"เป็นข้าเองแล้วจะทำไม"
คำพูดนี้ของชายหนุ่มทำให้ขุมกำลังเซิ่งหุนที่เหลือรอดอดขมวดคิ้วไม่ได้ เนื่องจากพวกมันไม่สามารถที่จะมองเห็นพื้นฐานการฝึกตนของชายหนุ่มได้เลย อีกครั้งการที่จะออกมาจากเงาได้เช่นนี้มีเพียงผู้ฝึกตนความมืดเท่านั้นที่จะทำมันได้
และปราณมืดนี้เองส่วนใหญ่จะเป็นพิษกับมนุษย์หากไม่มีกายศักดิ์สิทธิ์ก็ฝึกฝนไม่ได้ แล้วชายเบื้องหน้าของมันพวกจะธรรมดาได้อย่างไร
ในตอนนี้ชายคนที่อยู่ในระดับวีรชนสามดาวระมัดระวังตัวสุดขีดไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน ทางฝั่งลั่วอู่หลินเองก็พลันยกยิ้มเย็นยะเยือกเขาเดินเข้าไปหาพวกมัน ร่างกายค่อยๆเปลี่ยนกลายเป็นไปกลายเป็นร่างนักรบมังกรจากทักษะเทพอสูรผสานกาย เคียวปีศาจในมือควงไปมาทำให้เหล่าเซิ่งหุนพากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ จากนั้นชายหนุ่มก็พลันหายตัวในพริบตาที่เห็นมีเพียงประกายสายฟ้าทรราชเสี้ยวพริบตาเท่านั้น
"ในเมื่อมาแล้วก็ทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่เถอะ"เสียงของลั่วอู่หลินดังขึ้นอีกครา เคียวปีศาจที่อยู่ในมือผสานเข้ากับสายฟ้าทรราชฟาดฟันเหล่าเซิ่งหุนอย่างไม่ยั้งมือ จนพวกมันตายตกลงไปจำนวนมาก ในเวลานั้นเองพวกมันที่เหลือพลันแปลงกายเป็นครึ่งอสูรพยัคฆ์ทมิฬขนาดใหญ่
ทว่าพวกมันยังไม่ทันจะทำอะไรคมเคียวที่เต็มไปด้วยสายฟ้าทรราชก็ฟาดฟันตัวพวกมันจนขาดเป็นสองท่อนแล้วในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นลั่วอู่หลินก็ดับชีวิตของพวกมันไปเกือบทั้งหมดและคงเหลือเพียงหัวหน้าของมันที่ตอนนี้กำลังหวาดกลัวอย่างสุดหัวใจ
แม้ตบะของลั่วอู่หลินคือวีรชนหนึ่งดาว แต่ต้องไม่ลืมว่าเขามีดวงจิตอสูรเทวะและเคียวปีศาจระดับสวรรค์คอยช่วยเหลือ ดังนั้นการที่จะสังหารวีรชนสามดาวย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
"เอาละ ข้าขอข้อมูลหน่อยก็แล้วกัน"ลั่วอู่หลินยกยิ้มเย็นพุ่งเข้าหาชายคนดังกล่าวในทันที ในเวลาต่อมาเสียงคราญครางของชายคนนั้นก็พลันดังออกจากถ้ำมาไม่ขาดสาย
หลังจากนั้นไม่นานชายคนที่ว่าก็พลันนั่งเหม่อลอยอยู่เบื้องหน้าของลั่วอู่หลิน ไฉ่เยว่เอ่อร์จึงได้โอกาสกลืนกินความทรงจำของชายคนนี้ในทันทีก่อนที่จะส่งมันไปให้กับน้องชายตัวดีของนาง ลั่วอู่หลินพลันดวงตาเบิกกว้างเห็นได้ชัดเลยว่าจากความทรงจำนี้ทำให้เขาตกตะลึงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
