ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 23 จัดการ

            ณ ลานหลังเขาตระกูลเสิ่นเสิ่นล่างยืนด้วยปลายเท้า มือทั้งสองไพล่หลัง เขาย่างมาเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้ามาถึงในลานได้แล้ว

            “นี่คือทักษะต่อสู้ขั้นปฐพีอย่างนั้นหรือ”

            เสิ่นล่างมองเสิ่นเสวียนที่เพิ่งแสดงเคล็ดวิชาคมหมัดปะทุออกมาเมื่อครู่นี้เอ่ยถามด้วยความสงสัย

            ในความทรงจำของเขาตระกูลเสิ่นไม่มีทักษะวิชาขั้นปฐพีทักษะวิชาขั้นสูงที่สุดเป็นเพียงทักษะวิชาขั้นลึกลับเท่านั้น นั่นคือ ‘สิงโตคลั่งคำราม’

            “ขั้นปฐพี?เรียกอย่างนั้นก็ได้”

            เสิ่นเสวียนได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวคมหมัดปะทุคือเคล็ดวิชาพรสวรรค์ หากคิดคำนวณแล้ว เรียกว่าขั้นปฐพีคงไม่มากเกินไป

            “เป็นเช่นนั้นจริงๆ! เจ้ามีความลับแอบซ่อนอยู่อีกเท่าไรกันแน่!”

            เสิ่นล่างมองเสิ่นเสวียนด้วยความสงสัยทว่าแม้จะสงสัยเขาก็ไม่ได้ถามให้มากความ หากเสิ่นเสวียนอยากบอก ไม่ต้องรอให้เขาถามก็คงบอกมาแล้วหากไม่อยากบอก ถามไปก็เสียเวลาเปล่า

            “ประลองกับข้าสักตั้ง”

            แม้เสิ่นล่างไม่ได้ถามแต่จิตใจอยากเอาชนะกลับกระตุ้นให้เขาโจมตีใส่เสิ่นเสวียน

            เสิ่นล่างปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเสิ่นเสวียนด้วยท่าร่างแปลกๆจากนั้นเขาก็ซัดพลังฝ่ามือใส่หน้าอกเสิ่นเสวียน

            เสิ่นเสวียนออกแรงต้านไว้ทันทีแต่ยังโดนพลังรุนแรงจากฝ่ามือซัดให้เขาถอยหลังไปหลายก้าว ฉับพลันนั้นเสิ่นล่างปล่อยพลังหมัดโจมตีต่อเนื่องเสิ่นเสวียนจึงทำได้เพียงตั้งรับ

            หลังจากสู้กันไปกว่าสิบกระบวนท่าสุดท้ายแล้วเสิ่นเสวียนก็มิอาจต้านทานพลังโจมตีของเสิ่นล่างได้ฝ่ามือโจมตีเข้าใส่ร่างทำให้เขาถอยหลังไปหลายจั้งกว่าจะตั้งหลักได้ที่เสิ่นเสวียนยังรอดชีวิตอยู่เพราะเสิ่นล่างยั้งมือไว้

            ขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุดมีพลังยุทธ์ที่น่ากลัวมากจริงๆ

            “คนที่สามารถรับมือข้าได้ถึงสิบกระบวนท่าในเมืองอวี่ฮว่ามีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ เจ้าทำได้ดี”

            เสิ่นล่างพยักหน้ารู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากเสิ่นเสวียนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้นำตระกูลแล้วจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเติบใหญ่ คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะมีพลังพอเผชิญหน้ากับตนได้

            “ผู้อาวุโสใหญ่ทางตระกูลหานเป็นอย่างไรบ้าง”

            เสิ่นเสวียนถามระหว่างฟื้นฟูพลังไปด้วย

            “ตระกูลหานอย่างนั้นหรือเหอๆ เจ้าลงมือรุนแรงมากจริงๆ!” เสิ่นล่างคิดย้อนไปถึงการต่อสู้เมื่อสามวันก่อนรู้สึกเศร้าอย่างอดไม่ได้ เสิ่นเสวียนตั้งใจโจมตีถึงตาย ไม่สนใจถึงผลที่ตามมาเลย

