หลานซือหรงหรี่ตามองร่องรอยแห่งเงาดำที่พาหลี่เฉินเฟิงหลบหนี สีหน้าเยือกเย็นราวน้ำแข็ง
“พวกเจ้ายังสงสัยอะไรกันอีก? แท้จริงแล้ว…หลี่เฉินเฟิง อาจเข้าร่วมกับหอวิญญาณดำตั้งแต่แรก!”
เสียงในสนามเริ่มสั่นไหวด้วยความตกใจ
“แมงมุมปิศาจนรกของเขา… สัตว์อสูรที่พลังพุ่งขึ้นถึงระดับนักรบขั้น 9 ทั้งที่ผู้เป็นนายอยู่แค่รวมจิตขั้น 8”
“กลิ่นอายมืดดำในตัวมัน… มันไม่ใช่พลังธรรมดา!”
หลานซือหรงชำเลืองไปทางผู้นำตระกูลหลี่และอาวุโสทั้งสามนิกาย
“ที่สำคัญ—พิษที่วางในตัวหลี่หยางเมื่อสามปีก่อน… ไม่ใช่พิษธรรมดาเช่นกัน”
เสียงฮือฮาเริ่มดังทั่วทั้งสนาม สีหน้าผู้อาวุโสทั้งหลายซีดเผือด
“นั่นหมายความว่า… ทั้งหมดนี้ถูกวางแผนไว้แล้ว?”
“พวกมัน… เล็งหลี่หยางไว้เพื่อกำจัด โดยใช้หลี่เฉินเฟิงเป็นเครื่องมือ?”
“แต่พวกมันทำแบบนั้นทำไม“
“หรือว่าหลี่หยางมีความลับอะไรที่ทำให้พวกมันสนใจ
หลานซือหรง แห่งหุบเขาเมฆาล่อง ยืนเงียบงันอยู่เบื้องหลังม่านพลังที่ยังคงกางไว้รอบสนาม สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่เงาดำหายลับไป พร้อมกับเสียงถอนหายใจที่แผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยกับตัวเองในใจอย่างเคร่งเครียด
“หรือว่า…หลี่หยางมีบางสิ่งที่พวกมันต้องการ…”
ในดวงตาของนางปรากฏประกายลึกล้ำ ราวกับคิดอะไรบางอย่างได้ นางไม่เชื่อว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นเพียงแค่ความแค้นส่วนตัวของหลี่เฉินเฟิง — หากเป็นแผนของ หอวิญญาณดำ จริง… เหตุผลในการวางยาหลี่หยางเมื่อสามปีก่อน ย่อมไม่ธรรมดา
“พลังแห่งวิญญาณ…หรือบางสิ่งที่อยู่ในร่างของเด็กผู้นั้น…ถึงขนาดยอมส่งแมงมุมปิศาจนรกให้เป็นอสูรคู่สัญญา มันไม่ใช่เรื่องปกติแน่…”
สายตาของหลานซือหรงพลันหันกลับมาที่หลี่หยางซึ่งยังคงยืนอยู่กลางสนาม พลังแห่งพิษจากแม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์ยังไม่จางหายไปดีนัก นางเห็นแววตาที่ไม่ยอมแพ้ของเขา แล้วลอบพยักหน้าเบาๆ
“ถ้าเช่นนั้น… ข้าคงต้องจับตามองเจ้าให้ดี เพื่อความปลอดภัยของเจ้าและดินแดนซีหลง…”
หลังจากความวุ่นวายสิ้นสุดลง เงาดำถูกขับไล่ และเหล่าผู้อาวุโสจากสามนิกายกลับเข้าสู่ที่ประจำ สนามประลองกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง
ผู้อาวุโสควบคุมการประลอง ก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธีอีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงกังวาน:
“ด้วยเหตุที่หลี่เฉินเฟิงได้กระทำผิดร้ายแรง ทั้งวางยาคู่แข่งในอดีต และมีส่วนพัวพันกับขุมอำนาจต้องห้ามอย่าง หอวิญญาณดำ จึงมีมติร่วมจากผู้อาวุโส และผู้นำตระกูล ตัดสิทธิ์หลี่เฉินเฟิง จากการประลอง และถอดถอนจากตำแหน่งผู้สืบทอด!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีจากเหล่าผู้ชม ทว่าไม่นานก็กลับมาเงียบงันอีกครั้ง เมื่อผู้อาวุโสกล่าวต่อ:
“บัดนี้ ข้าขอประกาศผลลำดับของผู้ชนะประลองเยาวชนประจำปีนี้!”
