อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 44 หานเต้าหยี

    ตอนที่ 44


    เช้าวันถัดมา...

     

    เสียงประทัดดังขึ้นทุกหย่อมหญ้าภายในเมืองบุปผาแดง... แม้แต่บนท้องฟ้ายังสุกสกาวไปด้วยพลุไฟที่ยิงขึ้นประหนึ่งดอกไม้แห่งแสงสีที่กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้าเหนือเมืองแห่งนี้ เครื่องดนตรีหลายชนิดถูกหยิบมาวางไว้ข้างถนน พร้อมผู้บรรเลงด้วยความหฤหรรษ์...

     

    ทุกสิ่งคือสัญลักษณ์แห่งงานเทศกาล...

     

    บรรยากาศทั่วเมืองเต็มไปด้วยความครื้นเครงมีการแต่งกายหลากหลายรูปแบบต้อนรับวันพิเศษ ครบรอบการก่อตั้งตระกูลฉีซึ่งเป็นตระกูลเจ้าเมืองแห่งนี้...มีการเชิดมังกร เชิดพยัคฆ์ เชิดหงส์ และ เชิดเต่า สัญลักษณ์แห่งทวีปทั้ง 4 และยังจัดเป็นสัตว์อสูรที่เปี่ยมไปด้วยศิริมงคลถือเป็นงานเทศกาลที่ทุกคนเฝ้ารอ...

     

    ซุน ดูจะตื่นตาไม่น้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นงานเทศกาลในเมืองใหญ่...ตามความรู้สึกของเด็กหนุ่ม มันดูคล้ายกับการฉลองวันชาติ หรืองานปีใหม่ในดินแดนที่ตนเคยจากมา แต่ที่นี่ดูจะทุ่มเทจัดขึ้นให้ยิ่งใหญ่มากกว่า เพราะดินแดนแห่งนี้ไม่ได้มีสิ่งบันเทิงใจมากมายนักหลายคนจึงเฝ้ารองานเทศกาลเพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดตลอดทั้งปี...

     

    “เจ้าเพิ่งเคยเห็นงานเทศกาล งั้นหรือ?!” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น เพราะนางไม่ค่อยจะเห็นสีหน้าลักษณะนี้ของ ซุน เท่าใดนัก

     

    “ใช่... ข้ามาจากชุมชนหมู่บ้านที่ทุรกันดาน และยากจนข้นแค้น ไม่มีเงินทองจะจัดงานเทศกาลเช่นนี้ให้ได้เห็นทุกคนในชุมชนเพียงแค่หาเช้ากินค่ำก็ลำบากตรากตรำมากแล้ว... ผู้ว่าของชุมชน ก็ยังนิสัยชั่วช้าโกงกินงบประมาณจากทางการที่ส่งมาเคยแม้กระทั่งรวมหัวกับกลุ่มโจรป้ายสีข้า...” ซุน กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

    หญิงสาวดูจะตกใจไม่น้อย... ทำให้ ซุน จำเป็นต้องเปลี่ยนบรรยากาศให้กลับมาดีดังเดิมหันชี้ปลายนิ้วไปยังกลุ่มคนที่ เชิดพยัคฆ์ ซึ่งแต่งกายดูพิลึกยิ่งเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของหญิงสาวให้กลับคืนมา...

     

    เวลานี้ ซุน ออกจะเป็นที่สังเกตของผู้คนอยู่ไม่น้อย...เนื่องด้วยเด็กหนุ่มแบกเอาขวานศิลาขนาดใหญ่ไว้บนหลัง พันรอบไว้ด้วยโซ่เส้นโตอีกทั้งขวานศิลานี้หากไม่สังเกตดี ๆ ก็ยากที่จะระบุได้ว่ามันเป็นศาสตราชิ้นหนึ่งใครที่เพิ่งเคยเห็นคราแรก ก็บอกได้เพียงว่ามันเป็นก้อนศิลารูปร่างพิลึกเท่านั้นเองดังนั้นการที่คนผู้หนึ่งจะแบกก้อนศิลาเดินไปมาบนท้องถนน มันย่อมผิดวิสัยคนสามัญ...

     

    บางครั้ง ซุน ยังได้ยินเสียงซุบซิบนินทา หาว่าตนเป็นคนบ้า คนโง่คนวิกลจริต ที่จู่ ๆ เอาก้อนศิลามาแบกไว้บนหลังเช่นนี้ หากแต่เด็กหนุ่มก็หาได้สนใจคำพูดเหล่านั้นยังคงก้าวเดินในเมืองผ่านเลยคำติฉิน...