            “ด้วยพลังของเจ้าในวันนั้นหานเฟิงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแล้ว เดิมทีตระกูลหานคิดจะมาแก้แค้น แต่โดนคุณชายเจี้ยนผู้นั้นห้ามไว้ทั้งคุณชายเจี้ยนยังเอาตัวหานเฟิงไปด้วยแล้วจึงยังไม่เดือดร้อนถึงตระกูลเสิ่นในตอนนี้”

            “อย่างไรก็ตามในฐานะที่เจ้าเป็นผู้นำตระกูลหลังจากนี้ต้องจับจ้องตระกูลหานและสำนักกระบี่เอาไว้ให้ดีทั้งสองอำนาจนี้ไม่ใช่ตะเกียงที่ไร้น้ำมัน”

            เมื่อได้ยินคำของเสิ่นล่างเสิ่นเสวียนพยักหน้ารับคำในทันที คุณชายเจี้ยนผู้นั้นไม่ธรรมดาเลยอำนาจเบื้องหลังของเขายิ่งน่ากลัวมากกว่า อีกทั้งการต่อสู้ที่ผ่านมาเขาพบว่า ที่หานเฟิงมีพลังถึงขั้นบรรพบุรุษได้ไม่ใช่เพราะวิชาลับของตระกูลแต่เป็นไปได้มากว่าเพราะฝีมือของคุณชายเจี้ยนผู้นั้น

            “ดูเหมือนร่างกายของเจ้าจะฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์แล้วตามข้าไปยังหอประชุมสักหน่อยเถอะ ผู้นำตระกูลคนใหม่อย่างเจ้าต้องกล่าวอะไรบ้าง”

            “ได้ข้าอยากเจอหน้าเสิ่นเหวินเทาอยู่พอดี”

            เสิ่นเสวียนกระตุกยิ้มมุมปากแปลกๆ

             

            ณ หอประชุมตระกูลเสิ่น

            เทียบกับไม่กี่วันก่อนตอนนี้มีคนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

            คนในตระกูลเสิ่นตั้งแต่ผู้อาวุโสและผู้ดูแลไปจนถึงคนหนุ่มสาวทั้งหลาย มารวมตัวกันที่นี่หลายร้อยคนเลยทีเดียว ข้างในมีที่นั่งไม่พอก็ไปยืนล้อมอยู่ที่หน้าประตู

            ทุกคนมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจเพราะวันนี้ผู้นำตระกูลของพวกเขาฟื้นแล้ว

            การต่อสู้ระหว่างเสิ่นเสวียนและหานเฟิงบนลานประลองทำให้คนตระกูลเสิ่นส่วนใหญ่ยอมรับในตัวเขาแล้วและแน่นอนว่ายังมีบางส่วนที่ไม่เป็นเช่นนั้น

            อย่างเช่นเสิ่นเหวินเทา

            ตอนนี้เสิ่นเหวินเทานั่งทำสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ในที่ของเขาไม่พูดไม่จา

            เดิมทีคิดว่าพึ่งพาตระกูลหานแล้วจะทำให้เขาได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลคิดไม่ถึงว่าทุกอย่างจะพังทลายลงเช่นนี้ขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวว่าเสิ่นเสวียนจะเติบใหญ่ขึ้น

            พลังของเสิ่นเสวียนก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดดแม้แต่ขั้นบรรพบุรุษยังทำอะไรเขาไม่ได้เลย อย่างน้อยพลังของตนตอนนี้ก็สู้เสิ่นเสวียนไม่ได้แล้วคิดถึงก่อนหน้านี้ที่ตนเองเกือบสู้กับเสิ่นเสวียนยิ่งทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

            ที่แท้เจตจำนงสังหารในแววตาของอีกฝ่ายตอนนั้น สามารถสังหารตนได้จริงๆ

            ทันใดนั้นเองเสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างก็ย่างเข้ามาในหอประชุม

