Silver Dust : Merlin

ตอนที่ 165 ผู้ช่วยมากความสามารถ

ตอนที่ 165 ผู้ช่วยมากความสามารถ

*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****


เมอร์ลินสังเกตว่ามาวิชนั้นมีความฉลาดมาก แต่ที่เหนือยิ่งกว่านั้นดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กจะรู้ใจเขาไปเสียทุกอย่างราวกับเข้ามานั่งอยู่ในใจของเขาด้วยซ้ำ ทั้งนี้มันยังตอบสนองคำสั่งของเมอร์ลินได้เป็นอย่างดี

ในทุกๆ การกระทำของมาวิชนั้นราวกับจะเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของเขาก็มิปาน

นี่มันไม่แปลกเกินไปหรอ!

มาวิชเชื่อฟังเขาเกินไป ตอบสนองความต้องการของเขาเกินไป สติปัญญาชาญฉลาดเกินไป ความฉลาดนี้ไม่ใช่สิ่งที่โฮมุนคูสจะมีได้

จากประวัติศาสตร์ได้กล่าวว่าโคมุนคูสไม่ได้ฉลาดนัก หลายตัวกระทั่งมีสติปัญญาไม่ต่างจากเดรัจฉาน ต่อให้เป็นโฮมุนคูสที่ฉลาดที่สุดก็มีความฉลาดเหนือคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกมันเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนักวิชาการเลยด้วยซ้ำ

มันจึงน่าแปลกที่มาวิชสามารถไล่ตามความคิดของเขาได้ทัน

‘จากเหตุการณ์ที่ฉันสังเกตมา ไม่ว่าดวงเนตรสีเงินหรือเจ้ามาวิช พวกมันมักจะหวั่นเกรงในดวงวิญญาณของฉันเป็นอย่างมาก เป็นไปได้ไหมว่าสาเหตุทั้งหมดอาจจะเกิดจากดวงวิญญาณของฉัน’ เมอร์ลินอดที่จะคิดในใจไม่ได้เกี่ยวกับดวงวิญญาณของตนเอง

วิญญาณดวงนี้ลึกลับเกินไป แม้แต่เขาที่เป็นเจ้าของก็ยังไม่สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

และมันเป็นไปได้มากว่าสาเหตุที่มาวิชเชื่อฟังเขาขนาดนี้อาจเป็นผลมาจากดวงวิญญาณของเขาเช่นกัน

หลังจากที่มาวิชตบปากรับคำของเมอร์ลินแล้ว มันก็กวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะส่งเสียงคำรามที่ยิ่งใหญ่ออกมา

กรรรรรจ์!!!

เสียงนี้ไม่ได้น่ารัก แต่มันทรงอำนาจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังแฝงเร้นด้วยเจตจำนงที่ยิ่งใหญ่

เหล่าบรรดาวิญญาณที่สิงอยู่ในผนังไม่กล้าที่จะไม่ปฏิบัติตาม

ครานั้นเอง

ห้องทั้งห้องก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

ภาพสลักที่เคยน่าเกลียดสยดสยอง บัดนี้กลับกลายเป็นภาพของผู้คนที่โชว์สรีระร่างกายที่งดงาม ไม่ว่าหญิงหรือชาย เด็กหรือแก่ ต่อให้ไม่ใช่ผู้ที่มีกล้ามมัด แต่ท่าทางที่แสดงออกมากลับเป็นภาพที่งดงาม ท่วงท่าเหล่านั้นทำให้ห้องนี้คล้ายกับเป็นห้องเต้นรำของสวรรค์

เมอร์ลินมองภาพนี้อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“นี่มัน ...” เขาตกตะลึงจนพูดไม่ออก

แล้วตอนนั้นเองเขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“นี่ไม่ใช่ว่ามันเป็นภาพของศิลปินอันมีชื่อมากมายที่ฉันเคยเห็นหรอกหรือ?”

เนื่องด้วยความจำที่ร้ายกาจ มันไม่มีทางพลาดที่เขาจะจดจำไม่ได้

เมอร์ลินไม่ได้อ่านหนังสือเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จากหนังสือที่เขาเคยอ่านมา หนังสือภาพศิลปะก็เคยผ่านตาของเขามาแล้วเช่นกัน

มันจะไม่แปลกหากช่วงเวลาก่อนหน้านี้เมอร์ลินได้รับมาวิชมาเลี้ยงเอาไว้แล้ว เพราะมันอาจจะเห็นภาพเหล่านี้จากหนังสือที่เขาได้อ่านมา แต่นี่เขาพึ่งรับมันมาได้ไม่กี่วัน ซึ่งภาพศิลปะเหล่านี้เขาเคยอ่านมันมานานแล้ว

มันเป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้ามาวิชมีความสามารถพอๆ กับเขา

กล่าวอีกนัยหนึ่งมันอาจเป็นไปได้ว่าเจ้ามาวิชอาจสามารถใช้ความจำร่วมกับเขาได้ นั่นจึงทำให้มันมีความเข้าใจเหมือนกับเขาได้เป็นพิเศษและตอบสนองความต้องการของเขาได้อย่างแม่นยำ

มันปฏิเสธไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้เมอร์ลินได้มีความคิดที่จะเลียนแบบภาพจิตกรรมในห้องโถงมาใช้ประดับในห้องทดลองนี้

แต่เนื่องด้วยเป็นศิลปะที่ต่างกัน มาวิชจึงปรับใช้ตามข้อจำกัดจนเกิดเป็นภาพนี้ออกมา

หากทุกอย่างนั้นเป็นอย่างที่เมอร์ลินคิด นี่ไม่ใช่ว่าเขามีผู้ช่วยมือดีอยู่กับตัวหรอกหรอ?

ในตอนแรกเมอร์ลินคิดว่ามาวิชอาจเป็นผู้คุ้มกันที่ดีให้เขาได้ แต่ตอนนี้ความคิดของเขาได้เปลี่ยนไป บางทีมันอาจจะเป็นผู้ช่วยที่ทำให้เขาสามารถทำการวิจัยได้อย่างราบรื่นก็เป็นได้

“ดีมาก! ดีมาก! มาวิชนายทำได้ดีมาก”

มาวิชที่ได้รับคำชมมันก็บินไปรอบๆ ตัวเมอร์ลินอย่างกระโดดโลดเต้น

“ตอนนี้ดูเหมือนว่าฉันจะสามารถเปิดห้องลับนี้ให้มาร์เทลได้รับรู้ได้แล้ว ผู้คนที่ได้มาเยือนในห้องนี้อาจไม่มีความคิดว่ามันเคยเป็นห้องทดลองศาสตร์วิญญาณอีกเป็นแน่”

ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมอร์ลินจะแก้ปัญหาที่หนักใจของเขาได้แล้ว การเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิญญาณนั้นมีความเสี่ยงกับเขามากจริงๆ

“เอาล่ะ ยังไงคืนนี้ต้องไม่เสียเปล่า ไหนๆ วันนี้ก็ได้ห้องทดลองใหม่ที่น่าดูแล้ว ฉันควรทดลองการใช้พลังอักขระอย่างเต็มที่”

เมื่อคิดได้ดังนั้นเมอร์ลินก็ไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยพลังอักขระของตนเองออกมา

ครืน ...

พลังสีฟ้าทะลักออกมาจากร่างกายของเขา มันแผ่รัศมีในระยะสิบเมตร

ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็สังเกตท่าทางของมาวิช

เจ้าตัวเล็กดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง แต่ท่าทางของมันดูระมัดระวังเป็นอย่างมาก

เมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ นี้เมอร์ลินจึงเอ่ยถามทันที

“มาวิชนายสัมผัสได้ถึงพลังของฉันใช่ไหม?”

มาวิชพยักหน้า

“แต่นายมองไม่เห็นมันใช่ไหม?”

แล้วมาวิชก็พยักหน้าอีกครั้ง

ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็สรุปได้ว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็นพลังอักขระขั้นสีฟ้า แต่คนอื่นๆ จะมองไม่เห็นพลังของเขา เรียกได้ว่ามันคือพลังล่องหนสำหรับคนอื่น

เมอร์ลินทดลองควบคุมพลังอักขระตามความคิด เขาชี้นิ้วไปข้างหน้าแล้วพลังอักขระก็เปลี่ยนรูปร่างไปตามความคิด

พลังอักขระนี้ยังคงปริมาตรเท่าเดิม ไม่ว่าเมอร์ลินจะทำให้มันเปลี่ยนรูปร่างเป็นสิ่งใด

เมื่อเมอร์ลินอยากให้มันเป็นทรงกลม มันก็จะเป็นทรงกลม

อยากให้มันแบน มันก็จะแบน

หรืออยากให้มันกลายเป็นโดมครอบตัวของเขาเอาไว้ มันก็สามารถทำได้

เพียงแต่ปริมาตรของมันจะไม่เปลี่ยนไป

เมอร์ลินอ่านหนังสือมามากมายย่อมรู้ว่าหากำแพงที่บางอาจจะพังทลายได้ง่าย หากทำให้หนาหน่อยก็ไม่สามารถครอบคลุมได้หมด ดังนั้นมันจึงมีข้อดีข้อเสียตามการใช้งาน

เขาทดลองเปลี่ยนรูปร่างพลังอักขระไปมากมาย ไม่นานเขาก็เริ่มเข้าใจการทำงานของมัน

ตอนนั้นเองเขาก็หันไปทางมาวิชแล้วพูดว่า “มาวิช พวกเรามาเล่นด้วยกันหน่อยไหม?”

แน่นอนว่าเจ้ามาวิชต้องพยักหน้าตกลงอย่างกระตือรือร้น

“เอาล่ะ ถ้างั้นก็รับมือ”

เวลานั้นเองเมอร์ลินก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นแล้วผลักออกไปด้านหน้า

ครืน!

พลังอักขระเปลี่ยนรูปร่างเป็นกำแพงหนาพุ่งเข้าไปปะทะกับร่างเล็กของมาวิช

ตึง!

เจ้ามาวิชไม่ทันได้ตั้งตัวและมันก็ไม่สามารถมองเห็นการโจมตีของเมอร์ลินด้วย

ร่างของมันจึงถูกผลักจนกระเด็นออกไปอย่างไม่รู้ตัว

กำแพงอักขระยังคงถูกผลักออกไปเรื่อยๆ แล้วตอนนั้นเองเจ้าแกะตัวเล็กก็ระเบิดความแข็งแกร่งออกมา

ปัง!

กำแพงพลังอักขระเมอร์ลินถูกทำลาย

แม้ร่างของมาวิชจะมีขนาดเท่ากำปั้น แต่ความแข็งแกร่งด้านกายภาพของมันกลับมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าจอมอัศวิน!

พลังอักขระขั้นสีฟ้าของเมอร์ลินไหนเลยจะสามารถรองรับพลังกายเนื้อที่แข็งแกร่งนี้ได้

กำแพงนั้นแตกกระจายกลายเป็นพลังอักขระที่ไม่คงรูป

ไม่เท่านั้นร่างเล็กของมาวิชยังพุ่งเข้าหาเมอร์ลินอย่างรวดเร็ว