     

    และที่ ซุน ยังประหลาดใจก็คือ ซ่งจื่อฮุ่ย ก็ย่อมได้ยินในสิ่งเดียวกับตนแต่นางก็ยังคงเริงร่าตามประสา ไม่มีท่าทีว่าจะถอยห่างจากเด็กหนุ่มที่ดูประหลาดเช่นนี้แม้แต่น้อยทั้งนางยังคงถึงเนื้อถึงตัวกับ ซุน เช่นเดิมเกาแขนเด็กหนุ่มอยู่เป็นนิจ มิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน...ทั้งที่หากเป็นเด็กหญิงคนอื่นทั่วไป การถูก ซุน ปฏิเสธต่อหน้าไปเมื่อคืนมากน้อยอย่างไรก็จะต้องมีอากัปกิริยาที่แปรเปลี่ยน รู้สึกเสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรี...

     

    มันทำให้ ซุน ยังคงมีความค้างคาใจ...

    “เจ้าไม่โกรธข้าจริง ๆ หรือ?!”

     

    นางเหลือบมองเล็กน้อย...

    “เรื่องเมื่อคืนน่ะหรือ?! ไม่ล่ะข้าไม่ได้โกรธอะไรเจ้าเลย... แต่สิ่งที่ข้าโกรธ คือตัวข้าในอดีตต่างหากที่เคยมองว่า เกาทงหลิน นั้นเพียบพร้อมไปเสียทุกสิ่ง พอในวันนี้เมื่อข้าได้มารู้จักกับเจ้ายิ่งทำให้รู้ว่าสิ่งใดกันแน่ที่บุรุษแท้จริงพึงมี... หาใช่เปลือกนอกที่พยายามแสดงออกมาข้าจึงไม่โกรธเจ้าสักนิด เพราะเจ้ามีเหตุผลที่แน่นหนักในการปฏิเสธข้า...” นางตอบรับด้วยรอยยิ้ม

     

    ทำเอา ซุน จิตใจวูบไหวไปพร้อมกับรอยยิ้มของนางจนต้องหลบเลี่ยงสายตาออกมา...

     

    เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มพลางลูบเคราที่ยาวสยาย...

    “นางคนนี้น่าสนใจไม่เลว รูปร่างหน้าตาก็ใช่ย่อย... ใยเจ้ามิขึ้นครูสละพรหมจรรย์สักรอบเป็นประสบการณ์เล่า นางคงไม่กล้าปฏิเสธเจ้าเป็นแน่... หรือว่าเรื่องเช่นนี้ ก็ยังต้องให้ข้าช่วยสอนเจ้าอีก?!”

     

    “หุบปากไปเลย เจ้าเฒ่าชีกอ!!”

     

    ไม่นานหนุ่มสาวทั้งสองก็เดินมาจนถึงใจกลางเมือง...สถานที่ซึ่งมีการจัดเตรียมเวทีประลองขนาดใหญ่นับสิบเวที เพื่อรองรับจำนวนผู้เยาว์จากทั่วทั้งเมืองที่เดินทางมาเข้าร่วมซึ่งอาจมากถึงหลักพันคน... ด้านหน้าเวทีในช่วงเช้ามีจุดลงทะเบียนเพื่อแข่งขันอยู่แต่การแข่งจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย และจะแข่งติดต่อกันไปเรื่อย ๆ จนได้ผู้ชนะเลิศภายในวันเดียว...

     

    แน่นอนว่าผู้เข้าร่วมกว่า 9 ใน 10 ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะเหลือก็แต่กลุ่มที่ยังลังเลใจ ลงทะเบียนในช่วงสุดท้ายก่อนเริ่มแข่งเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือตระกูลซ่ง...

     

    ซ่งไห่เฟิง และสมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูลซ่งได้มารอ ซุน และ ซ่งไห่เฟิงที่จุดลงทะเบียนนี้แล้ว... ด้วยการแสดงป้ายเหล็กตระกูลซ่ง ต่อให้ชื่อเสียงตระกูลตกต่ำลงเพียงใดผู้คนภายในเมืองก็ยังมีความกริ่งเกรง สามารถลงทะเบียนเข้าประลองได้ทุกช่วงเวลา...

     

    “สำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง... ขอส่ง เหยาซุนเป็นตัวแทนขึ้นประลอง...” ชายชรากล่าวกับเจ้าหน้าที่เสียงแน่นหนัก

     

    ทำเอาเจ้าหน้าที่แสดงสีหน้างุนงง...

    “ผู้อาวุโสซ่ง ผู้น้อยฟังไม่ผิดใช่หรือไม่?! ท่านจะส่งตัวแทนลงในนามของ สำนัก มิใช่ในนาม ตระกูล งั้นหรือ?! อีกทั้งคราวนี้ ผู้ที่ลงประลอง มิใช่คุณหนูซ่ง หรอกหรือ?!”

