บ้านตระกูลมู่ เมืองจี่โจว
“เ้าว่าอะไรนะ!” ผู้นำตระกูลมู่–มู่อวิ๋นโจวเดือดดาลขึ้นทันที “ของสำคัญอย่างป้ายชิงอวิ๋น เ้ากลับปล่อยให้หลุดมือไปอย่างนั้นหรือ!”
มู่เทียนเซี่ยลอบกลอกตาขึ้นฟ้า “ท่านพ่อเ้าขา เราไม่มีป้ายชิงอวิ๋นแล้วอย่างไร ขอเพียงข้าผสานร่างกับชีพจริญญาระดับฟ้าได้สำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะง่ายดาย ถึงยามนั้นท่านยังกังวลว่าสำนักชิงอวิ๋นจะไม่รับข้าเป็ศิษย์อีกหรือเ้าคะ?”
ได้ยินน้ำเสียงออดอ้อนของบุตรสาว สีหน้าของมู่อวิ๋นโจวก็อ่อนลง “ที่เ้าพูดมาก็ไม่ผิด แต่ป้ายชิงอวิ๋นนั่นจะทำให้เ้าได้เข้าไปเป็ศิษย์สายในและยังมีโอกาสได้เป็ศิษย์ของเ้าสำนักโดยตรงด้วย เฮ้อ~ น่าเสียดาย น่าเสียดาย”
ศิษย์ของเ้าสำนัก!...โดยตรง
สีหน้าของมู่เทียนเซี่ยย่ำแย่ลงฉับพลัน เดิมทีนางคิดว่าป้ายสีมรกตนั่นแค่ทำให้นางเข้าเป็ศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋นได้ ไม่คิดเลยว่าจะมีความสำคัญถึงเพียงนี้!
มู่เชียนจิ่ว...คนสารเลว! ทำให้นางพลาดโอกาสดี ๆ ไปจนได้!
“ท่านพ่อเ้าคะ ไม่สู้เราทำป้ายชิงอวิ๋นเลียนแบบขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่งดีหรือไม่ อย่างไรเสีย--”
“เหลวไหล!” มู่อวิ๋นโจวตวาดขัดวาจาบุตรสาวทันที ผู้นำตระกูลมู่ถอนหายใจ ยกสองมือไพล่หลังแล้วเดินวนไปมาอย่างใช้ความคิด
“เื่เช่นนี้หากปิดได้ก็ดีไป แต่ถ้าถูกจับได้ขึ้นมา เ้าคงไม่เหลือโอกาสแม้แต่จะเหยียบเข้าประตูสำนักชิงอวิ๋นด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้น เราต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปทั้งหมดแน่!”
มู่เทียนเซี่ยนึกโกรธแค้นพี่สาวต่างสายเืจนแทบคลั่ง น่าเสียดายที่เวลานี้ร่างของมู่เชียนจิ่วคงแหลกสลายไม่เหลือกระดูกไปแล้ว ไม่เช่นนั้นนางจะต้องลงไปเอาร่างของสตรีน่าตายผู้นั้นขึ้นมาสับให้เละเป็เนื้อสับอย่างแน่นอน!
“ท่านพ่อเ้าคะ ข้าว่าบางทีพวกเราอาจซื้อตัวศิษย์พี่ท่านนั้นได้นะเ้าคะ”
มู่อวิ๋นโจวชะงักพลางหันมองบุตรสาว “เ้ามีวิธีงั้นหรือ?”
มู่เทียนเซี่ยขบเม้มริมฝีปาก “วิธีข้าก็พอมีอยู่เ้าค่ะ เพียงแต่ต้องเสียสละนิดหน่อย”
“เ้าหมายความว่า...” มู่อวิ๋นโจวคาดเดาความคิดของบุตรสาวได้ “ไม่ได้! นั่นอันตรายเกินไป อีกอย่างมันเกี่ยวพันถึงความบริสุทธิ์ของเ้า! หากเื่แพร่ออกไปเ้าจะทำอย่างไร!”