            ทุกคนในตระกูลเมื่อเห็นเสิ่นเสวียนเข้ามาก็พากันหันมองด้วยความยินดีเสิ่นเสวียนหมดสติไปหลายวันทำให้พวกเขากระวนกระวายใจมากได้เห็นว่าเสิ่นเสวียนไม่เป็นอะไรพวกเขาก็วางใจ

            “คารวะผู้นำตระกูล”

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างเดินผ่านประตูเข้ามาคนตระกูลเสิ่นทั้งหมดต่างโค้งกายคารวะพร้อมกล่าวเสียงดัง

            เสิ่นเสวียนเดินผ่านทุกคนไปด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม

            เทียบกับหลายวันก่อนที่เขามาที่นี่ในสายตาของทุกคนมีแต่ความเหยียดหยามดูถูกทว่าตอนนี้คนเหล่านี้ยอมรับในตัวตนของเขาแล้วความรู้สึกเช่นนี้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

            แม้ชาติก่อนจะฝึกฝนจนเป็นเซียนพเนจรเก้าด่านเคราะห์ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งรองจากอาณาจักรเซียนแต่ความจริงแล้วเขาไม่เคยสร้างอำนาจของตนเองขึ้นมาเลยในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเมื่อก่อนนี้จากขั้นหยวนก่อกำเนิดถึงขั้นแยกเทวะและขั้นอมตะ ผู้ที่อยู่ในรุ่นเดียวกันต่างสร้างอำนาจของตนเองขึ้นมาแล้วทว่าเขากลับต้องตกต่ำลงมากลายเป็นเซียนพเนจร นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้

            ระหว่างที่เดินไป เสิ่นเสวียนมองเหล่าผู้คนที่เคยเหยียดหยามตนกำลังก้มหัวให้จนกระทั่งถึงที่นั่งของผู้นำตระกูลจึงนั่งลง

            “ทุกคนต่างเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ต้องมากพิธีนัก เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้เป็นอดีตไปภายหน้าข้าจะทำให้ตระกูลเสิ่นรุ่งเรืองยิ่งขึ้น”

            เสิ่นเสวียนนั่งลงที่ตำแหน่งผู้นำตระกูลกล่าวประโยคที่เหมาะสมกับตำแหน่ง

            ทุกคนรู้สึกตกใจที่เสิ่นเสวียนจริงจังขึ้นมารวดเร็วขนาดนี้เพราะเสิ่นเสวียนเพิ่งจะอายุสิบหกปีเท่านั้นในที่นี้มีผู้อาวุโสอยู่มากมายที่ต้องถ่อมตัวลง แบบนี้ก็ดีเหมือนกันแม้คนอื่นจะคิดแบบเดียวกัน แต่ก็ยังรับคำโดยพร้อมเพรียง

            “ขอบคุณท่านผู้นำ”

            เสียงนั้นหนักแน่นแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในตัวเสิ่นเสวียน

            “ดี ในเมื่อข้าได้เป็นผู้นำตระกูลแล้วข้าก็ควรต้องทำอะไรสักหน่อย ข้าคิดว่าพวกเจ้าไม่น่าคัดค้าน”

            “ไม่เลยไม่เลย”

            ผู้ดูแลและผู้อาวุโสทั้งหลายกล่าวขึ้นทันที

            “เช่นนั้นก็ดีเสิ่นเหวินเทาออกมา”

            เสิ่นเสวียนเรียกเสิ่นเหวินเทาในฉับพลัน

            เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างตกตะลึงแล้วพวกเขาก็เข้าใจอะไรบางอย่าง เมื่อได้อำนาจมาครอง ผู้ชนะคือราชาผู้แพ้ควรต้องล่าถอยออกไป

            เสิ่นเหวินเทาที่นั่งอยู่แม้สีหน้าจะเคร่งเครียดแต่เขายังลุกขึ้นโค้งกายน้อยๆ ให้เสิ่นเสวียน “คารวะผู้นำ”

            ผ่านไปไม่กี่วันก่อนหน้านี้เสิ่นเหวินเทาได้นั่งในตำแหน่งผู้นำตระกูลอย่างเย่อหยิ่งทว่าตอนนี้กลับรู้สึกตรงกันข้าม ตกต่ำลงอย่างสิ้นเชิง!

