน กับแปดวัน"
...
จนครบทั้งร้อยเก้าสิบห้าลำดับ และรายชื่อสำรองเพิ่มอีกห้าสิบลำดับ รวมทั้งสิ้นสองร้อยสี่สิบห้าลำดับทั้งหมดยังไม่กำหนดบ้านที่สังกัดโดยจะมีการคัดเลือกกันภายหลัง
การคัดเลือก่นี้ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง เด็กที่ได้รับคัดเลือกจาก 'มุกแห่งปัญญา' ทั้งสองร้อยสี่สิบห้าคนต่างเป็ลูกหลานของผู้มีอันจะกินทั้งสิ้น
นี่เป็การคัดเลือกด้วยปัญญาอย่างจริงแท้แน่นอน !!!
อุทัยยืนแจกน้ำดื่มอยู่ใต้ชายคาโรงเรือนมองดูการคัดเลือกศิษย์ใหม่ มันหวนคิดถึงเหตุการณ์คราวที่มันเพิ่งเดินทางมาถึงแคว้นอโยธยาเพื่อขอรับคัดเลือกเมื่อสามปีก่อน
เมื่อครานั้นเนื่องจากมันอายุมากสุดของผู้เข้าคัดเลือก มันจึงเป็ลำดับสุดท้ายที่เข้าตรวจสอบกับ 'มุกชำระจิต'
แต่เป็ 'มุกชำระจิต' อีกดวงหนึ่ง และผู้ที่ควบคุมการคัดเลือกในปีนั้นคือ 'ปรมาจารย์ชัยยะ' ท่านจ้าวสำนักตักสิลา
ขณะทำการตรวจสอบเกิดเหตุการณ์แปลกพิสดาร 'มุกชำระจิต' ฉายสีใสเรืองรองส่องประกายวับวาม ประกายแสงเต้นระริกดังมีความรู้สึกนึกคิดเองได้
อยู่อยู่ดวงมุกวิเศษก็ออกโผบิน .. ฟิ้ววววววววว .. ฟิ้ววววววววว
.. มันไม่อยู่ในการควบคุมบินวนอยู่รอบกายของเด็กน้อยอยู่ ราวกับกำลังสำรวจบางสิ่งบางอย่าง
.. อุทัยยืนงุนงงมองดูดวงมุกบินไปมา
.. ผ่านไปครู่หนึ่งจึงบินลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าอุทัย แล้วจึงส่องแสงรุ้งใสพุ่งตรงเข้ากลางหน้าผากของมัน
.. ทันใดนั้นเองมุกวิเศษทั้งดวงกลับบินมุดดิ่งหายเข้าไปในหน้าผากของเด็กน้อย
ท่านครูมวยชัยยะเ้าสำนักทั้งโมโหทั้งแปลกใจ สั่งให้มันคุกเข่าในที่ลับใช้สารพัดวิธีอยู่กว่าสามวัน แต่ก็ไม่สามารถนำมุกชำระจิตดวงนั้นกลับออกมาได้
ภายหลังจึงสั่งห้ามมิให้มันออกจากสำนัก .. ผ่านมาสามปีแล้วมันดำรงอยู่ด้วยสถานะเด็กรับใช้ และมุกดวงนั้นก็ยังคงอยู่ในกายมัน
อุทัยได้แต่หวนคิดคำนึง .. การคัดเลือกสิ้นสุดแล้ว มันต้องกลับไปวุ่นวายทำงานในโรงครัวอีกครั้ง ยังต้องช่วยลุงเอิบทำอาหารเลี้ยงผู้คนมากมาย .. วันนี้คงเป็อีกวันที่ยาวนานและน่าเบื่อยิ่งนัก ..