มู่เทียนเซี่ยเดินมาหยุดอยู่ข้างกายบิดา ก่อนกระซิบบอกแผนการของตน “ใครบอกว่าลูกต้องเป็คนเสียสละเองล่ะเ้าคะ พวกเราเพียงแค่ต้อง...@#$%^&*()@#$”
มู่อวิ๋นโจวดวงตาเป็ประกาย “เ้ามั่นใจหรือ?”
“แน่นอนเ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยให้คำมั่นแล้วบอกกล่าวต่อไป “ขอเพียงพวกเราทำแบบนี้…@#$%^&*()@#$”
ฟังจบ แววตาของผู้นำตระกูลมู่ดูสับสนเล็กน้อยทว่าก็ยังคงพยักหน้า “ได้! เช่นนั้นก็ลองดู แต่หากล้มเหลว เ้าห้ามดื้อดึงเด็ดขาด!”
“ท่านพ่อวางใจได้เ้าค่ะ”
----------
ณ ก้นเหวไร้ที่สิ้นสุด
สติของมู่เชียนจิ่วค่อย ๆ ฟื้นกลับมาอีกครั้ง นางหยัดกายขึ้นจากร่างของบุรุษฟ้าประทานด้วยความงุนงง
เมื่อรับรู้ได้ว่าพิษวิปริตในร่างถูกถอนออกจนหมดแล้ว หญิงสาวก็คลี่ยิ้มจนตาหยี
คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอบุรุษได้ถูกที่ถูกเวลาเช่นนี้ อีกทั้งบุรุษที่นางเจอยังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยร่วมเตียงกับสตรีมาก่อน... เป็บุรุษฟ้าประทานของแทร่ ...์ช่างเมตตานางจริง ๆ!
มู่เชียนจิ่วมองดูเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งบนกายพลางส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ร่างกำยำบนเตียงศิลา
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ มู่เชียนจิ่วก็หยิบชุดสีดำของบุรุษผู้ช่วยชีวิตมาสวมใส่ และสิ่งที่ทำให้นางตื่นเต้นก็คืออาภรณ์ชุดนี้เป็สมบัติิญญาไร้นาย ทันทีที่สวมใส่ อาภรณ์จะปรับขนาดให้พอดีกับรูปร่างของผู้ใส่!
นอกจากนี้นางยังเห็นว่ามีหน้ากากไร้หน้า แหวนเก็บสมบัติอีกหนึ่งวงและผลโกลาหลอีกสองผล จากตัวของบุรุษผู้นั้น!
ผลโกลาหลเป็ผลไม้วิเศษไม่สามารถนำไปเก็บในแหวนเก็บสมบัติได้ จึงทำได้เพียงพกติดตัวเอาไว้ ผลโกลาหลเหล่านี้เชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปนานแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอผลไม้วิเศษจากบุรุษผู้นี้!
มู่เชียนจิ่วลอบเช็ดน้ำลายเล็กน้อย กายเนื้อของนางตอนนี้ถูกชิงรากปราณไป ผลโกลาหลนี่จะสามารถซ่อมแซมกายเนื้อของนางได้ ถึงขนาดสามารถช่วยหล่อเลี้ยงชีพจริญญาระดับเทพได้เลยทีเดียว!
หน้ากากไร้หน้าก็เป็ของดีเช่นกันเพราะมันสามารถช่วยปิดบังไอพลังได้ หากสวมมันไว้ต่อให้มีคนที่คุ้นเคยมายืนอยู่ข้างกาย อีกฝ่ายก็ไม่อาจจดจำได้อย่างแน่นอน
‘ไม่เลว ๆ ลูกรัก์จะเป็ผู้ใดไปได้ หากไม่ใช่ข้า ฮ่าฮ่าฮ่า!’
จวินอู๋เสีย — บุรุษที่นอนอยู่บนเตียงศิลาหนังตากระตุก เวลานี้เขาใกล้จะบรรลุตบะบารมีอีกขั้นแล้ว จึงสามารถส่งกระแสจิตออกมา ต่อให้ไม่ได้ลืมตาเขาก็สามารถรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายได้
‘สตรีชั่วช้านางนี้ไม่เพียงดูดเืของเขาเท่านั้น ยังกล้าถอดกางเกงเขาแล้วขโมยของของเขาไป...จนไม่เหลืออีก!
