จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่186 การสั่งสอนของไป่ฉี Re

            ไป่ฉีเดินกลับมารวมกลุ่มกับจางหมิง  เขาพบกว่าผู้กำกับเริ่มถ่ายละครต่อแล้ว  ดูท่าทางคงระบายอารมณ์จนหายโมโหแล้วแน่ ๆ  สีหน้าดูดีขึ้นเยอะทีเดียว


            “ดูจะอารมณ์ดีขึ้นแล้วนะครับ” ไป่ฉีถาม


            “เมื่อกี้ตอนนายไม่อยู่มีเรื่องน่ายินดีด้วยล่ะ” จางต๋ากล่าว


            “อะไรเหรอครับ” ไป่ฉีถาม


            “ดูเหมือนว่าผู้บริหาร LSA จะโทรหาผู้กำกับหลังจากนายออกไปทำธุระได้ไม่นาน  จากนั้นผู้กำกับก็ดีใจเต้นแรงเต้นกายกใหญ่  พอทีมงานไปถาม  เขาก็บอกว่ารอดูกันเอาเอง  จากนั้นก็สวมบทยักษ์สั่งถ่ายละครต่อทันทีเลย แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก” จางต๋ากล่าว


            “ได้รับข่าวดีอะไรมาละมั้งครับ  หรือจะเป็นโบนัส” ไป่ฉีหันไปถามจางหมิง


            “น้อย ๆ หน่อย  ไม่มีหรอกโบนัสน่ะ  ฉันทำงานมาหลายปีไม่เคยจะได้” จางหมิงกล่าว


            ขณะที่การถ่ายทำเริ่มขึ้น  ทีมงานหญิงคนที่มีหน้าที่เตรียมน้ำส้มให้กับเฉินเป่าหลิงกำลังยืนดูการถ่ายทำอยู่  เพื่อนของเธอเดินเข้ามาแตะไหล่


            “นี่เสี่ยวหลิง  ตอนเกิดเรื่องน้ำส้มนั่น  ฉันเห็นจางเหลาหู่ตามไปช่วยเธอด้วย  ฉันว่าเขากำลังจีบเธอแน่ ๆ” ทีมงานหญิงกล่าว


            “ไม่มีทางซะล่ะ  เขาหน้าตาไม่ค่อยดี  ฉันไม่สนใจหรอก  เป่าเปาเธอดูยังไงว่าหมอนั่นมาจีบฉัน” เสี่ยวหลิงกล่าว


            “แหม  พวกผู้ชายในกองถ่ายเธอก็น่ารู้  ถ้าไม่สนใจจะจีบ  เขาจะเข้ามาทำตัวตีสนิทกับเธอทำไม  หน้าที่ก็แทบจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด” เป่าเปากล่าว


            “ไม่มีทางหรอก  หมอนั่นไม่แม้แต่จะมายุ่งกับฉันหลังจากนั้นเลย  อย่าไปคิดจะดีกว่า” เสี่ยวหลิงกล่าว


            “ตามใจเธอ  นี่เธอก็ขึ้นเลข 3 แล้วนะ  น่าจะมีครอบครัวได้แล้ว” เป่าเปากล่าว


            ไป่ฉีได้ยินทั้งหมด  แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก  ตอนนี้ต้องย้ายสถานที่ถ่ายทำแล้ว  ไป่ฉีกับ 3 สหายแซ่จางกำลังช่วยกันเก็บเต็นท์ที่กางอยู่  แสงแดดที่ร้อนแรงกำลังเผาไหม้ผิวของพวกเขา  3สหายแซ่จางต่างมีผิวสีแดงเพราะถูกแดดเผา  มีแค่ไป่ฉีที่สีผิวยังคงเป็นปกติ  จนทั้ง 3 คนมองไป่ฉีด้วยความอิจฉา


            หลังขนของขึ้นรถตู้เสร็จแล้ว  จางหมิงก็ขับรถนำไปยังสถานที่ถ่ายทำที่ถัดไป  ซึ่งการถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาใด ๆ  จะมีก็เพียง 3 สหายแซ่จางที่แซวไป่ฉีเรื่องที่ผิวของเขาไม่ไหม้แดดเท่านั้น