            “เสิ่นเหวินเทากักขังข้าไว้สามปีและเมื่อไม่กี่วันก่อนยังคิดใช้ยาสลายจิตสังหารข้าอีกด้วยข้าขอสั่งถอดถอนเขาจากตำแหน่งผู้ดูแลใหญ่ และให้เสิ่นโจวเข้ารักษาการแทนไปก่อน”

            คำของเสิ่นเสวียนหาใช่การปรึกษาหารือทว่าเป็นการประกาศให้ทราบก่อนหน้านี้เขาบอกว่าเสิ่นเหวินเทาคิดวางยาสังหารเขากลับไม่มีใครเชื่อตอนนี้เขาเป็นผู้นำตระกูลแล้ว คำของเขาไม่มีใครสงสัยอีก

            เสิ่นเหวินเทาก้มหน้ากัดฟันแน่นแต่ยังยอมรับในคำตัดสิน

            “ขอรับท่านผู้นำ”

            ส่วนเสิ่นโจวที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้ดูแลตระกูลเสิ่นเมื่อได้ยินคำสั่งของเสิ่นเสวียนก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบลุกขึ้นยืน

            “ขอบคุณท่านผู้นำ”

            จากผู้ดูแลธรรมดาๆ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ดูแลใหญ่ของตระกูลเรียกได้ว่าเป็นการเลื่อนขั้นอย่างก้าวกระโดด

            “เจ้าไม่อยากกล่าวอะไรบ้างหรือ”

            เสิ่นเสวียนมองเสิ่นเหวินเทากำลังรอให้เขาโต้เถียงกลับมา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะได้สังหารเขาทันทีแต่จิตใจของเสิ่นเหวินเทาเด็ดเดี่ยวกว่าที่เขาคิดไว้มาก

            “ข้ากระทำผิดละอายใจต่อบรรพบุรุษตระกูลเสิ่น แต่ข้าคิดถึงผลประโยชน์ของตระกูลเสิ่นมาตลอดไว้ชีวิตข้าสักครั้ง ข้าจะพยายามเพื่อตระกูลเสิ่นอย่างสุดความสามารถ”

            เสิ่นเหวินเทาเฉลียวฉลาดมากเขาคิดว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตรอดก็ยังมีหวังในอนาคต แม้เสิ่นเสวียนจะยอดเยี่ยมแต่เขากลับล่วงเกินสำนักกระบี่ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตายด้วยเพลิงโทสะของอีกฝ่ายอย่างแน่นอนตอนนี้เขาขอเพียงได้มีชีวิตรอดต่อไปเพื่อรอคอยโอกาส

            “ฮ่าๆๆ ดีเห็นแก่ที่เจ้าพยายามเพื่อตระกูลเสิ่นมานาน ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าไปยังภูเขาด้านหลังแล้วหันหน้าเข้ากำแพงสำนึกผิดหากไม่ได้รับคำสั่งจากข้าห้ามออกมาเด็ดขาด”

            “ขอรับขอบคุณท่านผู้นำที่ไว้ชีวิต”

            เสิ่นเหวินเทากล่าวขอบคุณขณะเดียวกันใบหน้ากลับฉายรอยยิ้มเยียบเย็นออกมาทว่ามันไม่ได้มีความสำคัญต่อเสิ่นเสวียนเลย

            แรกทีเดียวเขาเป็นอุปสรรคขวากหนามแสนหนักหนาทว่าตอนนี้เขาเป็นได้แค่หินที่ใช้เหยียบขึ้นไปด้านบนเท่านั้นมิอาจสร้างความเดือดร้อนใดๆ ได้อีก

            “รายงานท่านผู้นำซือหม่าหว่านเอ๋อร์ขอเข้าพบ”

            ขณะนั้นเองเสียงขององครักษ์พลันดังขึ้นที่ด้านนอก