ในห้องทำงานช่วงประชุม เฉินโจวได้ยกเอาประเด็นที่เขาคิดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้ฟัง และขอให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นว่าควรจะเพิ่มจุดนี้เข้าไปดีหรือไม่
หลิวจื้อหมิง ซึ่งเป็นคนต้นคิดไอเดียนี้ ทำหน้าเครียดกว่าปกติแล้วพูดว่า
“ความจริงจุดนี้ฉันคิดไปก่อนหน้านี้แล้วนะ คิดว่าแค่ผู้เล่นเสียเงินก็มากเกินพอแล้ว ถ้าแพ้แล้วยังจะเสี่ยงเสียของที่ซื้อหรือดรอปจากมอนสเตอร์อีก อาจทำให้ทีมที่เล่นระแวงกับของที่ติดตัวมากเกินไป ถ้าใส่จุดนี้ไป ผู้เล่นอาจรู้สึกวิตกมากเกินไป จนทำให้ความสนุกระหว่างเล่นลดลงไป”
หลังจากนั้น ทุกคนก็เริ่มถกเถียงกันเรื่องนี้ และสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าจะไม่ใส่การแพ้แล้วมีโอกาสเสียของติดตัว แต่ในส่วนของดรอปจากมอนสเตอร์ยังคงเหมือนเดิม ถือว่าเป็นการสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้เล่นหลังจากชนะมอนสเตอร์ได้ อันนี้ถ้าได้ก็จะดี แต่ถ้าไม่ได้ก็แค่เสียดายเท่านั้น ไม่มีผลลบมากเหมือนกับการที่แพ้แล้วต้องเสียของติดตัวในทีม
หลังจากได้ข้อสรุปเรื่องนี้ จินหงเหว่ยก็เสนอความคิดเกี่ยวกับอาชีพที่เหลืออีกสองอาชีพให้ทุกคนได้ฟัง
“ผมคิดว่า ควรจะมีอาชีพพ่อค้าใส่ไว้ในทีมด้วย เพื่อให้ผู้เล่นได้ลุ้นว่า หลังจากชนะมอนสเตอร์แล้วจะได้ของดรอปหรือไม่ เราก็ให้พ่อค้าเป็นคนทอยตัดสินไป พ่อค้าเป็นอาชีพที่มีอำนาจในการเลือกซื้อของในเมือง แน่นอนว่าตอนซื้อ ทุกคนในทีมสามารถปรึกษากันได้ แต่คนที่จะยืนยันการซื้อของชิ้นไหนคือคนที่เป็นพ่อค้าในทีมเท่านั้น ความสามารถของพ่อค้า คือการลดภาษีค่าเข้าเมือง
แม้จะไม่ได้ซื้อบ้านในเมืองนั้นเลยก็ตาม สมมุติว่าเมืองเอ มีภาษีค่าเข้าเมืองห้าร้อย และราคาบ้านในเมืองนั้นหนึ่งพัน ในครั้งถัดไปที่เราลงที่เมืองนี้ ภาษีจะลดลงร้อยยี่สิบจากการที่เราซื้อบ้านในเมืองนั้นแล้ว ซึ่งจะลดตามระดับเลเวลของพ่อค้า ยิ่งพ่อค้าเลเวลสูงขึ้น ก็จะลดเปอร์เซ็นต์ภาษีได้มากขึ้น เช่น พ่อค้าเลเวลสองจะลดภาษีเข้าเมืองได้สิบเปอร์เซ็นต์ พ่อค้าเลเวลสามจะลดได้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์
ซึ่งสามารถรวมกับผลของบ้านในเมืองที่เราซื้อมาได้ด้วย เช่น ถ้าเราเป็นพ่อค้าเลเวลสามที่มีผลลดภาษีเข้าเมืองยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และเราซื้อบ้านในเมืองที่มีผลลดภาษียี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ การลดภาษีในครั้งนี้จะรวมกันได้ถึงสี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ส่วนเรื่องค่าเข้าเมืองในแต่ละเมืองเราค่อยมากำหนดกันอีกที แต่ผมจะให้แต่ละเมืองมีระดับดาวของเมืองแตกต่างกัน และเราจะต้องกำหนดว่าแต่ละอาชีพจะขึ้นเลเวลที่ตัวเลขเท่าไหร่”
ทุกคนที่ได้ฟังก็ถึงกับกลืนน้ำลายเสียงดัง ครั้งนี้จินหงเหว่ยอธิบายได้ยาวและละเอียดมาก แสดงว่าเขาทำการบ้านมาเป็นอย่างดี หลิวจื้อหมิงถึงกับยกนิ้วโป้งชื่นชมไปให้ จินหงเหว่ยที่พูดไปยาวรวดเดียวแล้วก็หยุดพักดื่มน้ำเพื่อให้หายคอแห้ง
จื่อซวานหมิงที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องดาวของเมืองก็เลยถามขึ้นว่า "รายละเอียดของระดับดาวของแต่เมืองจะแบ่งยังไงบ้าง?"
