ชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 โสมภูเขา (ตอนจบ)

            ผ่านไปไม่นาน การหายใจของเฉาอู๋จิ่วก็เริ่มเป็นปกติ ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            หมิงหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ของจวนตระกูลป๋อหรือ?”

            “ข้ามิใช่คนประเภทที่พกของล้ำค่าติดตัวตลอดเวลา” หยางจวินส่ายหัวพลางยิ้ม “พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งใดไม่ควรพูด ก็อย่าพูด”

            หมิงหยวนหันไปมองหม่านสือชีที่นั่งเฝ้าเฉาอู๋จิ่วอยู่ข้างเตียง สายตาไม่ละไปไหน เขาจึงถอนหายใจพลางเรียกอีกฝ่าย “พวกเจ้าเข้าวังในวันนี้ เกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง เล่าให้พวกข้าฟังอย่างละเอียด”

            หม่านสือชีมองเฉาอู๋จิ่วที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะรวบรวมสติ “แม้จะบอกว่าให้พวกข้าเข้าเฝ้า แตจริงๆ แล้วพวกข้าไม่ได้พบฮ่องเต้หรอก ผู้ที่อยู่ในนั้นมีเพียงเซี่ยไท่ฟู่ หวังไท่เว่ย[1] จ้าวอ๋องและซื่อจื่อ ตอนแรกพวกขันทีไม่ให้ข้าเข้าเฝ้าด้วยซ้ำ แต่เหล่าเฉาบอกว่าเขาเพิ่งสูญเสียญาติผู้พี่ สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เกรงว่าจะประพฤติตัวไม่เหมาะสมต่อหน้าฝ่าบาท พวกขันทีจึงยอมให้ข้าเข้าพระตำหนัก”

            “แล้วว่าอย่างไรบ้าง?”

            “มิได้พูดสิ่งใดมากนัก เซี่ยไท่ฟู่ปลอบใจเหล่าเฉา ให้เขาทำใจ และตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สร้างคุณงามความดีเพื่อบ้านเมือง”

            “สหายเฉาว่าอย่างไร?”

            “เขาจะพูดอย่างไรได้ นอกจากคำนับขอบคุณ บอกว่าตนเองความรู้น้อย ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนไม่เอาไหน คงทำให้ทุกคนผิดหวัง”

            “แล้วอย่างไรต่อ?”

            “จากนั้นพวกข้าก็ออกมา”

            “ไม่พูดสิ่งอื่นใดแล้วหรือ?”

            “ไม่มี” หม่านสือชีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อ้อ! ตอนที่พวกข้ากำลังจะออกจากวัง ขันทีที่นำทางพูดขึ้นว่าให้คุณชายเฉาอยู่บ้าน ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มิควรออกไปไหน”

            หมิงหยวนกับหยางจวินสบตากัน “เจ้าจำขันทีคนนั้นได้หรือไม่? ใช่คนที่พาพวกเจ้าเข้าไปหรือเปล่า?”

            “จำไม่ได้แล้ว ตอนนั้นข้าเป็นห่วงแผลของเหล่าเฉา พวกขันทีก็เอาแต่ก้มหน้าเดิน ไม่พูดไม่จา ข้าจะไปจำได้อย่างไร”

            หมิงหยวนพยักหน้า หม่านสือชีจึงเดินกลับไปนั่งเฝ้าเฉาอู๋จิ่วข้างเตียง

            “เจ้าว่า...”

            “เจ้าว่า...”

            หมิงหยวนกับหยางจวินต่างชะงักและหยุดพูดพร้อมกัน หยางจวินค่อยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“เจ้าถามก่อนเถิด”

            “ตกลง” หมิงหยวนยิ้มอย่างอธิบายไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนหลุดออกจากบรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่ เพราะเมื่อเทียบกับชีวิต การประลองปัญญาไม่สำคัญเลยสักนิด “เจ้าว่าขันทีคนนั้นเป็นคนของใคร? ตระกูลเซี่ย ตระกูลหวัง หรือว่าจ้าวอ๋องกันแน่?”

            “ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นคนของใคร แต่ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้จงรักภักดีต่อผู้ใด”

    “หมายความว่าอย่างไร?”

            จู่ๆ ดวงตาของหยางจวินก็เป็นประกาย เหมือนนึกบางอย่างออก “พวกเรามาเล่นเกมทายใจกันดีหรือไม่? เขียนคำตอบลงบนฝ่ามือ ดูสิว่าพวกเราคิดเหมือนกันหรือไม่?”

            “ตกลง!” หมิงหยวนหยิบพู่กันกับกระดาษบนโต๊ะส่งให้หยางจวินเล่มหนึ่ง ส่วนตัวเองก็เขียนบางอย่างลงบนฝ่ามือ

            ทั้งสองเขียนเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน หยางจวินจึงยกเทียนบนโต๊ะขึ้น ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะแบมือออก

            บนฝ่ามือของทั้งสองมีตัวอักษรตัวเดียวกัน นั่นก็คือตัว “จ้าว”

            หมิงหยวนรู้สึกทึ่งกับความคิดที่ตรงกันอีกครั้ง “เมื่อครู่เจ้าอยากจะถามเรื่องใด?”

            “ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ก็เกี่ยวข้องกัน”

            “เลิกพิรี้พิไร รีบพูดมาเถิด”

            “ข้าแค่อยากรู้ว่าเหตุใดชายาจ้าวอ๋อง ถึงได้รับผลกระทบไปด้วย”

            หมิงเยี่ยยืนฟังทั้งสองคุยกันอยู่นาน “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว พวกเจ้ายังมีอารมณ์มาเล่นทายคำกันอีกหรือ!”

            หมิงหยวนยิ้มน้อยๆ เขาสบตากับหยางจวิน ทั้งสองคนต่างพากันหลบสายตา แล้วเช็ดคราบหมึกบนฝ่ามือ หยางจวินทำท่าทีสบายๆ ปล่อยให้หมิงหยวนเป็นคนอธิบายให้หมิงเยี่ยฟัง “เยี่ยเก้อเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าชายาจ้าวอ๋องเป็นคนสกุลใด?”

            “ข้ามีหรือจะรู้จักสตรีในจวน”

            หมิงเยี่ยเริ่มหงุดหงิด แต่หมิงหยวนกลับไม่ถือสา “เจ้าเป็นคนบอกข้ามิใช่หรือไร? ว่าตระกูลหวนส่งหญิงงามแต่งเข้าวังหลัง หรือเจ้าไม่รู้ความหมายของมัน?”

            หมิงเยี่ยยังคงทำหน้าไม่เข้าใจ “ตอนที่อาจารย์โหวสอนประวัติศาสตร์ คงไม่ได้เข้าหูเจ้าเลยสินะ ในอดีตตระกูลหวนเรืองอำนาจ ใช้อำนาจในทางมิชอบ บังคับให้บุตรีและหลานสาวแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ จ้าวอ๋องก็ถูกบังคับให้แต่งงานในครานั้นเช่นกัน”

            “อ้อ!” หมิงเยี่ยร้องเสียงดัง เหมือนนึกอะไรออก “ชายาอ๋องคือคนสกุลหวน!”

            ทั้งสามคนรู้คำตอบอยู่ในใจ แต่ไม่มีใครปริปากพูด วันนั้นคนร้ายเอ่ยคำว่า “ท่านแม่ทัพ” หลังจากฮ่องเต้และซื่อจื่อจ้าวอ๋องถูกลอบสังหาร ชายาอ๋องสกุลหวนก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เช่นนั้นคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด และคนที่ขันทีคนนั้นจงรักภักดีก็น่าจะเป็น...

            “แต่เหตุใดถึงเกี่ยวข้องกับขันทีคนนั้น?”