สมควรตาย สมควรตายยิ่งนัก!!!
มู่เชียนจิ่วสวมแหวนเก็บสมบัติเข้ากับนิ้วเรียบร้อย ก่อนจะใช้เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งของตนห่อผลโกลาหลแล้วสะพายขึ้นหลัง จากนั้นก็หันไปพิจารณาร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงศิลาอีกครั้ง
บุรุษบนเตียงศิลามีใบหน้าหล่อเหลา รูปงามไม่อาจหาผู้ใดเปรียบ มู่เชียนจิ่วหรี่ตาลงขณะจ้องมองลวดลายบนหน้าผากอีกฝ่าย
ที่แท้ก็เป็คนของเผ่ามาร ดูจากสมบัติที่เขาพกติดตัวแล้ว เกรงว่าคงมีตำแหน่งในเผ่าสูงส่งไม่น้อย
แต่ถึงอย่างไรบุรุษผู้นี้ก็ถือว่าได้ช่วยชีวิตนางเอาไว้ หากนางนำของเหล่านี้จากไปโดยไม่บอกกล่าวร่ำลา เกรงว่าอาจเป็การเสียมารยาทเกินไปกระมัง
เช่นนั้นนางควรมอบบางอย่างเพื่อเป็การขอบคุณผู้มีพระคุณบ้างดีกว่า
หญิงสาวคลำป้ายโบราณและป้ายชิงอวิ๋นในอกเสื้อ ของสองสิ่งนี้มีความสำคัญต่อนางมาก คงไม่สามารถมอบให้ได้
ขณะที่มู่เชียนจิ่วครุ่นคิดอย่างจนปัญญา ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เป็ประกาย
“รู้แล้ว!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในมือของบุรุษบนเตียงศิลาก็มีผ้ารัดหน้าอกสีแดงผืนหนึ่งวางเอาไว้
นี่เป็ถึงผ้ารัดหน้าอกของบรรพจารย์น้อยอวิ๋นเชียวนะ เ้ารู้หรือไม่ว่ามียอดบุรุษตั้งมากมายที่ตามจีบข้า คนเ่าั้ หากนัดมารวมตัวกันก็สามารถต่อแถววนรอบดินแดนเสวียนอู่ได้เลย!
“ผ้ารัดหน้าอกของข้าแลกกับของเหล่านี้ของเ้า ข้าจะบอกให้ว่าเ้าได้กำไรไปมากโขแล้ว!”
จวินอู๋เสียเมื่อได้ยินวาจาที่ไร้ยางอายเช่นนี้ก็โมโหจนธาตุไฟเกือบจะเข้าแทรกเป็ครั้งที่ร้อย
ผ้ารัดหน้าอกเปื่อย ๆ ขาด ๆ หนึ่งผืนแลกกับสมบัติิญญาสองชิ้น ผลโกลาหลอีกสองผล แหวนเก็บสมบัติอีกหนึ่งวง... ยังมีหน้ามาบอกว่าเขาได้กำไรอีกงั้นหรือ?
‘เหตุใดบนโลกนี้ถึงมีสตรีน่าตายเช่นนี้อยู่เนี่ย!’
มู่เชียนจิ่วจัดแจงตัวเองเสร็จสิ้นก็ตัดสินใจจะจากไป ทว่าก่อนจากนางก็คิดได้ว่าควรพูดอะไรสักหน่อย
“เอ่อ...ขอบคุณที่ช่วย ลาก่อนน้า!”
“???” จวินอู๋เสียนิ่งอึ้งหมดคำจะด่า แม้แต่ในความคิดก็ตาม...
เมื่อััได้ว่าสตรีน่าตายจากไปไกลแล้ว ไอพลังบนร่างของจวินอู๋เสียก็เริ่มพลุ่งพล่าน ทว่าไม่นานก็สงบลง
สตรีที่ไร้ยางอายอย่างเ้า ต่อให้จะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะตามไปฉีกเนื้อเ้าเป็ชิ้น ๆ ให้ได้ คอยดู!!
.
.
ไม่รู้ว่าเดินมาไกลเพียงใด แต่ในที่สุดมู่เชียนจิ่วก็เริ่มเห็นแสงสว่าง หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ นางก็ออกมาจากรอยแยกของแผ่นดินและมาโผล่ที่สวนดอกท้อแห่งหนึ่ง
มู่เชียนจิ่วทำจมูกฟุดฟิด นางจะได้กลับไปพบอาจารย์และบรรดาลูกศิษย์ รวมถึงศิษย์หลาน เหลน โหลนของตนที่สำนักชิงอวิ๋นแล้ว!!!
‘อาจารย์ เสี่ยวจิ่วกลับมาแล้วเ้าค่า!!!’
----------
เวลาเจ็ดวันผ่านไปไวราวกับโกหก
ภายในหอสุราแห่งหนึ่งในเมืองโยวเฉิง
พลังิญญาในกายของมู่เชียนจิ่วราวกับจะล้นทะลักออกมา นางรู้ดีว่านี่เป็สัญญาณก่อนการบรรลุ
นางคิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์ของผลโกลาหลจะดีกว่าที่คาดเอาไว้หลายเท่า นางกินไปเพียงหนึ่งผล รอยแผลบนใบหน้าและอาการาเ็ต่าง ๆ ก็สมาน ร่างกายฟื้นฟูจนกลับมาเป็ปกติแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ชีพจริญญาที่ถูกชิงไปของนางก็ก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้ง และปรากฏรากปราณสีทองขนาดเท่านิ้วก้อย
ในความทรงจำของนาง ชีพจริญญามีระดับมนุษย์ ระดับดินและระดับฟ้า ซึ่งสามารถแบ่งแยกตามสีได้อย่างง่ายดาย โดยระดับมนุษย์รากปราณจะเป็สีเทา ระดับดินจะเป็สีเขียวและระดับฟ้ารากปราณจะเป็สีขาวขุ่น
ทว่ารากปราณสีทองของนางนี่กลับไม่ตรงกับประเภทใดเลย!
หรือนี่จะเป็ชีพจริญญาระดับเทพในตำนาน?
ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของชีพจริญญาระดับฟ้าจะเร็วกว่าคนธรรมดาร้อยเท่า... เช่นนั้นชีพจริญญาระดับเทพจะไม่ยิ่งรวดเร็วจนน่ากลัวมากหรอกหรือ?
คิดได้ดังนั้นมู่เชียนจิ่วก็ถึงกับอ้าปากค้าง จากนั้นร่างบางก็พุ่งออกไปราวกับลูกธนู หลังจากเหาะออกมาได้ไกลกว่าครึ่งลี้ ร่างน้อยก็ค่อย ๆ หายลับไป
ระดับบำเพ็ญเพียรของโลกใบนี้แบ่งออกเป็เจ็ดขั้น ได้แก่ ปัญญา มายาเดียวดาย ฌานดรุณ หลอมอธิก ผสานเต๋า ะ และสำแดง!
ก่อนที่ชีพจริญญาจะถูกชิงไป ตบะบารมีของมู่เชียนจิ่วอยู่ในจุดสูงสุดของระดับมายาเดียวดาย และอีกเพียงก้าวเดียวก็จะสามารถข้ามบรรลุสู่ระดับฌานดรุณได้แล้ว!
น่าเสียดายที่รากปราณเดิมถูกชิงไปเสียก่อนจึงทำให้นางแทบจะกลายเป็คนไร้ประโยชน์ โชคดีที่ตบะบารมีของนางได้รับการฟื้นฟูกลับมาดังเดิมด้วย ขอเพียงนาง้าก็สามารถบรรลุตบะบารมีข้ามสู่ขั้นถัดไปได้ทุกเมื่อ
ทว่าหากนางเบรรลุในหอสุราเล็ก ๆ แห่งนั้น คงเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็แน่ และแน่นอนว่าต้องกลายเป็จุดสนใจของใครต่อใคร นำพาความวุ่นวายมาสู่ตัวคงจะได้ไม่คุ้มเสีย
.
.
.