     

    “อืม... ก็ตามที่ว่ามานั่นแหละ ตระกูลซ่ง ของเราได้เปิดสำนักขึ้นใหม่และ เหยาซุน คือศิษย์เอกคนแรกของสำนักขวานวายุ ยามเจ้าประกาศชื่อตัวแทนขึ้นประลอง ก็ให้ช่วยประกาศตรงตามความถูกต้องนี้ด้วย...”ชายชราเค้นเสียงเน้นย้ำ ทำเอาเจ้าหน้าที่ พยักหน้าสั่นระรัว เนื่องด้วยรู้ดีว่าซ่งไห่เฟิง คือหนึ่งในยอดฝีมือของเมืองนี้...

     

    “ช่างน่าตกใจจริง ๆ ซ่งไห่เฟิง นี่เจ้ายอมมาด้วยตนเองเลยงั้นหรือ?! ปกติไม่เห็นเจ้าจะยอมออกจากเขตพื้นที่ตระกูลซ่ง?!”ชายชราผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีม่วงโดดเด่น พร้อมผู้ติดตามนับสิบเอ่ยทักขึ้น น้ำเสียงไม่สุภาพนัก...

     

    ซ่งไห่เฟิง ขมวดคิ้วต่ำลง...

    “หานเต้าหยี...”

     

    ซุน เพียงได้ยินนามที่ ซ่งไห่เฟิง เอ่ยออกมา ก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือผู้นำตระกูลหานคนปัจจุบัน...สถานะของ หานเต้าหยี ภายในเมืองแห่งนี้ นอกจากจะเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งแล้วยังจัดเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่กว้างขวางอย่างมาก เนื่องจากตระกูลหาน เป็นรองเพียงแค่ตระกูลฉีเท่านั้นในเมืองนี้ อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็นบิดาของ หานเฉียง ตัวเต็งชนะเลิศของการประลองในวันนี้อีกด้วย...

     

    และแน่นอนว่า ตระกูลหาน และตระกูลซ่ง ไม่ลงรอยกัน...

     

    เมื่อหลายคืนก่อนในตอนที่ ซุน ได้มีโอกาสร่ำสุรากับ ซ่งไห่เฟิงเพื่อเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในยุทธภพจากผู้มากประสบการณ์...มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากชายชราเริ่มกึ่มได้ที่ ก็พลันหลุดปากออกมาด้วยความไม่ตั้งใจ

     

    ว่าแท้จริงแล้วเหตุที่ เกาทงหลิน ได้เคยแฝงตัวเข้ามาในเมืองบุปผาแดงและเข้ามาล่อลวง ซ่งจื่อฮุ่ย เมื่อ 5 ปีก่อน จนทำให้ตระกูลซ่งเป็นหนี้สินมหาศาลตกต่ำลงในชั่วข้ามคืนนั้น... ทั้งหมดเป็นการร่วมมือกัน ระหว่าง ตระกูลเกา และ ตระกูลหาน!!

     

    เพราะตระกูลหาน ต้องการขึ้นเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ คู่กับตระกูลฉีเท่านั้นไม่ต้องการให้ตระกูลซ่ง มีรัศมีเทียบเคียงกับตน จึงอาศัยความไร้เดียงสาของทายาทคนสำคัญอย่างซ่งจื่อฮุ่ย ที่ยังเยาว์วัย โดยใช้เสน่ห์ของ เกาทงหลิน แทรกซึมแยบยล และเล่นงานตระกูลซ่งในจังหวะที่ ซ่งไห่เฟิง ไม่ได้อยู่ภายในตระกูล...

     

    เรื่องนี้ทุกคนในตระกูลซ่งต่างรู้ดี ยกเว้นก็แต่ตัวของ ซ่งจื่อฮุ่ยเท่านั้นที่ไม่รู้ เพราะทุกคนในตระกูลหวั่นเกรงว่านางจะรู้สึกผิดมากยิ่งไปกว่านั้นจึงถือเป็นคราวเคราะห์... ไม่อาจเอาผิดกับตระกูลหาน และตระกูลเกา ได้ตามกฎหมายของแผ่นดิน...

     

    หานเต้าหยี อาศัยอิทธิพลที่มากล้น... สืบเท้าเดินเข้าไปหยิบเอาหนังสือลงทะเบียนของเจ้าหน้าที่ขึ้นมาอ่านอย่างไร้มารยาทแต่เจ้าหน้าที่ก็ทำได้เพียงก้มหน้าต่ำเท่านั้น ไม่อาจห้ามปราม...

     

    “สำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง?! นี่ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย!! พวกเจ้าเปลี่ยนจากโรงเตี้ยมโทรม ๆ นั่น เปิดเป็นสำนักฝึกยุทธแล้วงั้นหรือ!!” หานเต้าหยี เค้นเสียงดังขึ้นประหนึ่งเป็นการแสร้งให้ทุกคนโดยรอบได้ยินที่สำคัญก็คือเหล่าผู้ติดตาม หานเต้าหยี ต่างพากันส่งเสียงหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก

     

    ซ่งหยวนเจ๋อ และ เจ้าหมีเล็ก ถลึงตาขึ้นพลางจับอาวุธ...

    หากแต่ ซ่งไห่เฟิง กลับยกมือขึ้นปรามทั้งคู่เอาไว้...

     

    “ใจเย็น ๆ อย่าปล่อยอารมณ์ ทำให้เสียการใหญ่...” ชายชราเค้นเสียงตำหนิทั้งสองเล็กน้อย... หากแต่คนอื่น ๆ ในตระกูลซ่ง ก็ล้วนแล้วแต่กำหมัดแนบแน่นไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวอย่าง ซ่งจื่อฮุ่ย...

     

    สายตาของ ซ่งไห่เฟิง และ หานเต้าหยี เขม่นกันอย่างชัดเจน...

    “ตระกูลซ่ง จะก่อตั้งสำนัก ใยตระกูลหาน ต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อน?!”

     

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าเป็นเดือดเป็นร้อนก็เพราะว่า ตระกูลซ่งที่ตกต่ำ ดันถือครองป้ายเหล็กทัดเทียมตระกูลหานของข้าเนี่ยสิ!! ทั้งที่ ตระกูลซ่ง ไม่ได้มีสิ่งใดจะนำมาเปรียบกับตระกูลหานได้เลยไม่สมควรที่จะมีระดับทัดเทียมกัน!!

     

    คอยดูเถอะ ถึงแม้ว่าเจ้าเมืองฉี จะเห็นแค่คุณงามความดีในอดีตของซ่งหยุนไห่ ที่ตายไป จนไม่ยอมพิจารณาเรื่องลดขั้นตระกูลซ่ง... แต่ข้าจะหาทางปลดพวกเจ้าออกจากการถือครองป้ายเหล็กให้ได้ในสักวัน!!” หานเต้าหยี เค้นเสียงออกมาอย่างไม่ไว้หน้า ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับพันในละแวกนี้

     

    “เช่นนั้นพวกเราทั้งสองฝ่าย มาเดิมพันกันดีหรือไม่เล่า?!” สุ่มเสียงหนึ่ง แทรกออกมาจากด้านหลัง...

     

    ส่งผลให้สองชายชรา เหลือบมองตรงไป...

     

    ซุน ก้าวเท้าออกจากทิศทางนั้นพร้อมรอยยิ้มที่ประดับ...ชัดเจนว่าเจ้าของเสียงมิใช่ใครอื่นนอกเหนือจากตัวของเด็กหนุ่ม ผู้หอบหิ้วขวานศิลาไว้บนแผ่นหลัง...

     

    “เจ้าเป็นใคร?!” หานเต้าหยีแสดงสีหน้าฉงน ไม่เคยเห็นหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้มาก่อน

     

    “ข้ามีนามว่า เหยาซุน... ศิษย์คนแรกของสำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง...”น้ำเสียงของเด็กหนุ่ม หนักแน่นไม่ได้มีท่าทีกริ่งเกรงผู้นำตระกูลหานแม้แต่น้อย...

     

    หานเต้าหยี ขมวดคิ้ว ก่อนจะเหลือบมองไปยังรายชื่อตัวแทนสำนัก บนหนังสือลงทะเบียนในมือ...

    “อ่อ... ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง?! สภาพซอมซ่อ สมกับที่เป็นตัวแทนตระกูลซ่งจริงๆ”

     

    เด็กหนุ่มสวมกอดอก เชิดหน้าสูง...

    “ข้าจะแต่งตัวอย่างไร ไม่ยักเกี่ยวข้องกับการประลอง...ว่าแต่สิ่งที่ข้าเอ่ยถามไปเมื่อครู่ ท่านมีความเห็นว่าเยี่ยงไร?! ในเมื่อตระกูลหานอยากให้ตระกูลซ่ง ถอดถอนสถานะออกจากตระกูลที่ถือครองป้ายเหล็กใยมิมาเดิมพันกันในการแข่งครั้งนี้เสียเลยเล่า?!

     

    หากข้าซึ่งเป็นตัวแทน สำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง พ่ายแพ้ในการประลองไม่ว่าจะรอบใด...ตระกูลซ่ง ยินดีที่จะถอดถอนสถานะของตระกูลออกจากสถานะเดิมที่เป็นอยู่... แต่หากว่าข้าเหยาซุน สามารถนำพาสำนักไปจนถึงตำแหน่งชนะเลิศ... ไม่ทราบว่าผู้นำตระกูลหาน ผู้ซึ่งยิ่งใหญ่คับเมืองจะกล้านำสิ่งใดมาเดิมพัน?!”

     

    หานเต้าหยี หรี่ตาแคบลงในทันที...

    “นี่เจ้า?!”

     

    .................................................. 

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน