คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 94 เทพนักรบคนใหม่

            

            หลายวันมานี้ ซูฉางอันกลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก

            หลังมื้อเที่ยง เขาเดินทางมาที่ลานฝึกด้วยอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไป

            ชิงหลุนถือกระบี่เอาไว้ในมือ และยืนรออยู่ก่อนแล้ว

            นางมีสีหน้าเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก มากจนใกล้เคียงกับเย็นชาเลยทีเดียว

            “เริ่มกันเถอะ” นางกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

            “อืม” ซูฉางอันก้มหน้าลงต่ำ พลางขานรับไปด้วยเขาปรายตามองชิงหลุนอย่างลืมตัว เมื่อได้เห็นสีหน้าเย็นยะเยือกของนางจึงแอบรู้สึกผิดหวังอย่างอดไม่ได้

            เขาสูดหายใจเข้าลึก จัดระเบียบความคิดแสนวุ่นวายของตัวเอง และเริ่มการฝึกขึ้นในที่สุด

            วิชากระบี่แรกที่ชิงหลุนสอนเขา เป็นวิชาชื่อว่าหิมะไร้เงามันเป็นวิชากระบี่ระดับสูงซูฉางอันสัมผัสได้ว่าวิชานี้อยู่ระดับสูงกว่าวิชามาลุตวสันต์ที่อวี้เหิงสอนให้เสียอีกน่าเสียดายที่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรเขาก็ฝึกวิชานี้ไม่ได้เสียที

            ดังนั้น ชิงหลุนจึงมอบวิชากระบี่วายุหมอกให้เขาแทนวิชานี้ก็มีพลังที่แข็งแกร่งมาธรรมดาเช่นกัน อย่างน้อยมันก็ทรงพลังไม่ด้อยไปกว่าวิชามาลุตวสันต์เลยซูฉางอันตั้งใจฝึกฝนมันเป็นอย่างมากบวกกับชิงหลุนเองก็มักจะชี้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เขาจึงพอจะฝึกวิชานี้ได้บ้างแล้ว

            บ่ายนี้ เขาตั้งใจฝึกกระบี่เฉกเช่นทุกวัน ปัญหาในการฝึกวิชาได้รับการแก้ไขไปหลายอย่าง

            ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจหนักๆ ออกมา จากนั้นกลับมายืนตรงและเก็บกระบี่เข้าไปในฝักอย่างรวดเร็ว

            เขาเตรียมหันไปบอกลากับชิงหลุน แต่จู่ๆ ก็มีกระแสลมพัดเข้ามาพลันร่างของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาในอ้อมแขนของเขา

            “ลำบากแล้ว” ชิงหลุนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            เมื่อรับรู้ถึงกระแสแห่งความอบอุ่นที่ส่งมาจากร่างของอีกฝ่ายซูฉางอันก็รู้สึกราวหัวกำลังจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว

            หลายวันที่ผ่านมา เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

            เมื่อใดที่ซูฉางอันไม่ได้ฝึกวิชา ชิงหลุนมักหาเวลามาอยู่ใกล้ชิดกับเขาตลอด

            เริ่มจากตื่นตระหนกในตอนแรก มาถึงจนปัญญาในตอนนี้ ซูฉางอันมีความรู้สึกหลากหลายสับสนมากเหลือเกิน

            จากที่ได้อยู่ด้วยกันมาตลอดหลายวันตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าชิงหลุนไม่ได้ชอบตน หรือจะพูดอีกแบบก็คือชิงหลุนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบหมายถึงอะไรกันแน่

            แม้ซูฉางอันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าการชอบใครเป็นอย่างไรแต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าต้องไม่ใช่แบบนี้แน่

            แต่ต้องยอมรับว่าเขารู้สึกดีขึ้นมาก ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับยังรอคอยที่จะได้ใกล้ชิดกับชิงหลุนเสียด้วยซ้ำ

            แต่อย่างไรเสีย ชิงหลุนก็เป็นถึงอาจารย์อาของเขา อีกอย่างการได้ใกล้ชิดกับชิงหลุนที่เข้าใจคำว่าชอบผิดไป ก็ทำให้เขารู้สึกผิดเป็นอย่างมากดังนั้น เขาจึงดันร่างบางออกไปเบาๆ อย่างแนบเนียนเฉกเช่นทุกครั้ง

            ชิงหลุนหันมองซูฉางอันด้วยดวงตากลมโตอย่างสงสัยราวต้องการจะถามว่าดันร่างของนางออกมาทำไม

            ซูฉางอันเกาหัวอย่างทำตัวไม่ถูก และเตรียมจะอธิบายออกไป

            ก๊อกๆๆ!