            เมื่อกลับมาถึงโรงแรมที่พัก  ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปที่ห้องของตนเพื่ออาบน้ำ  วันนี้พวกเขาเจออากาศร้อนมาทั้งวันจนอยากจะอาบน้ำใจจะขาด


            “โอ๊ย  เหนื่อย  ฉันขอนอนเล่นสักพักค่อยเข้าไปอาบน้ำ ใครจะไปก่อน” จางหมิงที่เข้าห้องมาเป็นคนแรกกล่าวก่อนจะล้มตัวลงบนที่นอน  พร้อมกับเปิดเครื่องปรับอากาศเต็มกำลัง


            “ฉันขอพักก่อนสักครู่” จางต๋าไปหยิบเบียร์ในตู้เย็นมากระป๋องหนึ่งมาดื่ม


            “ฉันเองก็ขอพักสักหน่อย  เหลาหู่  นายไปอาบก่อนไป” จางหยวนกล่าว


            “ได้ครับ” ไป่ฉีรับคำก่อนจะคว้าถุงเท้ากับรองเท้าของทั้ง 3 เข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว  ซึ่ง 3 สหายแซ่จางพยายามจะร้องห้ามว่าไม่ต้องทำให้แล้ว  แต่ก็ไม่ทัน


            ใช้เวลาสักครู่ใหญ่  ไป่ฉีก็ออกมาพร้อมกับถุงเท้าและรองเท้าที่สะอาดเหมือนใหม่  ทั้ง 3 คนที่ถือเป็นรุ่นพี่ต่างก็ประทับใจในตัวของเหลาหู่มาก  ไม่เคยมีพวกน้องใหม่ที่ยอมทำแบบนี้ให้ถึง 2 ครั้งโดยไม่ปริปากบ่น


            ที่ห้องอาหารของโรงแรม  ตอนนี้มีคนนั่งเต็มไปหมด  ไป่ฉีที่เดินลงมาหาอะไรทานก่อนก็เดินไปตักอาหารใส่จานมาบ้างนิดหน่อย (ถ้าไม่กินจะผิดสังเกต)  ก่อนจะไปหาที่นั่ง  เขาพบว่ามีที่นั่งว่างที่หนึ่ง  จึงรีบเดินไปนั่งตรงนั้นทันที  โดยไม่ทันได้สังเกตว่าข้าง ๆ เขาคือเสี่ยวหลิง  ทีมงานหญิงที่เขาอาสาช่วยจัดการเศษแก้วน้ำส้มให้นั่นเอง


            “นี่นาย  ที่อื่นมีให้นั่ง  ทำไมต้องเจาะจงมานั่งตรงนี้ด้วย” เสี่ยวหลิงกล่าว  สายตามองไป่ฉีตั้งแต่หัวจรดเท้า


            “เจี่ยเจีย ดูสิ  ที่นั่งเต็มหมดแล้ว  จะให้ผมไปนั่งตรงไหนล่ะครับ  เดี๋ยวผมกินเสร็จก็ลุกไปแล้ว  ไม่เห็นต้องตั้งแง่รังเกียจกันขนาดนั้นเลย  ผมไม่ใช่พวกสกปรกซกมกนะ  น้ำก็อาบมาแล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “เฮ้อ  ไม่ได้รังเกียจ  ในเมื่อที่นั่งไม่มีก็นั่งไปเถอะ” เสี่ยวหลิงถอนหายใจ


            “นายชื่อจางเหลาหู่ใช่ไหม” เป่าเปาถาม


            “ครับ  มีอะไรแนะนำผมรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม


            “นายนี่โชคดีนะที่คนแบบหลินซื่อเสียง บอกว่าจะตอบแทนนายเนี่ย” เป่าเปากล่าว


            “ให้เขาหายดีก่อนเถอะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “อ้อ  ลืมแนะนำตัวไป  ฉันชื่อเป่าเปา  ส่วนคนที่นายช่วยเมื่อเช้าชื่อเสี่ยวหลิง  ยังไงก็ขอบคุณที่ช่วยนะ” เป่าเปากล่าว


            “เดี๋ยวเถอะเป่าเปา  ทำไมต้องไปทำความรู้จักกับหมอนี่ด้วย” เสี่ยวหลิงดุเพื่อนของเธอ


            “ยินดีที่ได้รู้จักครับ  มีอะไรที่ต้องใช้แรงเรียกใช้ผมได้เลยนะ” ไป่ฉีกล่าว  เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เสี่ยวหลิงพูด


            “เช่นกัน  ไว้ถ้ามีปัญหาเรื่องใช้แรง  จะขอรบกวนนะ” เป่าเปายิ้มกว้าง


            ไป่ฉีกินไปด้วยคุยกับเป่าเปาและเสี่ยวหลิงไปพลาง ๆ  ตอนแรกแม้จะเป็นการพูดคุยธรรมดา  แต่พอหัวข้อเรื่องเป็นนิยายของไป่ฉี  หญิงสาวทั้ง 2 คนต่างคุยกันดุเดือด  พวกเธอเล่าความสนุกตื่นเต้นของตัวละครในนิยายของไป่ฉี  ส่วนไป่ฉีนั่งฟังไปก็อมยิ้มไป  ด้วยเพราะตั้งแต่ปลอมตัวมา  เขาเจอแฟนคลับนิยายของเขาในกองถ่ายหลายคนทีเดียว  และน่าจะเพราะคุยกันถูกคอทำให้เสี่ยวหลิงเปิดใจมากขึ้น  เธอพูดกับไป่ฉีมากขึ้น  มองชายหนุ่มที่เธอไม่อยากยุ่งด้วยเป็นเพื่อนที่คุยเรื่องนิยายได้สนุกไปแล้ว


            “อิ่มแล้วล่ะ  ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ เจี่ยเจีย” ไป่ฉีลุกขึ้นแล้วจากไป  โดยเสี่ยวหลิงมองตามแผ่นหลังไปจนลับตา


            “ไหนบอกไม่ชอบไง  มองเขาตาไม่กระพริบ  แบบนี้เขาเรียกปากไม่ตรงกับใจนะ” เป่าเปากล่าว


            “เงียบไปเลย  แต่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนคุยสนุกแบบนี้  ถ้าแค่ทำความรู้จักเป็นเพื่อนร่วมงานฉันไม่มีปัญหา” เสี่ยวหลิงตีเพื่อนของเธอเบา ๆ


            โรงพยาบาลที่หลินซื่อเสียงถูกส่งตัวมาเข้ารับการรักษา (ระหว่างนั้นกองถ่ายกำลังเริ่มถ่ายทำกัน)  มีรถหรูสีดำขับมาจอดหน้าโรงพยาบาล  คนที่เดินลงมาคือหลินเจียฉี  ซึ่งเธอเป็นแม่ของหลินซื่อเสียง  เธอรีบเดินไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษที่เธอให้เพื่อนของลูกชายช่วยเป็นธุระจัดการให้


            “คุณน้ามาแล้ว” เฉินเป่าหลิงเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด  เธอก็หันไปมอง  เมื่อพบว่าเป็นแม่ของซื่อเสียงเธอก็ลุกขึ้นทำความเคารพ


            “สวัสดีค่ะคุณน้า” เซี่ยเป่าเจินลุกขึ้นทำความเคารพเช่นกัน


            “อาการของซื่อเสียงเป็นยังไงบ้าง” หลินเจียฉีถาม


            “หมอบอกว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไรค่ะ หรือก็คือไม่ได้เป็นอะไรเลย  แต่ซื่อเสียงบอกว่ายังปวดหลังอยู่  เลยลองให้เช็กอีกรอบ  หมอก็บอกว่าไม่มีอาการบาดเจ็บ  ผลการตรวจร่างกายปกติทุกอย่าง” เฉินเป่าหลิงตอบ


            “นี่เขาหลับอยู่เหรอ” หลินเจียฉีถาม  เมื่อเห็นว่าลูกชายเธอนอนนิ่ง  เปลือกตาปิดสนิท


            “เอ่อ  ใช่ค่ะเขาหลับอยู่  แต่อย่าปลุกให้ตื่นดีกว่าค่ะ  เขาบอกว่าเขาปวดมากที่หลัง  พอผ่านไปชั่วโมงหนึ่งเขาก็ร้องโอดโอย  พยายามจะเอาหัวโขกกำแพง  สุดท้ายคุณหมอเลยฉีดยานอนหลับให้ค่ะ” เซี่ยเป่าเจินกล่าว


            “พวกเธอกลับไปก่อน  เดี๋ยวฉันจะคุยกับคุณหมอเอง” หลินเจียฉีกล่าว


            “ได้ค่ะคุณน้า” เซี่ยเป่าเจินกล่าว


            “งั้นหนูลานะคะ” เฉินเป่าหลิงกล่าวลา


            “จ๊ะ กลับบ้านดี ๆ นะ” หลินเจียฉีกล่าว  พอ 2 สาวคล้อยหลังไป  สีหน้ายิ้มแย้มก็กลายเป็นโกรธขึ้นมาทันที  เธอเดินออกจากห้องไปโวยวายกับแพทย์เจ้าของไข้ทันที


            ขณะนั้นหลินซื่อเสียงที่หลับอยู่  กำลังจะได้พบกับประสบการณ์ที่ไป่ฉีต้องการจะสั่งสอนเขา  หลินซื่อเสียงที่คิดว่าตัวเองกำลังหลับตาอยู่  เขาตื่นขึ้นก็พบกับสถานที่แปลกตา  ซึ่งมันไม่ใช่ที่นอนนุ่ม ๆ หากแต่เป็นฟาง  กลิ่นปัสสาวะลอยเข้ามาจนเขาต้องลืมตาเพื่อหาที่มาของกลิ่น  แต่สิ่งที่เขาพบก็คือ  เขาอยู่ในคุกที่เหมือนคุกในซีรีส์ย้อนยุค


            ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น’ หลินซื่อเสียงคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง  ฉับพลันภาพความทรงจำที่เขาไม่คุ้นเคยก็พุ่งเข้ามาในหัวเขาพร้อมความเจ็บปวด


            “อ๊ากกกก” เสียงร้องของเขาดังลั่น  จนผู้คุมห้องขังต้องเข้ามาดู  เมื่อเห็นว่านักโทษไม่เป็นอะไร  น่าจะแค่คลุ้มคลั่งจากความเครียดเท่านั้น  เขาจึงยืนดูอยู่แบบนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย


            สิ่งที่หลินซื่อเสียงได้รับจากความทรงจำคือ  เขาอยู่ในโลกชื่อต้าเซียน  ร่างที่เขาอยู่ตอนนี้เป็นชาวบ้านธรรมดา  แต่เพราะขัดหูขัดตาคุณชายตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมาก  คุณชายสั่งบ่าวทำลายแผงขายของของเขา  เขาเลยซ้อมคุณชายคนนั้น และถูกพ่อของคุณชายคนนั้นฟ้องร้อง  จนถูกทางการจับมาไต่สวน  ตัดสินโทษ  ก่อนจะนำมาขังคุกเพื่อรอส่งไปใช้แรงงาน


            ‘บัดซบ  นี่มันยุติธรรมรึไง  ร่างนี้แค่คนธรรมดานะเฟ้ย  จะให้ไปสู้กับพวกตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลได้ไงฟะ’ หลินซื่อเสียงคิด


            “หยุดคลุ้มคลั่งแล้วรึไง  บอกไว้ก่อนนะ  ยังดีที่แค่เจ้าทำร้ายร่างกายคุณชายหลินเท่านั้น  โทษเลยไม่หนัก  แต่ก็ต้องถูกเนรเทศและไปใช้แรงงานที่เหมืองของทางการ 5 ปี  ถ้าไม่ป่วยตายหรือโดนหินในเหมืองถล่มมาทับจนตาย  ก็นับว่าแกโชคดีแล้ว  ทำใจซะ” ผู้คุมกล่าวก่อนจะเดินจากไป


            หากแต่เพียงไม่นาน  ผู้คุ้ม 2 คนเข้ามาลากเขาไปขึงไว้  ก่อนที่จะมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา  หลินซื่อเสียงจำได้ว่ามันคือคุณชายที่ร่างนี้ซ้อมไป  บนใบหน้าของคุณชายคนนี้ยังมีร่องรอยที่ถูกเจ้าของร่างนี้ซ้อมปรากฏให้เห็นอยู่เลย


            “ตกใจมากนักเหรอ  โทษที่แกได้รับมันยังน้อยไป  ข้าไม่มีวันหายแค้นแน่  หากไม่ได้เฆี่ยนเจ้าจนพอใจ” คุณชายหลินแบมือ  โดยผู้คุมได้ส่งแส้สำหรับทรมานนักโทษมาให้


            “ทำแบบนี้คิดว่าแกจะรอดจากกฎหมายรึไง  ฉันจะฟ้องท่านเจ้าเมือง” หลินซื่อเสียงพยายามพูดข่มขู่


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า คิดว่าเจ้าเมืองจะช่วยเจ้าได้เหรอ  พี่สาวของข้าเป็นถึงไท่จื่อเฟยเชียวนะ  เขากล้าแตะข้างั้นเหรอ” คุณชายหลินกล่าว


            “แก....อ๊าก” ยังไม่ทันที่หลินซื่อเสียงจะได้พูดอะไร  แส้ในมือคุณชายหลินก็ฟาดมาบนร่างที่เขาอยู่  ความเจ็บปวดนี้เขาไม่เคยพบมาก่อน


            หลังจากนั้นเขาก็ถูกแส้เฆี่ยนไปหลายครั้ง  จนมีแผลตามตัวเต็มไปหมด  ก่อนจะถูกจับกดน้ำให้สำลักน้ำแล้วเอาขึ้นมาให้หายใจ  ก่อนจะจับกดน้ำต่อ และยังถูกมัดไว้เหมือนเดิม


            “ข้าพอใจแล้ว  แต่ขออีกอย่างหนึ่ง” คุณชายหลินหยิบแท่งเหล็กที่ปลายมีแผ่นโลหะสีแดงฉานจากการนำไปเผาไฟ  นำมานาบที่หน้าอกและใบหน้าของร่างที่หลินซื่อเสียงมาอยู่


            “อ๊า  อ๊ากกก” หลินซื่อเสียงทำได้แต่ร้องเจ็บปวดทรมาน  ในใจก็ภาวนาให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปเสียที  เขาคิดถึงแม่  หากแม่เขาอยู่.....  ก็คงช่วยเขาไม่ได้  แม่เขาเป็นใคร  เป็นแค่นักแสดง  ส่วนคุณชายคนนี้มีพี่สาวที่มีฐานะเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง  แม่ของเขาจะสู้ได้ยังไงกัน


            “ข้าพอใจแล้ว  เอามันกลับไปขังได้” คุณชายหลินกล่าวก่อนจะเดินจากไป  แต่อยู่ ๆ เหมือนคุณชายหลินจะนึกอะไรขึ้นได้  ก่อนจะโยนถุงเงินให้ผู้คุมทั้ง 2 คน


            “พวกแกจัดการตอนมันซะแล้วเอาแผ่นเหล็กร้อนนาบอีกที  หากมันรอดก็ถือว่ามันโชคดีไป” คุณชายหลินกล่าวจบก็จากไปทันที


            แน่นอนผู้คุมทั้ง 2 ไม่รอช้า  รีบทำตามทันที  หลินซื่อเสียงเจ็บปวดทรมานจนสลบไป  ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวและลืมตาขึ้นอีกครั้ง  ก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องพิเศษของโรงพยาบาล  ทำให้เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก  ที่มันเป็นเพียงแค่ความฝัน


            “อ๊ากกกกก” ยังไม่ทันที่หลินซื่อเสียงจะได้คิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเมื่อครู่  ความเจ็บปวดที่เหมือนกับตอนโดนทรมานในความฝันก็เข้าจู่โจมเขา  ความแสบร้อนจากแผลที่โดนเหล็กร้อนนาบ  ความเจ็บจากแผลที่โดนแส้เฆี่ยน  รวมถึงความเจ็บปวดตอนที่โดนตัดอวัยวะเพศและโดนเหล็กร้อนนาบซ้ำ  ทำให้เขาทรมานจนไม่อยากมีชีวิตอยู่  คิดได้ดังนั้นเขาก็พยายามไปหยิบมีดที่อยู่บนโต๊ะวางของเยี่ยม  ซึ่งเซี่ยเป่าเจินวางทิ้งไว้


            “ซื่อเสียง  เป็นอะไรลูก  อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ” หลินเจียฉีเขามาเห็นตอนที่ลูกชายกำลังจะหยิบมีดปอกผลไม้ที่โต๊ะมาทำท่าจะแทงตัวเอง  เธอร้องห้าม  ก่อนจะจับไปที่ใบมีด  เพื่อไม่ให้หลินซื่อเสียงใช้มีดแทงตัวเองได้สำเร็จ  ทำให้มือของหลินเจียฉีถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานของเลือด

    __________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+