"พี่รอง พี่ใหญ่กลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ"
หลังจากที่พวกเขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีกลิ่นหอมสะอาดแตกต่างจากทุกวัน ก็ตรงมายังห้องครัวทันที ั้แ่เมื่อเช้าพวกเขาสองพี่น้องยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำ นอกจากน้ำเปล่าที่กินประทังความหิว
แต่ทว่าเมื่อพวกเขาเปิดฝาครอบอาหารออก จากที่คิดว่าอาหารที่พี่สะใภ้เตรียมไว้คงเป็เพียงข้าวต้มที่มีน้ำใสๆ กับเม็ดข้าวไม่กี่เม็ดและผักดองที่อีกฝ่ายกินเหลือ แต่ภาพอาหารตรงหน้าทำให้พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตา
อาหารบนโต๊ะมันเกินกว่าที่พวกเขาคิดไปมาก เฉินซินยี่จึงได้ถามออกมาเช่นนั้น เพราะนั่นเป็เพียงเหตุผลเดียวที่พอจะเป็ไปได้ แต่ั้แ่ที่พวกเขาเดินเข้าบ้านมาก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้เป็พี่ชาย และเฉินสือฮันก็เชื่อว่าหากพี่ชายกลับมาแล้วเห็นสภาพของทุกคนเป็เช่นนี้ โจวซิ่วหลันคงไม่ได้เดินลอยหน้าลอยตาอยู่แบบนั้นแน่
เขาจึงส่ายหน้าเป็คำตอบให้แก่น้องสาว เพราะเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน จากนั้นจึงนั่งลงบอกให้ผู้เป็น้องสาวลงมือกินข้าวเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นหิวมากแล้ว
"กินเถอะ"
"กินได้จริงๆ หรือพี่รอง"
เฉินซินยี่ถามพี่ชายคนรองของตัวเองอย่างไม่แน่ใจ
อาหารตรงหน้าพวกเขาจะกินได้จริงๆ น่ะหรือ ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะหิวมากและอาหารพวกนี้ก็น่ากินเหลือเกิน ทั้งยังมีทั้งไข่และเนื้ออีกด้วย แต่เธอก็ไม่อยากถูกพี่สะใภ้ตีหรอกนะ
"อืม เสี่ยวยี่ก็ได้ยินที่พี่สะใภ้บอกไม่ใช่หรือยังไง"
เฉินสือฮันเอ่ยให้น้องสาวมั่นใจ แล้วจึงตักไข่เจียวใส่ถ้วยที่เต็มไปด้วยเม็ดข้าวที่ถูกต้มจนนุ่มฟูของอีกฝ่าย พยักพเยิดให้เธอลงมือกินข้าว ส่วนเขาก็ลงมือกินทันที
เฉินซินยี่เห็นเช่นนั้นก็ไม่คิดสิ่งใดอีก จดจ่ออยู่แต่กับอาหารตรงหน้า เมื่อได้ตักเข้าปากในคำแรก เธอก็รู้สึกว่าเธอไม่สามารถหยุดกินได้อีกเลย
สองพี่น้องกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยและหิวโหย นานมากแล้วที่พวกเขาไม่ได้กินอาหารดีๆ แบบนี้ เผลอแป๊บเดียวอาหารทุกอย่างก็หมดลง ไม่เหลือแม้แต่ผักดองที่พวกเขาคิดว่ากินทุกวันจนรู้สึกเบื่อ
หลังจากกินเสร็จก็ช่วยกันเก็บจานชามทั้งหมดไปล้าง และเช็ดทำความสะอาดโต๊ะ ภายในใจของเด็กทั้งสองล้วนเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้และมีคำถามมากมาย เมื่อทำทุกอย่างจนเรียบร้อยดีแล้ว จึงรีบเดินเข้าไปหาผู้เป็แม่ที่น่าจะตื่นนอนแล้ว ท่านเป็เพียงคนเดียวที่น่าจะให้คำตอบพวกเขาได้ดีที่สุด
แต่แล้วความอยากรู้ทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไป เมื่อเห็นว่าผู้เป็แม่นั้นได้รับาเ็
"แม่ครับเกิดอะไรขึ้น พี่สะใภ้เป็คนทำอย่างนั้นหรือ"
เฉินสือฮันพุ่งตัวมาหาผู้เป็แม่ในทันที ใบหน้าของเขานั้นบิดเบี้ยวเขียวคล้ำดวงตาแดงก่ำ เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายทำร้ายมารดาของตน
"อาฮัน เสี่ยวยี่"
แม่เฉินหันมามองลูกๆ ทั้งสองของนาง ก่อนจะยิ้มให้เด็กทั้งสองที่มองสำรวจร่างกายของนางด้วยดวงตาแดงก่ำ ฝ่ามือผอมบางยกขึ้นลูบศีรษะและใบหน้าของเด็กหญิงที่กำลังมองนางอย่างห่วงใย แล้วจึงได้เอ่ยแก้ไขความเข้าใจผิดของบุตรชายคนรอง
"ไม่ใช่ ซิ่วหลันไม่ได้ทำอะไรแม่"
แม่เฉินเอ่ยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้ลูกๆ ทั้งสองฟัง ทั้งบอกกับเด็กทั้งสองว่าไม่ต้องเป็ห่วงเพราะคุณหมอที่มารักษาบอกว่าไม่ได้เป็อะไรมาก เพียงแต่ว่าอย่าพึ่งเคลื่อนไหวร่างกายจนกว่าอาการาเ็จะหายดี และเอ่ยในสิ่งที่ทำให้เด็กทั้งสองแทบจะไม่เชื่อหูของตัวเอง
พี่สะใภ้ใจร้ายคนนั้นเป็คนที่ช่วยเหลือมารดาและยังเป็คนไปตามหมอมารักษา วันนี้ยังเป็คนดูแลมารดาอีกด้วย
นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
แต่พวกเขาก็พึ่งจะพบเจอเื่น่าเหลือเชื่อเ่าั้มาไม่ใช่หรอกหรือ
"แม่คะ เกิดอะไรขึ้นกับพี่สะใภ้หรือคะ"
เฉินซินยี่เอ่ยถามมารดาอย่างไม่เข้าใจ ทั้งยังเล่าถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของพี่สะใภ้ อีกทั้งเื่ที่เธอได้กินข้าวจนอิ่มท้องและไข่เจียวแสนอร่อย โดยมีผู้เป็พี่ชายคอยพยักหน้ายืนยันในสิ่งที่เธอพูด
เฉินสือฮันยังเอ่ยถึงเื่ที่ภายในบ้านถูกทำความสะอาด รวมถึงห้องนอนของพวกเขาด้วย ทั้งยังเื่การซักเสื้อผ้าเ่าั้อีก
"ซิ่วหลันคงไม่อยากเข้ามารบกวนแม่"
นั่นคือความน่าจะเป็เมื่อเด็กๆ เอ่ยถึงเื่ห้องนอนของนางว่าทำไมจึงยังคงอยู่ในสภาพเดิม
ถึงแม้ว่านั่นจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่เฉินสือฮันยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวด ผู้หญิงคนนั้นมีความเกรงอกเกรงใจคนอื่นที่ไหนกัน เมื่อครู่ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายพึ่งจะยึดเอาปลาของเขาไปหรอกหรือ เป็เพราะมารดาของเขาอยู่ในห้องต่างหาก ผู้หญิงคนนั้นเลยไม่กล้าเข้ามารื้อค้นสิ่งใด แต่หากว่าอีกฝ่าย้าจะเข้ามาจริงๆ ใครจะกล้าห้ามเธอกัน แต่เขาก็ยังคิดว่าผู้หญิงคนนั้นต้องคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่แน่
แต่จะทำอะไรล่ะ ห้องนอนของเขากับน้องสาวก็ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย
เฉินสือฮันขบคิดอย่างปวดหัวก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างแรง
ไม่รู้ล่ะ ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่มีทางไว้ใจผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นง่ายๆ อย่างแน่นอน
สามคนแม่ลูกต่างนั่งมองหน้ากันไปมาอย่างโง่งม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อยู่ๆ คนคนหนึ่งก็เปลี่ยนไปมากมายถึงขนาดนี้
แม่เฉินมองดูลูกทั้งสองของตนอย่างไม่รู้ว่าจะเอ่ยสิ่งใดกับเื่นี้ดี ท่าทีของเฉินสือฮันล้วนอยู่ในสายตาของนาง
เฉินซินยี่นั้นช่างเถิด อีกฝ่ายรู้สึกยินดีมากเสียด้วยซ้ำ เอาแต่พูดว่า ดีจริงๆ เธออยากให้พี่สะใภ้เป็แบบนี้ไปนานๆ
แต่เฉินสือฮันนี่สิที่น่าเป็ห่วง เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าบุตรชายนั้นตั้งแง่กับพี่สะใภ้ของตัวเองขนาดไหน แต่จะโทษบุตรชายของนางก็ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาฝ่ายนั้นก็ร้ายกาจมากมายเหลือเกิน แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่ได้ไว้วางใจในตัวลูกสะใภ้มากนัก แต่เมื่อเป็เช่นนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ
แม่เฉินจึงได้เอ่ยขึ้นกับลูกชายคนรอง
"เป็แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรืออาฮัน"
เฉินสือฮันมองสบตาของมารดา เขาก็จนด้วยคำพูดจึงได้แต่พยักหน้ารับ
"ครับแม่"
เมื่อไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใดได้ และไม่อาจหาคำตอบได้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับสะใภ้ของบ้าน เด็กทั้งสองจึงช่วยกันเก็บกวาดห้องนอนของผู้เป็แม่ วันนี้พวกเขาได้กินอาหารอิ่มท้อง เรี่ยวแรงจึงมีเหลือเฟือ
ส่วนหญิงสาวที่ตกอยู่ในหัวข้อสนทนาและทำให้ผู้อื่นคิดไม่ตก กลับกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็นของวันนี้อย่างมีความสุข
ความจริงโจวซิ่วหลันนั้นชื่นชอบในการทำอาหารเป็อย่างมาก ่ที่เรียนมหาวิทยาลัยเธอจึงสมัครเข้าไปเป็ผู้ช่วยแม่ครัวในร้านอาหารที่เปิดใน่ค่ำ ได้ความรู้ในการทำอาหารมาไม่น้อย และเธอถือได้ว่ามีพร์ในการทำอาหารเป็อย่างมาก เพราะใน่หลังๆ เป็เธอที่ทำอาหารให้ลูกค้าด้วยตัวเองจนลูกค้าหลายคนติดใจในรสมือต้องกลับมาอุดหนุนอีก
แต่หลังจากที่เรียนจบ ได้เข้าทำงานเป็นักสาธารณสุขในสถานพยาบาล เธอก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ชอบอีก เพราะหน้าที่การงานรัดตัวจนแทบจะไม่มีเวลาให้กับตัวเองเลยด้วยซ้ำ
วันนี้ได้กลับมาทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องเครียดและกดดันตัวเองในแต่ละวัน ไม่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบเหมือนต้องแข่งกับเวลา มันเป็ความสุขที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในชีวิตก่อน เธอรู้สึกมีความสุขและสบายใจอย่างที่สุด
เพียงไม่นานกลิ่นหอมของอาหารก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน จนทำให้อีกสามชีวิตภายในบ้านพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่อาจที่จะห้ามใจได้
"แม่คะ เราจะได้กินข้าวอีกหรือเปล่า"
เฉินซินยี่ที่ทนกับความหอมนั้นไม่ไหวจึงได้เอ่ยถามมารดา หากเป็เช่นดังปกติพวกเขาจะได้กินอาหารแค่วันละมื้อเท่านั้น แต่ในเมื่อพี่สะใภ้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวัง
ในขณะที่แม่เฉินกระอักกระอ่วนใจ ไม่รู้ว่าจะตอบบุตรสาวเช่นไรดี เพราะนางก็ไม่รู้เช่นกัน เห็นบุตรสาวมีใบหน้าเศร้าหมองก็รู้สึกสงสารจับใจ
ส่วนเฉินสือฮันได้แต่โทษตัวเองที่ไม่อาจรักษาปลาเ่าั้เอาไว้ได้ แค่ได้กลิ่นเขาก็รู้ว่าอาหารเ่าั้ทำมาจากปลาที่เขาเป็คนหามา
ในตอนนั้นเองประตูห้องนอนของแม่เฉินก็ถูกเปิดออก
"คุณแม่คะ ได้เวลาทานข้าวทานยาแล้วค่ะ"