จินหงเหว่ยที่เพิ่งดื่มน้ำไปแล้วก็ตอบว่า
“เราจะแบ่งเมืองตามระดับดาว โดยเมืองที่มีค่าเข้าแพงมากจะเป็นเมืองที่ดาวเยอะ จุดเด่นของเมืองที่มีดาวเยอะคือ หลังจากซื้อบ้านในเมืองแล้ว เมื่อเดินวนกลับมาในตาราง ผู้เล่นจะได้ซื้อของที่ขายดีมาก มากกว่าเมืองที่ดาวน้อยกว่า
อาชีพพ่อค้าจะมีบทบาทในเมืองประเภทนี้ค่อนข้างมาก เพราะค่าเข้าเมืองแพง ถ้าพ่อค้ามีการยกระดับเลเวลและลดเปอร์เซ็นต์ค่าเข้าเมือง ก็จะช่วยประหยัดเงินได้ไม่น้อยเลย”
ทุกคนที่ฟังรู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะในโลกก็ต้องมีทั้งเมืองขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ การแบ่งเป็นดาวก็ดูเข้าใจง่ายดี
เกาอิ้งที่กำลังเอานิ้วจิ้มไปที่ปากตัวเองทำหน้าตาสงสัย จึงถามไป “จินหงเหว่ย หลังจากที่ทีมผู้เข้าแข่งซื้อบ้านในเมืองไปแล้ว จะสามารถซื้อของในเมืองนั้นได้ทันทีเลยไหม หรือว่าต้องรอให้เดินวนตารางมาลงเมืองที่เคยซื้อบ้านแล้วถึงจะซื้อของในเมืองได้?”
จินหงเหว่ยที่ได้ฟังคำถามนี้ก็ยิ้มออกมา จริงสิ จุดนี้เขายังไม่ได้พูดถึง “ผมจะกำหนดให้สามารถซื้อของในเมืองนั้นได้เลย ถ้าซื้อบ้านในเมืองนั้นแล้ว ทำแบบนี้จะกระตุ้นให้ผู้เล่นอยากจะจ่ายเงินซื้อบ้านในเมืองได้ง่ายขึ้น”
หวังหงที่กำลังเกาหัวตัวเองก็มีข้อสงสัย เลยถามออกไป
“พี่จิน เกมนี้ใช้การมีเงินเป็นตัวตัดสิน เช่น การเสียเงินจากการเข้าเมือง ซื้อบ้านในเมือง ซื้อของ หรือแพ้มอนสเตอร์ แต่เราจะมีลูกเล่นอะไรเพิ่มอีกไหม นอกจากเข้าเมือง ซื้อบ้าน ซื้อของ หรือฆ่ามอนสเตอร์?”
จื่อซวานหมิงที่ได้ยินคำถามนี้ก็คิดว่าเป็นปัญหาที่น่าสนใจ เพราะหลักของเกมตอนนี้ก็วนอยู่แค่นี้เอง
จินหงเหว่ยเองก็เห็นปัญหานี้เหมือนกัน เขาคิดครู่นึง ก่อนจะตอบออกมาว่า
“หลักใหญ่ของเกมตอนนี้ก็ยังคงอยู่ที่จุดนี้ เพราะยังขาดอาชีพที่สาม ที่เป็นอาชีพสุดท้าย ที่จะต้องเข้ากันได้กับนักรบและพ่อค้า ความสามารถของอาชีพนี้ต้องน่าสนใจด้วย แต่จุดเด่นที่เราจะทำให้เกมสนุกคือของที่ซื้อได้จากร้านค้า หรือของที่ดรอปจากมอนสเตอร์
เราต้องใส่ความสามารถที่หลากหลายให้กับของเหล่านี้ อาจจะเป็นของที่ใช้แกล้งขัดขวางคนอื่น หรือใช้สนับสนุนทีมตัวเองให้มีโอกาสมากขึ้น อย่างเช่น ของที่สามารถเพิ่มลูกเต๋าให้กับนักรบได้ เช่น นักรบทอยลูกเต๋าได้แค่ลูกเดียว
แต่ถ้าใช้ของชิ้นนี้ก็จะสามารถทอยได้สองลูก แต่แน่นอนว่า ของพวกนี้ใช้ได้ครั้งเดียวแล้วหมดไป ส่วนว่าจะให้ของแบบนี้ในแต่ละทีมพกได้กี่ชิ้นก็เป็นเรื่องที่เราต้องคิดกันอีกที นี่คือจุดที่พวกเราต้องพยายามคิดเพื่อให้เกมสนุกขึ้น ผลของไอเท็มพวกนี้สำคัญมาก ยิ่งหลากหลายเท่าไหร่ ผู้เล่นของแต่ละทีมก็จะมีกลยุทธ์ในการวางแผนเกมได้มากขึ้น”
ในจุดนี้ ทุกคนก็เห็นด้วยกับการสร้างไอเท็มที่มีผลหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้แกล้งทีมอื่นหรือสนับสนุนทีมของตัวเองให้ได้เปรียบ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับแต่ละทีมว่าจะตัดสินใจเลือกซื้อไอเท็มชิ้นไหนและจะใช้งานในสถานการณ์นั้น ๆ อย่างไร จุดนี้ถือเป็นความสนุกของเกมที่ทำให้ทั้งผู้เล่นและผู้ชมรู้สึกสนุกไปกับเกมด้วย
เหลียนเริ่นที่ฟังมานานก็เสนอมุมมองขึ้นมาบ้างว่า “ทุกคน ฉันอยากจะเพิ่มช่องที่ผู้เล่นตกลงไปแล้วจะเกิดเหตุการณ์พิเศษขึ้นมา โดยสุ่มจากการ์ดเหตุการณ์ที่เราสร้างและกำหนดไว้ ให้ผู้เข้าแข่งขันที่ตกไปในช่องนี้ได้หยิบการ์ดเหตุการณ์ขึ้นมา
ฉันขอยกตัวอย่างนะ เช่น หลังจากที่ทีมตกลงไปในช่องนี้ ก็จะได้จับการ์ดที่สับไว้ก่อนเริ่มเล่นเกม แล้ววางไว้บนสุดให้ผู้เล่นหยิบไป อะไรจะเกิดขึ้นก็สุดแล้วแต่ดวงของทีมที่จับการ์ดขึ้นมา เช่น ถ้าจับการ์ดที่ทำให้ทีมโดนข้ามเทิร์นในรอบถัดไป
หรืออาจจะเป็นการ์ดที่ทำให้เจอโจรกลุ่มใหญ่ปล้นเงินไป xxx แล้วแต่เราจะกำหนดไว้ในเกม ในจุดนี้นักรบในทีมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เป็นเหตุการณ์ที่ต้องยอมรับตามการ์ดที่สุ่มจับขึ้นมาเท่านั้น ขณะเดียวกันเราก็สามารถเพิ่มเหตุการณ์ที่น่าสนใจเข้าไปได้มาก ๆ เช่น การ์ดที่จะทำให้เกิดผลดีหรือผลร้ายกับทีมที่ตกไปในช่องนั้น ๆ”
หลังจากฟังทุกคนก็คิดว่าไอเดียนี้น่าสนใจมาก นอกจากช่องเมืองและช่องทุ่งหญ้าที่อาจจะเจอมอนสเตอร์แล้ว ยังมีช่องเหตุการณ์ที่ผู้เล่นตกลงไปแล้วต้องลุ้นว่าจะได้การ์ดที่มีผลดีหรือร้ายกับทีมอีกด้วย เป็นการเพิ่มลูกเล่นให้กับเกมมากขึ้น
จื่อซวานหมิงที่ได้ยินความคิดนี้ก็ชอบมาก เธอหันหน้าไปทางเหลียนเริ่น พยักหน้าชื่นชมแล้วกล่าวเสริมว่า
“ความคิดของเหลียนเริ่นดีมากเลย ฉันคิดว่าหลังจากที่ทีมจับการ์ดไปแล้ว ให้ผู้คุมเกมทำการสับการ์ดทั้งหมดใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ทีมที่เล่นมาหลายรอบรู้ว่าในการ์ดนั้นมีอะไรบ้าง
อารมณ์แบบถ้าทีมก่อนหน้าเจอการ์ดแย่แล้ว ทีมต่อไปที่ตกช่องเหตุการณ์ก็อาจจะได้เจอการ์ดใบเดียวกัน ซึ่งจะเพิ่มความตื่นเต้นและไม่ทำให้เกมซ้ำซาก นี่คือวิธีที่ทำให้เกมน่าสนุกและท้าทายขึ้น”
ทุกคนก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะถ้าเป็นเกมบอร์ดอื่น ๆ ที่เล่นบ่อย ๆ ทุกคนจะเริ่มคุ้นเคยกับการ์ดเหตุการณ์ในเกม และถ้าได้การ์ดแย่ไปแล้ว คนอื่น ๆ ก็จะโล่งใจว่าไม่มีทางได้เจอการ์ดนี้อีก แต่ถ้าระบบนี้ทำให้การ์ดไม่ถูกนำออกนอกเกม และการ์ดที่แย่ ๆ ยังสามารถกลับมาได้ นั่นจะทำให้ทุกทีมต้องคอยลุ้นกันจริง ๆ แม้จะเจอการ์ดแย่ก็อาจจะมีโอกาสเจอซ้ำกัน ซึ่งแค่คิดก็น่าสนุกมากเลย