            “คนร้ายที่ลอบสังหารในงานเทศกาลโคมไฟ กับคนที่ลอบสังหารสหายเฉาอาจเป็นคนเดียวกันก็ได้ ตระกูลหวนต้องการใส่ร้ายตระกูลเว่ย ย่อมต้องกำจัดคนสำคัญของตระกูลเว่ยให้หมด หากจ้าวอ๋องรู้ว่าชีวิตเฉาอู๋จิ่วตกอยู่ในอันตราย และต้องการเตือนพวกเรา เขาคงไม่ใช้วิธีบอกใบ้เช่นนี้หรอก”

            หมิงเยี่ยฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ทำได้เพียงพยักหน้าหงึกๆ

            วันนี้เป็นวันสำคัญ เป็นวันที่ตัดสินชะตาชีวิตของเฉาอู๋จิ่ว หม่านสือชีจึงไม่ยอมออกไปไหน ส่วนหมิงหยวนก็ไม่อาจปล่อยให้หมิงเยี่ยอยู่ที่นี่คนเดียว พวกเขาจึงอยู่เป็นเพื่อนหม่านสือชี ส่วนหยางจวินก็นั่งเงียบๆ อยู่ในห้อง

            “ท่านป๋อน้อยเดินทางมาที่นี่ มีธุระอื่นอีกหรือไม่?”

            “ไม่มี”

            “มาเพียงเพื่อส่งข่าวหรือ?”

            “มาเพียงเพื่อส่งข่าว”

            “ข่าวก็ส่งแล้ว”

            “ที่บอกว่ามาส่งข่าว จริงๆ แล้วข้าเป็นห่วงเฉาอู๋จิ่วต่างหาก ตอนนี้เขายังไม่พ้นขีดอันตราย ข้าต้องรอจนกว่าเขาปลอดภัย ถึงจะกลับไปรายงานท่านแม่ทัพเซี่ยได้”

            หมิงหยวนได้ยินดังนั้นก็อดหยอกล้อไม่ได้ “หรือว่าท่านแม่ทัพหวนเป็นคนส่งเจ้ามา เพื่อให้เจ้ามาดูการตายของเฉาอู๋จิ่วให้เห็นกับตา?”

            หยางจวินไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนั้น จึงหัวเราะออกมา ก่อนจะรีบปิดปาก เลิกคิ้วแล้วยิ้ม “เป็นไปได้”

            หมิงหยวนจ้องหน้าหยางจวินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปดูอาการเฉาอู๋จิ่ว แต่พอเดินมาถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมาถามหยางจวิน “คำถามสุดท้าย... เจ้าคิดขึ้นมาเองจริงๆ หรือ?”

            หยางจวินอึ้งไป ยังไม่ทันได้กระจ่างและคิดจะเอ่ยถาม หมิงหยวนก็เดินเข้าไปในห้องแล้ว

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เทียนไขบนโต๊ะถูกจุดและดับไปหลายรอบ หมิงหยวนตรวจชีพจรของเฉาอู๋จิ่ว ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก หันไปมองรอบๆ ห้องก็พบว่าหมิงเยี่ยกับหม่านสือชีกำลังนั่งล้อมเตียงอยู่ สายตาจ้องมองมาที่เขาอย่างใจจดใจจ่อ หมิงหยวนใบหน้าเรียบเฉยและนิ่งไปครู่หนึ่ง

            “เลิกแกล้งข้าสักทีเถิด ข้าทนรับความวิตกนี้มิได้อีกแล้ว” หม่านสือชีร้อนใจจนแทบคลั่ง

            หมิงหยวนจึงยิ้มออกมา ก่อนจะพยักหน้า

            โชคดีที่มีโสมภูเขาล้ำค่า เฉาอู๋จิ่วจึงรอดพ้นจากความตายมาได้

            “ขอบพระคุณฟ้าดิน!”

            “โอ๊ย! ตกใจแทบแย่!”

            หมิงหยวนเงยหน้าขึ้น หยางจวินไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจเหมือนกับคนอื่นๆ แต่กลับส่งยิ้มให้เขาอย่างสงบ

            ทันใดนั้นหมิงเยี่ยก็ลุกขึ้นยืน “แย่แล้ว!”

            “เกิดอันใดขึ้น?”

            “พี่สือชีพลาดการสอบซ่อม...”

            -----

            เชิงอรรถ

            [1] ไท่เว่ย (太尉) เป็นตำแหน่งขุนนางฉิน ไท่ (太) แปลว่ายิ่งใหญ่ เว่ย (尉) หมายถึงผู้รักษาความสงบจึงใช้เป็นคำเรียกขุนนางฝ่ายทหาร ในสมัยต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตกเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด

            

    คล้ายกับเรื่องชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ] ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382