            มีเสียงเคาะดังมาจากประตูสำนัก

            ซูฉางอันสะดุ้งตกใจ หันไปบอกกับชิงหลุน “มีคนมา ข้าไปเปิดประตูก่อน” เขาหมุนตัวแล้ววิ่งไปที่ประตูสำนักภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของชิงหลุน

            เมื่อเปิดประตู ซูฉางอันกลับพบว่าคนที่มาเป็นใครคนหนึ่งที่เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะมา...บุตรของเทพนักรบ จิตแห่งต้าเว่ยที่จากโลกไปแล้ว ตู้หงฉาง

            “เจ้าเองรึ? ” ซูฉางอันชะงักไป ก่อนจะพูดด้วยความสงสัย

            แม้เขากับตู้หงฉางเคยมีเรื่องมีราวกันที่งานหลอมดาวในสำนักปาฮวงแต่นั่นก็ผ่านมานานมากแล้ว และซูฉางอันก็ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรอีกอย่างบิดาของตู้หงฉางก็ตายระหว่างไปช่วยกู่เซี่ยนจวินพร้อมกับเขาอีกซูฉางอันจึงรู้สึกผิดต่อตู้หงฉางอยู่ไม่น้อย

            เหตุนี้ ซูฉางอันจึงไม่ได้โกรธหรือเกลียดตู้หงฉาง ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกผิดเสียมากกว่า

            แต่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดตู้หงฉางถึงมายังสำนักเทียนหลานเขาไม่คิดว่าตนกับคนตรงหน้าจะมีความสัมพันธ์ สนิทสนม หรือมีเรื่องต้องคุยกันแม้แต่น้อย

            “ข้าเอง” ตู้หงฉางพยักหน้าตอบ และส่งประกายรอยยิ้มที่ไม่ค่อยน่ามองเท่าไรนักมาให้ใบหน้าของเขาแลดูซีดเผือดเป็นเหลือเกิน แสดงให้เห็นแล้วว่าหลายวันมานี้เขามีเรื่องเครียดเยอะไม่เบาเลย

            “ขอข้าเข้าไปนั่งข้างในได้ไหม? ” ตู้หงฉางบอกเช่นนั้นโดยใช้น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความวิงวอน

            ซูฉางอันรู้สึกบีบแน่นที่หัวใจเมื่อหวนนึกไปถึงชายวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความผยองและกล้าหาญเมื่อหลายเดือนก่อนเขาก็รู้สึกเห็นใจคนตรงหน้าอย่างอดไม่ได้

            “อืม เข้ามาเถอะ” ซูฉางอันตอบ และเดินนำตู้หงฉางไปยังห้องรับแขกของสำนักเทียนหลานอย่างเงียบๆ

            ฝานหรูเยว่ยกน้ำชามาให้อย่างรู้งาน

            เมื่อนางออกไปจากห้อง ตู้หงฉางจึงยอมขยับริมฝีปากแห้งกร้านเล็กน้อย พูดขึ้นเบาๆ“ขอบคุณ”

            ซูฉางอันยิ้มตอบ ถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้“เจ้ามาหาข้าถึงนี่ มีเรื่องอะไรรึเปล่า? ”

            “อืม” ตู้หงฉางพยักหน้าตอบ ใบหน้าซีดเผือดปรากฏความลังเลออกมาเล็กน้อยแต่เพียงไม่นานเขาก็กัดฟันแล้วเงยหน้าขึ้นมองซูฉางอัน “ข้าอยากรู้ว่าท่านพ่อถูกใครสังหารกันแน่?”

            ซูฉางอันนิ่งไป เขามองเข้าไปในดวงตาของตู้หงฉางที่ยังคงบวมและแดงอยู่ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดง และในส่วนลึกเข้าไปในดวงตาราวจะเก็บซ่อนบางอย่างเอาไว้ซูฉางอันมองเห็นอย่างชัดเจน ในนั้นมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่...

            ซูฉางอันรู้สึกสั่นเทาขึ้นในหัวใจ แม้อยู่ห่างกันพอสมควร แต่เขารับรู้ถึงความรุ่มร้อนแห่งเปลวเพลิงอย่างชัดเจน

            แต่เขาดันบอกความจริงกับตู้หงฉางไม่ได้เสียนี่ซูฉางอันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เตรียมพูดบางอย่างออกมาแต่ดูเหมือนตู้หงฉางจะทนรอต่อไปไม่ไหว เมื่อเห็นว่าซูฉางอันนิ่งเงียบไป ราวกังวลเรื่องอะไรบางอย่างเขาก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

            “คนที่สังหารบิดาข้า เป็นชายในชุดคลุมสีดำมีดวงตาสีแดงก่ำใช่หรือไม่? ”ตู้หงฉางถาม เขาจ้องซูฉางอันตาไม่กะพริบ ราวใคร่รู้คำตอบจากเขาเต็มทน

            สิ่งที่ตู้หงฉางพูดออกมา ทำให้ซูฉางอันสะดุ้งตกใจขึ้นทันทีเขาโพล่งออกไปโดยสัญชาตญาณ “เจ้ารู้ได้อย่างไร? ”

            เมื่อสิ้นเสียง ซูฉางอันพลันนึกเสียใจในการกระทำของตัวเองเรื่องนี้เกี่ยวข้องไปถึงเรื่องของเผ่าเทพ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครเลย นี่เป็นความลับที่เขาซ่อนไว้ในส่วนลึกสุดของหัวใจเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกตกใจมากเมื่อได้ยินตู้หงฉางสาธยายถึงรูปลักษณ์ของชายผู้นั้นและเผลอพูดออกไปอย่างลืมตัวจนได้

            เมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการ ตู้หงฉางแสดงท่าทีราวจะบอกว่า ‘เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย’ ออกมา ใบหน้าซีดเผือดเริ่มประกายสีแดงของโลหิตออกมาในที่สุด

            “แบบนี้ก็แสดงว่าเจ้านั่นสังหารบิดาข้าจริงๆ สินะ” เขาถามย้ำอีกครั้ง

            “ไม่ใช่ เป็นสตรีอีกคนที่มากับเขาต่างหาก”ซูฉางอันรู้ว่าเมื่อเรื่องมาจนถึงขั้นนี้ เขาก็ไม่อาจปิดเรื่องนี้ได้อีกต่อไปจึงเลือกบอกความจริงออกไปเสียดีกว่า แต่เขาเลือกไม่พูดถึงฐานะของคนพวกนั้นเช่นกันในความคิดของเขา แม้จะไม่รู้ว่าตู้หงฉางไปรู้รูปลักษณ์ของชายผู้นั้นมาจากไหนแต่หากเขารู้ฐานะของคนพวกนั้นแต่แรก คงไม่มานั่งอยู่ตรงหน้าตนด้วยท่าทางนิ่งสงบเช่นนี้หรอก

            ดังนั้น ซูฉางอันจึงถามลองเชิงออกไป “เจ้ารู้เรื่องชายชุดดำได้เช่นไร”

            คำถามของซูฉางอันทำให้ตู้หงฉางมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขาก้มหน้าลงต่ำ ปรายตามองซูฉางอันเป็นระยะๆ ราวกำลังกังวลกับอะไรบางอย่างแต่ในที่สุดเขาก็กัดฟันกรอด ราวตัดสินใจบางอย่างได้แล้วเช่นนั้น

            “ข้าเคยเห็นเขา! ในจวนของซือหม่าสวี่!” เขาตอบกลับเช่นนั้น

            ความเย็นยะเยือกที่แฝงอยู่ในคำพูดของตู้หงฉางทำให้ซูฉางอันนิ่งไปแต่เพียงไม่นานเขาก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง เพราะข้อมูลในคำพูดของเขาซูฉางอันจึงรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

            ผู้รับใช้เทพชุดดำคนนั้นปรากฏตัวที่จวนของซือหม่าสวี่อย่างนั้นรึเขาคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าอัครเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยกับผู้รับใช้เทพที่คิดจะกอบกู้เผ่าเทพมีความเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร

            นอกเสียจาก...

            ความคิดที่เหลวไหลจนน่าหวาดกลัวผุดขึ้นในหัว ทำให้ซูฉางอันระเบิดความตื่นตะลึงออกมาทางสีหน้าในพริบตา

            อีกด้าน ท่าทางของซูฉางอันทำให้ตู้หงฉางคิดว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเชื่อตนจึงรีบพูดเสริมขึ้น “นี่เป็นเรื่องจริงนะ วันนั้นข้าไปคุยธุระที่จวนของซือหม่าสวี่พร้อมกับผู้ดูแลสำนัก และบังเอิญเห็นว่าซือหม่าสวี่กำลังพูดบางอย่างกับชายชุดดำคนนั้นแต่เมื่อเห็นข้า คนชุดดำก็รีบจากไปทันทีแม้ในตอนนั้นซือหม่าสวี่จะอธิบายว่านั่นเป็นสายสืบที่เขาส่งไปแฝงตัวในรังโจรแต่ก่อนหน้า ข้าได้ยินลางๆ ว่าพวกเขาพูดถึงชื่อพ่อข้าด้วย”

            “หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวเรื่องฆ่าล้างเมืองที่เมืองหลานหลิงก็ถูกส่งมาเพราะเหตุนี้ พ่อข้าจึงถูกมอบหมายให้ไปดูแลเรื่องนี้และตายที่เมืองหลานหลิงในที่สุดและคนที่เสนอกับมหาจักรพรรดิให้พ่อข้าไปดูแลเรื่องนี้ คือซือหม่าสวี่! ”

            “เหตุนี้ ข้าจึงอดสงสัยไม่ได้ เลยเดินทางมารบกวนคุณชายซูในวันนี้”

            ซูฉางอันขมวดคิ้วพลางพยักหน้าหงึกหงัก แต่ยังมีบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจอยู่ดี

            หลังงานเลี้ยงในพระราชวังสิ้นสุดลง ซูฉางอันเริ่มเข้าใจสถานการณ์ทางอำนาจภายในเมืองฉางอันบ้างแล้ว

            สรุปง่ายๆ ก็คือ องค์จักรพรรดิกำลังจะตายลูกชายสองคนของพระองค์จึงเริ่มเกมชิงบัลลังก์ขึ้น

            แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ จากที่รู้มา ตู้เหว่ยเป็นคนขององค์ชายใหญ่ซือหม่าสวี่ก็เช่นกัน ในเมื่อทั้งสองอยู่ฝ่ายเดียวกัน แล้วซือหม่าสวี่มีเหตุผลอะไรเหตุใดต้องทำร้ายตู้เหว่ยด้วย?

            เขามองไปยังตู้หงฉางพลางถามขึ้น“แต่ซือหม่าสวี่ไม่มีเหตุผลต้องฆ่าแม่ทัพตู้เลยนี่? ”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ตู้หงฉางก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันทีเขาปรายตามองไปยังซูฉางอันครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นในที่สุด

            “เดิมทีข้าคิดว่างานเลี้ยงในวันนั้นจะทำให้คุณชายซูเข้าใจอะไรมากขึ้นเสียอีกคิดไม่ถึงเลยว่าท่านยัง... ซื่อแบบนี้อยู่” เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ เขาปรายตามองไปที่ซูฉางอันอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้แสดงความคัดค้านใดๆ ออกมาจึงยอมพูดต่อ

            “แม้ท่านพ่อจะเป็นเทพนักรบแห่งแผ่นดินต้าเว่ยทั้งยังเป็นคนขององค์ชายใหญ่เหมือนกับซือหม่าสวี่ แต่เทพนักรบที่พักเกษียณอยู่ที่เมืองฉางอันทั้งยังไม่มีอำนาจทหารใดๆ ยังถือเป็นเทพนักรบอยู่อีกรึ? ใช้เทพนักรบที่มีแต่ตำแหน่งเปล่า ไม่มีอำนาจอะไรแลกกับเทพนักรบที่มีอำนาจทหารถึงหนึ่งแสนนายในเมืองเป่ยเหลียงการแลกเปลี่ยนที่ได้ประโยชน์เช่นนี้ ซือหม่าสวี่จะปฏิเสธได้อย่างไร? ”

            คำพูดของตู้หงฉางเป็นดั่งค้อนยักษ์ทุบลงกลางใจซูฉางอันอย่างจังเขาเริ่มเข้าใจความชั่วช้าของใจมนุษย์แล้ว เขารู้อยู่แล้วว่าใจมนุษย์ยากจะคาดเดาแต่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนด้วยกันจะทำร้ายกันด้วยแผนที่ชั่วร้ายขนาดนี้ได้

            ความเย็นแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย เขาเงยหน้ามองเมืองฉางอันที่แสนงดงามข้างนอกบัดนี้เมืองที่งดงามราวกับสวรรค์กลับเป็นดั่งหมาป่าจอมชั่วร้ายที่กำลังจับตามองเขา จับตามองทุกคนในเมืองด้วยสายตาแสนเหี้ยมเกรียม...