"คิดไม่ถึงว่า ขุมกำลังที่ชื่อเซิ่งหุนถึงกับมีขนาดใหญ่ถึงปานนี้ แม้แต่แดนเซียนกับแดนสวรรค์ก็มี อีกทั้งส่วนใหญ่ก็เป็นเผ่าครึ่งอสูรและครึ่งปีศาจ ดูเหมือนว่าจะอยู่เบื้องหลังขุมกำลังหลายขุมกำลังด้วยกันแถมตำหนักอสูรก็เป็นหนึ่งในนั้น เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องใหญ่เสียจริงๆ"ลั่วอู่หลินกล่าวและลากร่างของชายคนนี้ออกไปเพื่อที่จะเป็นหลักฐานให้ให้ท่านยายของเขาตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป
"ท่านป้าข้าเอาของฝากมาให้ดูเหมือนว่าพวกเราจะคิดผิดไปเสียหน่อย สี่ตระกูลไม่ได้เป็นคนทรยศแต่พวกมันให้คนแฝงตัวเข้ามาในเมืองตั้งนานแล้ว ส่วนทางที่พวกมันเข้ามานั้นก็คือถ้ำเหมืองแร่ที่ถูกทิ้งล้างตรงนั้น"เมื่อมาถึงลั่วอู่หลินก็โยนศพให้กับท่านป้าของเขาและกล่าวออกมาในทันทีทำให้หลินชิงหลวนที่ได้เห็นหูและหางของอีกฝ่ายถึงกับผงะไป
"เผ่าครึ่งอสูรพยัคฆ์สมิฬ? ที่แท้ก็เป็นเซิงหุนที่บ่งการเรื่องนี้อยู่นี่เอง"
"หืม ท่านป้ารู้จักพวกมันด้วย?"ลั่วอู่หลินกล่าวถามด้วยความแปลกใจ
"แน่นอนว่าย่อมรู้จัก ขุมกำลังนี้ไม่ว่าจะดินแดนไหนก็เป็นปัญหาเอามากๆและไม่มีใครหาที่ตั้งหลักของพวกมันเจอก็เลยยังคงลอยนวลอยู่เช่นนี้ ส่วนที่เจ้าได้มาคือเผ่าพยัคฆ์ทมิฬที่สามารถทำตัวให้กลมกลืนไปกับความมืดมิดได้จึงไม่แปลกที่คนทั่วจะหามันไม่เจอ เจ้าได้ทำดีมากเลยทีเดียว"หลินชิงหลวนกล่าวชื่นชม
"เหอะๆก็แค่ประสานปราณแสงในการตรวจสอบพวกมันไม่เห็นจะยากตรงไหน"ลั่วอู่หลินกล่าว ทั้งป้าหลานกลับเข้าสู่คฤหาสน์ของเจ้าเมืองในทันทีและบอกเล่าเรื่องนี้ให้กับ เจ้าเมืองหยางได้รับทราบเอาไว้
เมื่อได้ฟังข่าวคราวของทั้งหลินชิงหลวนและลั่วอู่หลิน เจ้าเมืองหยางก็ถึงกับคิ้วขมวดและสั่งให้คนของเขาไปตรวจสอบในเหมืองอย่างละเอียดในทันที และหันไปทำความเคารพให้กับหลินชิงหลวนอย่างนอบน้อม
"ท่านผู้ตรวจการ ท่านนักบุญ ข้าได้เตรียมห้องพักเอาไว้ให้ท่านแล้วขอรับ เดี๋ยวข้าให้คนรับใช้พาไป"เจ้าเมืองหยางกล่าว ทั้งลั่วอู่หลินและหลินชิงหลวนพยักหน้าให้และเดินตามคนรับใช้เข้าห้องไปในทันที
เมื่อเข้ามายังที่นี่ลั่วอู่หลินยืนมองไปริมหน้าต่าง หลังจากที่เขารู้ว่าคนที่ก่อปัญหานี้คือเซิ่งหุนชายหนุ่มก็พลันคิดถึงเรื่องราวเก่าๆขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
"ในตอนแรกข้าก็คิดว่าตำหนักอัสนีของนิกายเบิกฟ้าจะหลอกใช้เซิ่งหุน ที่ไหนได้พวกมันเองต่างหากที่โดนหลอกใช้ ช่างน่าหัวเราะนัก"ลั่วอู่หลินกล่าวและหันกลับไปและทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายใจ ปัญหาในเมืองนี้ส่วนใหญ่ถูกคลี่คลายไปแล้ว เหลือเพียงขุมกำลังตำหนักอสูรที่เป็นตัวก่อเรื่องเท่านั้นซึ่งมันไม่ใช่ธุระอะไรของเขาและต้องให้ตาแก่หลินเป็นคนจัดการ
