Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 การรับมือของอวี๋จื่ออวี๋

            “ตรวจจับพลังวิญญาณผ่านดาวเทียม...”

            น้ำเสียงนั้นทั้งขมขื่นและเศร้าใจ

            ส่วนลึกของหุบเขา อวี๋จื่ออวี๋ค่อยๆแหงนหน้าขึ้น มองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนอันลึกล้ำผืนนี้

            ม่านหมอกไม่อาจบดบังการมองเห็นของเขา

            นี่คือรัตติกาลอันมืดมิด มีเพียงสายฝนพรำแสงสว่างสลัวๆ ราวกับทะเลลึกอันเงียบสงบที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่น

            ทว่าท้องฟ้ายามราตรีผืนนี้เองที่ทำให้อวี๋จื่ออวี๋ไม่อาจสงบใจได้นาน

            ดาวเทียม...คำที่เคยห่างไกลเหลือเกิน

            บัดนี้กลับปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอย่างกะทันหันอีกทั้งยังเปรียบดั่งก้างปลาที่ติดอยู่ในลำคอ

            ตอนนี้เขาควรทำอย่างไร?

            เขาคิดถึงความเป็นไปได้มากมายแต่ไม่เคยคิดเลยว่า มนุษย์จะพัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับพลังวิญญาณได้สำเร็จและยังนำอุปกรณ์นั้นส่งขึ้นไปโคจรเป็นดาวเทียมเหนือชั้นบรรยากาศโลก

            “เฮ้อ...”

            ในใจของเขาวายป่วงราวกับมีฝูงม้าโคลนหญ้าหมื่นตัววิ่งพล่านอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกจนปัญญายิ่งนัก

            หากทำได้เขาอยากจะยิงศรระเบิดดาวเทียมในอวกาศที่ห่างออกไปหลายหมื่นเมตรนั้น

            แต่ในความเป็นจริง อย่าว่าแต่ทำได้เลยแค่เข้าถึงดาวเทียมดวงนั้นเขายังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

            และตอนนี้เรื่องที่เขาทำได้คงมีเพียงรอคอย...

            รอคอยมนุษย์มาตามหา...

            แล้วถูกพวกเขาคุมขังเพื่อขนย้ายกลับไปยังฐานลับสักแห่งหากโชคดีก็คงไม่ต้องถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย...

            เพียงแค่มีหน้าที่ผลิตน้ำบำรุงชีวิตทุกวัน

            แน่นอนว่าหากโชคร้ายเขาก็คงมีสภาพเหมือนไก่ที่ถูกฆ่าเอาไข่คือโดนชำแหละเพื่อทำการศึกษาอย่างละเอียด

            เมื่อคิดถึงจุดนี้หัวใจของอวี๋จื่ออวี๋ก็จมดิ่งลงสู่ความมืดมิดทีละน้อย

            ไร้หนทางแก้

            ไร้หนทางแก้อย่างแท้จริง

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับดาวเทียมตรวจจับพลังวิญญาณที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันอวี๋จื่ออวี๋ก็จนปัญญา

            ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงต้นหลิวต้นหนึ่ง

            และในฐานะต้นไม้เขาก็ไม่อาจถอนรากวิ่งเล่นยามตะวันตกดินได้

            กล่าวคือ นอกจากรอคอยมนุษย์มาตามหาเขาก็ทำอะไรไม่ได้เลย

            และในตอนนี้ราวกับสัมผัสได้ถึงจิตใจหดหู่กะทันหันของอวี๋จื่ออวี๋

            “แกว๊ก แกว๊ก...”

            เสียงร้องก้องกังวานดังขึ้นแล้วเหล่าเหยี่ยวเพเรกรินทั้งแปดตัวก็พากันโบยบินออกจากรัง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

            “แกว๊ก แกว๊ก...”

            อีกครั้งที่มีเสียงร้องต่อเนื่องเหล่าเหยี่ยวเพเรกรินทั้งแปดตัวบินวนเวียนอยู่รอบร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ราวกับกำลังร่วมโศกเศร้าไปด้วย

            นกมีจิตวิญญาณสามารถเข้าใจอารมณ์ของอวี๋จื่ออวี๋ในตอนนี้ได้

            “ข้าไม่เป็นไร”

            อวี๋จื่ออวี๋ยื่นกิ่งก้านออกไปราวกับต้องการหยอกล้อเหยี่ยวเพเรกรินเหล่านี้ แต่เมื่อยื่นไปหาได้ครึ่งทางเขาก็หดกลับมา

            ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้นรู้สึกราวกับมีหินก้อนหนักๆ ขนาดมหึมากดทับอยู่ในใจ

            “ต้องมีทางออกสิ...มันต้องมี”

            หลังจากที่พร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอวี๋จื่ออวี๋ก็เก็บกวาดความว้าวุ่นในใจ และจมดิ่งสู่ห้วงความคิด

            เท่าที่ประเมินในตอนนี้ดาวเทียมตรวจจับพลังวิญญาณน่าจะแค่ตรวจพบความผิดปกติของพลังวิญญาณในบางพื้นที่เท่านั้นไม่สามารถระบุพิกัดที่เฉพาะเจาะจงได้

            ไม่อย่างนั้นคนที่มาลงสำรวจพื้นที่ก็คงไม่ได้มีแค่ไม่กี่คนนี้

            ถ้าให้พูดต้องบอกว่าเพียงไม่กี่คนนี้ไม่อาจทนทานต่อแรงฟาดของเขาแม้เพียงเสี้ยววินาที

            หากใช้รากไม้จู่โจมอวี๋จื่ออวี๋ย่อมสามารถบีบรัดสังหารพวกเขาได้ในพริบตา

            และตอนนี้เรื่องที่อวี๋จื่ออวี๋อยากรู้คือหลักการทำงานของอุปกรณ์พลังวิญญาณเพื่อที่เขาจะสามารถหลบเลี่ยง หรือแม้กระทั่งโต้กลับได้

            แน่นอนว่ามีอีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาเช่นกัน

            นั่นคือจะสามารถหลอกเหล่านายทหารที่มาสำรวจพื้นที่ชุดนี้ได้หรือไม่?

            หากสามารถหลอกนายทหารเหล่านี้ได้และยังสามารถโต้กลับดาวเทียมตรวจจับพลังวิญญาณได้ด้วยอวี๋จื่ออวี๋ก็จะสามารถรับประกันความปลอดภัย

            เมื่อคิดถึงจุดนี้สายตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็หันไปทางชิงเอ๋อร์ที่อยู่ไม่ไกลนักและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

            “ชิงเอ๋อร์พอจะช่วยข้าสอบถามรายละเอียดเฉพาะของดาวเทียมตรวจจับพลังวิญญาณหน่อยได้ไหม”

            เมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักชิงเอ๋อร์ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น ดวงตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

            “รับทราบค่ะ นายท่าน”

            ชิงเอ๋อร์ตอบกลับจากนั้นจิตสำนึกของเธอก็กลับสู่ส่วนลึกของวิญญาณอีกครั้ง

            .....

            ไม่นานนัก ริมฝีปากของชิงเอ๋อร์ก็ขยับเบาๆราวกับกำลังทบทวนข้อมูล

            “ดาวเทียมตรวจจับพลังวิญญาณเป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดระดับความหนาแน่นของพลังวิญญาณในพื้นที่หนึ่งแต่เราสามารถป้องกันล่วงหน้าได้ตามระดับความหนาแน่นที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่อย่างเช่นตอนนี้ที่เรามาสำรวจพื้นที่นี้ อย่างแรกคือเพื่ออพยพผู้คนและอย่างที่สองคือเพื่อยืนยันว่าระดับความหนาแน่นของพลังวิญญาณในพื้นที่ผิดปกตินี้เกิดจากสภาวะแวดล้อมหรือมีสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งถือกำเนิดขึ้นกันแน่”

            “ความหนาแน่นของพลังวิญญาณในพื้นที่อย่างนั้นก็หมายความว่าพวกเขายังไม่ได้ยืนยันการมีอยู่ของข้าสินะ”

            เมื่อได้ยินเสียงที่ส่งมาจากชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็วิเคราะห์อย่างสุขุม

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋พ่นลมหายใจออกมาแล้วก็ใจชื้นขึ้นบ้าง

            นี่ยังดีนะ ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายที่สุด

            หากยังไม่สามารถยืนยันได้เขาก็ยังมีโอกาสรอด

            แต่ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาการตรวจจับพลังวิญญาณจากนอกโลก

            หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็ตัดสินใจเริ่มจาก ‘วิชาเต่าจำศีล’ที่เขาเคยใช้โจมตีอินทรีทองยักษ์เมื่อครั้งก่อน

            ครั้งนั้นเขาได้กลั้นหายใจและอำพรางพลังงานส่วนใหญ่ในร่างกาย ทำให้อินทรีทองยักษ์ประเมินศัตรูผิดพลาด

            หากเขาสามารถยกระดับวิชานี้ให้เป็นความสามารถติดตัวและเสริมแกร่งมันได้

            บางทีเขาอาจจะสามารถหลบเลี่ยงสายตาของดาวเทียมตรวจจับพลังวิญญาณได้จริงๆ

            เมื่อคิดถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ดึงสติกลับสู่ห้วงความคิด

            “ความสามารถฉันต้องการให้สิ่งนี้เป็นความสามารถถาวรของตัวเองเหมือนหมอกหนาที่ปกคลุมอยู่รอบกายตลอดเวลา...แต่เดี๋ยวนะ หมอกหนา...”

            อวี๋จื่ออวี๋ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก็ตระหนักขึ้นมาทันที

            เขาน่าจะมองข้ามพลังอีกอย่างหนึ่งของหมอกหนามาโดยตลอดนั่นคือการซ่อนตัวตน

            “ให้ตายเถอะนี่เป็นการพัฒนาอีกขั้นของวิชาเต่าจำศีลที่ฉันสร้างขึ้นมาเองหรือเปล่า”

            อวี๋จื่ออวี๋รำพึงในใจจากนั้นนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กระตุ้นหมอกหนาที่ปกคลุมอยู่รอบๆอย่างกระตือรือร้น

            “ครืน...”

            หมอกหนาเคลื่อนตัวราวกับสายลมที่พัดพาฝุ่นละอองฟุ้งเต็มท้องฟ้า

            คลื่นลมกรรโชกก่อตัวขึ้นในหุบเขาอย่างกะทันหันแต่ในตอนนี้เอง แรงกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาก็ค่อยๆจางหายไป...จนกระทั่งลดลงไปอยู่ในระดับที่แทบจะไม่สามารถรับรู้ได้

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน