ดันเจี้ยนแต่ละแห่งมีทางเข้าที่ยิ่งใหญ่ บางแห่งเป็นประตูหินหนาทึบแกะสลักลวดลายอันแปลกตา บางแห่งเป็นปากถ้ำที่ถูกแสงไฟส่องสว่างจากคบเพลิง และบางแห่งก็ดูเหมือนประตูเวทมนตร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
เสียงของนักเรียนที่พูดคุยกันถึงความยากง่ายของดันเจี้ยนต่างๆดังอยู่รอบตัว บ้างกล่าวถึงสัตว์ประหลาดระดับต่ำที่พบในดันเจี้ยน บ้างก็พูดถึงกับดักและความอันตรายที่รออยู่ด้านใน
สำหรับอนาเธอร์ นี่เป็นโอกาสที่จะเข้ามาทดสอบความสามารถและพัฒนาตนเองให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน
“อนาเธอร์!”
ในขณะที่เขาเดินเข้าไปในพื้นที่ฝึกฝน เขาก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง
“หือ?”
เมื่อหันกลับไป อนาเธอร์พบว่าเซรอสกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนนักเรียนกลุ่มหนึ่งเช่นกัน
เซรอสในวันนี้สวมเกราะหนังสีเข้มที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับลำตัวและขา และด้านหลังมีดาบเล่มใหญ่สีแดงที่มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นเขาก็ยิ้มและยกมือทักทายอย่างเป็นมิตร
“เจ้าก็มาฝึกดันเจี้ยนเหมือนกันสินะ ข้าไม่แปลกใจหรอกถ้าจะเห็นเจ้าอยู่ที่นี่”
“ข้าก็คิดว่าช่วงเวลานี้ สมควรเป็นโอกาสสำคัญที่จะพัฒนาให้เต็มที่มากที่สุด!”
เซรอสเอ่ยขึ้นขณะเดินเข้ามาใกล้
จากนั้นเขาก็แนะนำผู้เล่นรวมทีมของตนเอง มีชายสามคนและก็ผู้หญิงอีกหนึ่งคน
ทั้งหมดต่างแสดงความตกใจ เมื่อรู้ว่าเซรอสนั้นดูสนิทสนมกับอนาเธอร์เป็นอย่างมาก ทั้งๆที่เมื่อวานพวกเขาก็เพิ่งต่อสู้กันเองไปนะ
อนาเธอร์เองก็จ้องมองพวกเขาทั้งห้าคน พลางครุ่นคิดว่าการร่วมทีมมันก็ไม่เลว
ทว่าสำหรับเขาแล้ว การลงดันเจี้ยนคนเดียวย่อมให้ค่าประสบการณ์ที่มากกว่า
เพราะยิ่งผู้เล่นลงไปกันเยอะตามเงื่อนไขของดันเจี้ยนมากเท่าไหร่ ค่าประสบการณ์ของพวกเขาจะถูกแชร์และเฉลี่ยกันอย่างเท่าเทียม สิ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้การเพิ่มเลเวลเชื่องช้าลงไปมาก
“หึหึ ดูเหมือนอีกไม่นานฉันจะแซงหน้านายแล้วละเซรอส”
อนาเธอร์พอคิดถึงเรื่องนี้ก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม
สิ่งสำคัญของผู้เล่นทุกคนในเวลานี้ คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองให้ได้เร็วที่สุด และพวกเขาทั้งสองต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะกลายเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นของตน
การฝึกฝนและการเตรียมพร้อม ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในเวลานี้ และดันเจี้ยนต่างๆก็เป็นอาณาเขตที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มเลเวลและค่าประสบการณ์
หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จ เซรอสก็ได้แยกตัวออกไปยังดันเจี้ยนเพื่อเพิ่มเลเวลเช่นเดียวกัน
“งั้นขอตัวก่อน พยายามเข้าละอนาเธอร์”
ส่วนอนาเธอร์เองก็แยกตัวไปยังบริเวณแห่งนึง เพราะเขาสนใจดันเจี้ยนที่มีชื่อว่าหมอกทมิฬนี้มาก บริเวณด้านหน้าเต็มไปด้วยนักเรียนชั้นปี1ที่กำลังเตรียมพร้อมกัน เขาได้ก้าวเดินไปยังบริเวณทางเข้าที่เต็มไปด้วยผู้คน
【ดันเจี้ยนหมอกทมิฬ: สำหรับผู้เล่นระดับเลเวล 30 ขึ้นไป】
【ความยาก: ง่าย, ยาก, ฝันร้าย, ระดับนรก(ต้องเคลียร์ระดับฝันร้ายด้วยตัวคนเดียว ระดับนรกจึงจะเปิดขึ้น】
【จำนวนผู้เล่นที่เข้าร่วมได้พร้อมกัน: 1-5 คน】
【หมายเหตุ: ดันเจี้ยนหมอกทมิฬนี้มีสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัว พวกมันสามารถทำให้ผู้เล่นสัมผัสได้ถึงความอันตรายอย่างแท้จริง คำเตือน: ใครที่มีค่าจิตวิญญาณและจิตใจไม่เข้มแข็งพอ พวกเขาจะถูกหมอกทมิฬพรากชีวิตไปได้ในทันที จงระมัดระวังถึงข้อนี้เอาไว้ด้วย】
แน่นอนว่าระดับความยากต่างๆ และเงื่อนไขเลเวลในการเข้าก็ยังคงอยู่
ทว่ามีข้อความที่ถูกเพิ่มเข้ามาด้วย
“หือ? ดูเหมือนว่าระบบของโลกได้เพิ่มข้อมูลของระบบนรกเข้ามาแล้วซินะ”
“หรือทั้งหมดจะเป็นเพราะฉันที่สามารถเคลียร์ไปสองดันเจี้ยนก่อนหน้านี้ได้”
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้เป็นที่ฮือฮาอย่างมากในทั่วทั้งโลก เพราะข้อมูลดังกล่าวนั้นได้ปรากฏขึ้นบนดันเจี้ยนต่างๆที่มีอยู่นับร้อยนับพันแห่ง
“ก็ดี งั้นคราวนี้ฉันขอเคลียร์เลยละกัน”
อนาเธอร์ได้เลือกระดับความยากที่ต้องการ ชายหนุ่มได้เข้าสู่ดันเจี้ยนถ้ำหมอกทมิฬที่มีระดับความยากฝันร้ายเพียงลำพัง ตอนนั้นเองความตื่นตะลึงก็กระจายไปทั่วบริเวณ
“อะไรนะ อนาเธอร์เลือกระดับฝันร้ายและเข้าไปคนเดียว?!!”
“เห้ย! บ้าไปแล้ว! เขาไม่รู้หรือไงว่าระดับฝันร้ายนั้นแข็งแกร่งเพียงใด”
“ท่านอนาเธอร์ค่า! ไปกับพวกเราก็ได้ เดี๋ยวพวกเราจะช่วยท่านเอง!”
นักเรียนชั้นปี 1 หลายคนที่ยืนเตรียมตัวอยู่ด้านหน้าทางเข้า ต่างมองตามหลังของเขาด้วยความตกใจและหวาดหวั่น
พวกเขารู้กันดีว่าการเข้าไปในระดับความยากนี้ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก แม้จะมีกลุ่มเพื่อนร่วมทีม แต่อนาเธอร์กลับเลือกที่จะบุกเข้าไปเพียงลำพังโดยไร้ซึ่งความลังเล
“หึหึ ช่วยตัวเองกันเถอะนะ”
อนาเธอร์ได้ยินคำพูดต่างๆก็แสยะยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เขาก้าวเข้าไปในช่องว่างมิติทันที หายวับไปโดยที่ทุกคนก็ยังต้องอึ้ง
“นี่น่ะเหรอ ดันเจี้ยนอันตรายสูง!”
อีกด้าน ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าขนลุกของหมอกทมิฬ ภายในดันเจี้ยนนี้ทุกอย่างเงียบงันจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของตน
กลิ่นอับชื้นและไอเย็นที่แผ่ออกมาจากหมอกหนาทึบ ทำให้ร่างกายของผู้เล่นรู้สึกหนักอึ้ง แสงสลัวๆที่ลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อยจากทางเข้า ช่วยให้เห็นสิ่งรอบตัวได้เลือนลาง และหมอกสีดำที่ลอยคลุ้งนั้น ก็เหมือนกับกำลังเคลื่อนตัวอย่างมีชีวิต สะกดจิตให้ผู้พบเห็นหวาดกลัว
ดันเจี้ยนหมอกทมิฬให้บรรยากาศที่คล้ายกับถ้ำเงามืดซึ่งเขาเคยสำรวจมาก่อน แต่ความแตกต่างอยู่ที่พลังงานอันชั่วร้ายและความน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว
พลังอันดำมืดทำให้จิตใจเกิดความกดดันและรู้สึกถึงการถูกจ้องมองตลอดเวลา บรรยากาศเย็นยะเยือกและความเงียบอันน่าหวาดผวา ทำให้ดันเจี้ยนนี้เต็มไปด้วยอันตรายที่มองไม่เห็น
“ทำไมต้องเจอแบบนี้ตลอดเลยเนี่ย?”
อนาเธอร์บ่นพึมพำ และเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ พลางเงี่ยหูฟังทุกเสียงรอบข้างอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างจากภายในหมอก สายตาของเขาเริ่มมองเห็นเงาร่างประหลาดที่กำลังเคลื่อนตัวออกมาจากด้านลึกของถ้ำ
“กรร!”
มันคือสิ่งมีชีวิตที่น่าขนลุกและรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ผิวสีดำสนิท ทั้งร่างเต็มไปด้วยความมืดและเงามืดที่สั่นไหวไปมา
แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือใบหน้าของมัน ซึ่งมีดวงตานับสิบกระจัดกระจายอยู่บนผิวหนัง ดวงตาเหล่านั้นส่องแสงสีแดงระยับราวกับเปลวไฟ และทุกดวงตาจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่ละสายตา
【ปีศาจสิบตา เลเวล: 40】
【พละกำลัง: 3010】
【ความทนทาน: 2550】
【ความเร็ว: 3200】
【จิตวิญญาณ: 4000】
【ทักษะสกิลติดตัว: ดวงตาแห่งยมทูต】(เมื่อมันจ้องมอง จะทำให้เป้าหมายเกิดสถานะหวาดกลัวและเห็นภาพลวงตา ทำให้การรับรู้ของเป้าหมายเต็มไปด้วยความมึนงงเล็กน้อย)
อนาเธอร์เหลือบเห็นข้อมูลสถานะของปีศาจสิบตานี้ผ่านหน้าต่างระบบ ทำให้เขาพอจะประเมินศัตรูได้เล็กน้อย ระดับพละกำลังและความเร็วของมันสูงกว่าปกติ
หากไม่ระวังตัว เขาอาจเสียเปรียบได้ทุกเมื่อ เขาไม่รีบร้อนเข้าปะทะ แต่หยิบพลองระดับต่ำออกมาจากช่องว่างมิติอย่างรวดเร็ว ตั้งท่าพร้อมรับมือกับปีศาจที่ยืนจ้องมองเขาไม่วางตา
“กรร!”
ปีศาจสิบตาส่งเสียงคำรามต่ำๆในลำคอ ก่อนที่มันจะก้าวเข้าหาอนาเธอร์อย่างรวดเร็ว
ความเร็วของมันเหนือกว่าที่คาดไว้ และเพียงพริบตาเดียวมันก็อยู่ห่างจากตนเพียงไม่กี่ก้าว อนาเธอร์ต้องขมวดคิ้วในทันที ดวงตาหลายคู่ของมันจ้องตรงมาที่ชายหนุ่ม ทำให้ตัวของเขารู้สึกถึงความขยะแขยง มันราวกับว่ามีของสะอิดสะเอียนกำลังลุกล้ำเข้ามาในร่างกาย
“มิน่าละระบบโลกถึงบอกว่าอันตราย”
“ทั้งหมดเป็นเพราะทักษะสกิลของมัน”
อนาเธอร์พึมพำพลางพยายามตั้งสมาธิ มันไม่ใช่เพียงแค่การจ้องมองธรรมดา แต่เป็นการใช้พลังค่าสถานะจิตวิญญาณสื่อไปยังเป้าหมาย เพื่อทำให้คนที่โดนรู้สึกถึงความกลัวและเกิดความสับสนภายในจิตใจ
“กรร!”
ปีศาจสิบตาเห็นว่าศัตรูของตนไม่ได้หวาดกลัวและยังคงตั้งท่าเตรียมพร้อม มันจึงยิ่งเพิ่มความโกรธและโจมตีด้วยกรงเล็บที่คมกริบ
“พรึ่บ!”
อนาเธอร์พยายามหลบหลีกด้วยความรวดเร็ว ก้าวถอยหลังแล้วหมุนตัวหลบอย่างเฉียบพลัน
การเคลื่อนไหวของเขาลื่นไหลราวกับน้ำ ไม่เสียจังหวะเลยแม้แต่น้อย จากนั้นในมือของเขาก็ปรากฏพลองระดับต่ำอันนึง และเขาได้ใช้พลองในมือปัดป้องการโจมตีของปีศาจและสวนกลับด้วยแรงเต็มกำลัง พลองเหล็กกระแทกเข้ากับร่างของปีศาจ ทำให้มันถอยออกไปเล็กน้อย
ทว่าปีศาจสิบตายังไม่ยอมแพ้ มันพุ่งตัวเข้ามาอีกครั้ง กรงเล็บแหลมคมของมันกรีดผ่านอากาศเป็นเส้นสีดำวาววับ
“ปัง!”
อนาเธอร์พลิกตัวหลบอีกครั้งก่อนจะโจมตีสวนกลับด้วยการฟาดพลองใส่ลำตัวของมัน
“กรร!”
ปีศาจสิบตาส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว ดวงตาทั้งสิบดวงของมันจ้องมองมาด้วยความเดือดดาล