อันดับที่ 3 — หลี่ซูเหยา
“แม้พ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศ แต่นางแสดงฝีมืออันเฉียบคมและความกล้าหาญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใด!”
อันดับที่ 2 — หลี่ซูเฟย
“ต่อสู้อย่างสุดกำลัง ทั้งยังยืนหยัดจนถึงวินาทีสุดท้าย!”
อันดับที่ 1 — หลี่หยาง
“จากผู้ถูกมองข้าม กลับยืนอยู่จุดสูงสุด ด้วยสติ ปัญญา และจิตใจที่แน่วแน่! ไม่เพียงชนะด้วยพลัง หากแต่ด้วยคุณธรรม!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วทั้งสนาม สีหน้าของผู้อาวุโสและผู้นำจากทั้งสามนิกายล้วนเปลี่ยนเป็นชื่นชม ขณะเดียวกัน ผู้นำตระกูลหลี่ก็ลุกขึ้นและก้าวขึ้นแท่นอย่างสง่างาม สายตากวาดมองทั่วสนาม ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของหลี่หยาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น:
“สามปีที่ผ่านมา… เด็กคนนี้ ต้องแบกรับความอัปยศ ทั้งจากสายตาผู้คน และแม้แต่จากคนในตระกูลเอง”
“แต่วันนี้ เขาได้พิสูจน์แล้วว่า ศักดิ์ศรีของคน ไม่ได้อยู่ที่คำพูดของใคร หากแต่อยู่ที่การกระทำ และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้!”
เสียงเงียบงัน กลายเป็นความเคร่งขรึม ผู้นำตระกูลหลี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสะท้อนความรู้สึกจริงใจ:
“ในฐานะผู้นำตระกูลหลี่ ข้าขอยอมรับว่า…เราทำผิดต่อหลี่หยางอย่างมาก ตระกูลจะชดเชยสิ่งที่เขาสูญเสียตลอดสามปีนี้อย่างเหมาะสม”
“และยิ่งไปกว่านั้น—ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ผู้ที่ร่วมมือกับหลี่เฉินเฟิง ลอยนวล! ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดในตระกูล เด็ก หรืออาวุโส หญิง หรือ ชาย ข้าจะลากมันออกมาให้หมด!”
เสียงสนับสนุนจากสมาชิกตระกูลและผู้ชมดังขึ้นรอบสนาม หลายคนแสดงความเคารพต่อผู้นำที่กล้ายอมรับความผิดและแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
ผู้นำตระกูลหันกลับมาหาหลี่หยางอีกครั้ง สายตาอ่อนลงเล็กน้อย
“เจ้าคือความหวังใหม่ของตระกูลหลี่… และข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ความหวังนั้นต้องถูกทำลายอีก!”
เมื่อผู้นำตระกูลหลี่กล่าวจบ เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นในหมู่สมาชิกตระกูล
“เขาคือหลานของผู้อาวุโสสามจริงๆ…”
“ข้าเคยคิดว่าเขาไม่มีทางไปถึงขั้นนี้ได้”
“แม้แต่แมงมุมปิศาจนรก ยังพ่ายแพ้ให้เขา…”
ใบหน้าของเหล่าสมาชิกตระกูลที่เคยดูหมิ่นหลี่หยาง บัดนี้เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน หลายคนหลบสายตา บ้างพยักหน้า บ้างยิ้มฝืน ก่อนจะพูดออกมา
“ข้ายอมรับว่าพวกเราเคยดูถูกเจ้า… หลี่หยาง ข้าขออภัย”
แต่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการยอมรับนั้น… กลับมีสายตาคู่หนึ่งยังคงแข็งกร้าว
หลี่เวินหรง หลานของผู้อาวุโสรอง กอดอก ยืนอยู่ท้ายแถว ดวงตาจับจ้องหลี่หยางด้วยความไม่พอใจนัก ก่อนจะพูดเสียงเบาแต่ชัด:
“เจ้าก็แค่โชคดีในสนามประลองเท่านั้น… อย่าคิดว่าเจ้าจะมาแทนที่คนอื่นๆได้ง่ายๆ”
บางคนหันมามองเขาอย่างตำหนิ แต่หลี่เวินหรงกลับสะบัดหน้าและเดินจากไปอย่างไม่ใยดี
ทันทีที่พิธีประกาศผลสิ้นสุด เสียงฮือฮายังไม่ทันซา ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมแดงทองก็เดินตรงมาท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้อง
กู้เหยียน แห่งนิกายหลัวเทียน สายตาเฉียบดุดัน เอ่ยเสียงดังกังวาน
“หลี่หยาง! สัตว์อสูรของเจ้าสัมผัสกับพลังแห่งดวงอาทิตย์ ใช่หรือไม่? พลังเช่นนั้นหาได้ยากยิ่งในดินแดนนี้… แต่ที่นิกายหลัวเทียน — เราสามารถทำให้เจ้าฝึกฝนท่ามกลางเปลวสุริยันได้ทุกเมื่อ!”
“ข้าจะมอบตำแหน่งศิษย์แก่นแท้ พร้อมเปิดคลังสมบัติชั้นในให้เจ้าเลือกของวิเศษได้หนึ่งชิ้น!”
ยังไม่ทันให้หลี่หยางตอบ เสียงหัวเราะแผ่วเบาอย่างมั่นใจดังขึ้นจากด้านข้าง
บุรุษร่างกำยำในเสื้อคลุมสีแดงแต้มลวดลายเปลวเพลิงสีดำ สีหน้ายิ้มละไม ทว่าดวงตากลับแฝงความน่าเกรงขามยิ่ง
หลัวซางเทียน แห่งนิกายจิ่วเยี่ยน ก้าวเข้ามา
“ฮึม… เจ้าพูดเสียราวกับพลังแห่งดวงอาทิตย์มีเพียงนิกายหลัวเทียนเท่านั้นที่ถือครอง”
“หลี่หยาง… หากเจ้ามาที่นิกายจิ่วเยี่ยน ข้าจะยกคัมภีร์จิ่วเพลิงให้เจ้า ฝึกเคียงข้างสัตว์อสูรให้แกร่งกล้าเป็นหนึ่งเดียว!”
“ไม่เพียงเท่านั้น — ข้าจะให้เจ้าพักในหอเพลิงวิญญาณ และเสนอชื่อเข้าสู่รายชื่อสืบทอดตำแหน่งอาวุโสในอนาคต!”
เสียงรอบข้างเริ่มระทึก ใครก็ไม่คิดว่าอัจฉริยะที่ถูกเรียกว่าขยะเมื่อสามปีก่อน จะกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจขนาดนี้
แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น…
ออร่าบางเบาราวหมอกควันเคลื่อนเข้ามาเงียบ ๆ
หลานซือหรง แห่งหุบเขาเมฆาล่อง หญิงชราผู้มีบุคลิกสงบเยือกเย็น แต่เพียงก้าวย่างของนางก็ทำให้สองอาวุโสก่อนหน้าชะงักเล็กน้อย
“สองคนนั้นเก่งเรื่องพลังโจมตีภายนอกก็จริง… แต่หลี่หยาง เจ้าคือผู้มีจิตวิญญาณผูกพันกับธรรมชาติ สัตว์อสูรของเจ้าอยู่เหนือคำว่าสามัญแล้ว”
“มาร่วมกับหุบเขาเมฆาล่องเถิด ข้าจะมอบตำรา ‘กลียุควารี’ แห่งวิญญาณไม้พิษ พาเจ้าเข้าสู่สำนักลับในภูผาวิญญาณ และให้เจ้าฝึกในป่าห้วงหิมะฤดูใบไม้ผลิ — สถานที่ฝึกฝนที่ไม่มีใครเข้าถึงได้ในรอบสิบปี!”และเข้าเป็นศิษย์สายตรงของข้าทันที
แรงกดดันจากสามนิกายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ฝูงชนต่างลอบกลืนน้ำลาย ไม่มีใครกล้าเอ่ยแทรก สายตาทุกคู่จ้องมองไปยังหลี่หยาง ผู้ที่มีคำตอบในมือ…