เช้าวันต่อมาลั่วอู่หลินและหลินชิงหลวนต้องออกเดินทางอีกครั้ง แน่นอนพวกเขาต้องไปตรวจสอบเมืองจวินและเมืองจ้านว่าโดนผลกระทบเช่นเดียวกับเมืองหยางหรือไม่ และที่เขากำลังจะไปเป็นเมืองที่สองก็คือเมืองจ้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจอีกเช่นกันเพราะเมืองนี้อยู่ใกล้กับเมืองเบิกฟ้าเอามากๆเพียงพันลี้เท่านั้น
เมื่อรู้เช่นนี้ลั่วอู่หลินก็รู้สึกกังวลขึ้นมาในใจ ตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงชักจะมีอาณาเขตใกล้ที่อยู่ของท่านตากับท่านยายเกินไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้หากเกิดการขยายอาณาเขตทั้งนิกายและเมืองเบิกฟ้าจะต้องโดนก่อนเป็นเมืองแรกอย่างแน่นอน
"หลานชายเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ไปได้แล้ว"หลินชิงหลวนกล่าว ลั่วอู่หลินสลัดความคิดที่เหลวไหลทิ้งและบินขึ้นเรือเหาะตามหลินชิงหลวนไปในทันที ก่อนที่เรือเหาะนี้จะทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง
"ท่านป้าถัดจากเมืองจ้านคือเมืองอะไรอย่างนั้นหรือ"เมื่อเดินทางมาสักพัก ลั่วอู่หลินจึงแสร้งกล่าวถามออกไป
"ถัดจากเมืองจ้านไปคือเมืองเบิกฟ้า เป็นหนึ่งในพื้นที่การปกครองของตำหนักดวงดาวที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับพวกเรามากที่สุดอย่างไรละ"หลินชิงหลวนกล่าวตอบทำให้ชายหนุ่มถึงกับโล่งใจ ที่แท้เมืองเบิกฟ้าก็เป็นเขตการปกครองของตำหนักดวงดาวนี่เอง หากเป็นเช่นนั้นเขาค่อยสบายใจเรื่องอาณาเขตหน่อย เพราะตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงคงไม่กลืนกินเมืองของเพื่อนบ้านอย่างแน่นอน
"แล้วตำหนักดวงดาวเป็นสถานที่แบบไหนกัน"ลั่วอู่หลินกล่าวถามอย่างใสซื่ออีกครั้ง หลินชิงหลวนพลันยิ้มและกล่าวตอบไป
"ตำหนักดวงดาวก็เป็นขุมกำลังๆหนึ่งนี่แหละ แต่พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องการทำนายผ่านดวงดาวเอามากๆอีกทั้งความแม่นยังมีถึงเจ็ดส่วนด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่มีประโยชน์หากได้เป็นมิตรและน่ากลัวเมื่อเป็นศัตรู ส่วนเรื่องการต่อสู้แม้จะไม่ได้หวือหวาเหมือนสามขุมกำลังใหญ่ก็ถือว่าพอใช้ได้ละนะ"
"สุดท้ายเรื่องนิสัยใจคอ ตำหนักดวงดาวก็ถือว่ามีคุณธรรมอยู่เพราะพวกเขาไม่เคยเอาเปรียบศิษย์หรือคนในเมืองภายใต้การปกครอง แต่ก็อย่างว่ามีคนดีก็ย่อมมีคนเลว ไม่ว่าจะตำหนักไหนก็มีให้เห็นกันทั้งนั้น"
"โอ้ ข้ากระจ่างแล้วขอบคุณท่านป้า"ลั่วอู่หลินกล่าวพร้อมยกยิ้มขึ้นมา ท่านตาทวดลั่วเฉินถือได้ว่าเลือกพันธมิตรได้ดีทีเดียว