ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 82 เมืองโบราณเหยาฉือปรากฏแร่ศักดิ์สิทธิ์ เดิมพันด้วยศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิด!

            ถึงแม้ธิดาศักดิ์สิทธิ์จะมาเยือนเมืองโบราณของสำนักอยู่บ้างเป็นครั้งคราวแต่มิได้บ่อยนัก 

            ผู้ฝึกตนมากมายจึงไม่เคยได้ยลโฉมนางด้วยตาตนเองครั้นได้เห็นในวันนี้ ก็ถึงกับตะลึงในความงามดั่งเทพธิดา!

            อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่าเหล่าศิษย์แห่งเหยาฉือนั้นไม่เคยออกไปสำรวจยังสำนักอื่นธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงศักดิ์นั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง

            ทว่าในประวัติศาสตร์อันยาวนานก็เคยมีธิดาศักดิ์สิทธิ์สักหนึ่งหรือสองคนออกเดินทางมาและผู้ที่ได้ครอบครองความงามนั้นล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งที่ฝึกฝนจนทะลุฟ้าทะลุพิภพและเลื่องชื่อลือนามไปทั่วหล้า

            ผู้ฝึกตนทั่วไปนั้นอย่าได้แม้แต่จะคิด

            "ท่านผู้นำตระกูลธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มาด้วยตัวเองเลยขอรับ!" มู่อวี่เซิงที่ตื่นเต้นดึงแขนเสื้อของมู่เสินฉวน

            มู่เสินฉวนมองไปยังสตรีในชุดกระโปรงสีม่วงที่ก้าวลงมาจากตำหนักหลังนั้นด้วยแววตาเป็นประกาย

            กายวิถีแต่กำเนิดร่างกายเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก!

            เขาสัมผัสได้ว่ารอบกายของธิดาศักดิ์สิทธิ์นั้นรายล้อมไปด้วยกลิ่นอายแห่งเต๋าที่เข้มข้นใกล้เคียงกับเต๋าโดยธรรมชาติ ประทับตรึงในห้วงเวหาราวกับว่าทุกการเคลื่อนไหวคือการร่ายรำแห่งวิถี

            ร่างกายเช่นนี้เมื่อเติบใหญ่ขึ้นทะลวงสู่เอกะ บรรลุเต๋า พลังยุทธ์จักต้องน่าสะพรึงอย่างยิ่ง!

            มู่เสินฉวนสะบัดแขนเสื้อมองไปยังมู่อวี่เซิงพลางแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าไม่ได้กล่าวไว้หรือว่าเจ้าไม่สนใจธิดาศักดิ์สิทธิ์ ธิดาเซียน หรืออะไรเทือกนั้น?”

            "ก็ใช่ขอรับ"

            "แต่ที่ข้าหมายถึงคือเมื่อธิดาศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือมาเยือนด้วยตนเองเช่นนี้แสดงว่าสินแร่ในคราวนี้ต้องไม่ธรรมดา!"

            มู่อวี่เซิงส่ายศีรษะพลางกล่าวอย่างขุ่นเคือง

            “...ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง”

            “แต่ราคาของสินแร่เหล่านั้นคงแพงเป็นแน่”

            “อย่างไรเสียข้าก็มีแร่บริสุทธิ์อยู่ประมาณเจ็ดแปดแสนจินเท่านั้น เจ้าลองเสี่ยงโชคดูแล้วกัน”

            “หากใช้แร่บริสุทธิ์จนหมดเกลี้ยงเราคงต้องม้วนหางกลับไปบ้านแล้ว” มู่เสินฉวนตบไหล่ของเขาแล้วกล่าวด้วยความหนักแน่น

            "วางใจเถิดขอรับ ท่านผู้นำตระกูล!"

            "หากครั้งนี้สำเร็จแร่บริสุทธิ์ของค่ายกลพิทักษ์ตระกูลเหล่านั้นจะต้องเป็นของเรา!" มู่อวี่เซิงรับคำอย่างมั่นใจ

            ในขณะนั้นเองธิดาศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือบนห้วงเวหาก็แย้มริมฝีปากสีแดงเล็กน้อยก่อนเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ

            "จงนำสินแร่ไปยังโรงเดิมพันเถิด"

            น้ำเสียงของนางเปี่ยมด้วยเสน่ห์เหลือล้นประหนึ่งเสียงลูกแก้วกลิ้งบนจานหยก กระจ่างใสและไพเราะจับใจ ชวนให้ผู้ได้สดับฟังลุ่มหลง

            "เจ้าค่ะ!" ศิษย์คนอื่นๆ ของเหยาฉือขานรับเสียงดัง พลังปราณปรากฏในมือเคลื่อนย้ายกล่องศิลาไปยังโรงเดิมพัน

            ไม่นานนักก็มีลำแสงศักดิ์สิทธิ์หลายสายทอดลงมาจากที่ไกลๆ

            นั่นคือเหล่าผู้อาวุโสของแดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือที่ร่างกายแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างบางเบาเห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้ฝึกตนในระดับเอกะ

            หนึ่งในนั้นคือสตรีชราที่ทอดสายตาลงต่ำพลางกล่าวออกมาว่า “ข้าขออภัยที่ให้ทุกท่านรอนานตอนนี้เข้ามาเลือกสินแร่บนแท่นได้แล้วเจ้าค่ะ”

            "ทว่าหินที่นำมาในหนนี้ค่อนข้างพิเศษต้องรออีกห้าวันจึงจะขายได้"

            “เหมาะกับผู้ที่มิรีบร้อนและสามารถรอได้"

            “...”

            "ต้องรอถึงห้าวันเลยรึ?"

            "ช่างเถอะรออีกสองสามก็ไม่นับเป็นอะไร"

            ผู้ฝึกตนหลายท่านส่ายศีรษะพลางถอนหายใจออกมาแล้วมองไปยังหินทีละก้อนที่วางเรียงรายอยู่บนแท่นสูง

            พวกมันล้วนแต่เป็นหินที่ผู้อื่นเลือกไปจนหมดแล้วหรือไม่ก็ถูกเก็บไว้นานมาก

            ส่วนมากแล้วก็เป็นเพียงเศษหินยากจะคัดแยกศิลาคุณภาพดีออกมาได้

            แต่ก็ยังมีผู้ฝึกตนบางส่วนก้าวเท้าเข้าไปชะเง้อมอง เพื่อหวังจะได้พบกับวาสนา

            มู่อวี่เซิงก็มิยอมน้อยหน้าเช่นกันเขาไพล่แขนไว้ด้านหลัง เดินทอดน่องพินิจหินแต่ละก้อนตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนราวกับเป็นปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิด

            ทันใดนั้นร่างของเขาก็หยุดลงอยู่หน้าหินรูปร่างแปลกตาพลันกวาดตาสำรวจมันด้วยแววตาที่ผิดแผกจากเมื่อครู่

            หินก้อนนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่จะต้องหนักหลายพันชั่งเป็นอย่างน้อยผิวของมันเต็มไปด้วยรอยแตกเหมือนไปโดนคมมีดหรือขวานฟันรูปลักษณ์ช่างน่าเกลียดยิ่งนัก

            “แม่นาง หินก้อนนี้ราคาเท่าไหร่?"มู่อวี่เซิงเอ่ยถาม

            ศิษย์สตรีแห่งเหยาฉือนางหนึ่งได้ยินเสียงก็เดินเข้ามาสายตาพินิจอีกฝ่ายอย่างละเอียด พบว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ยังไม่พ้นวัยสิบหกสิบเจ็ดปีและเด็กเกินกว่าจะมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงแต่ด้านหลังกลับมีผู้ฝึกตนแฝงเร้นกลิ่นอายไม่ธรรมดาติดตามมาด้วย

            คงจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่ออกมาท่องโลกกว้าง…

            “หินก้อนนี้จำหน่ายในราคาหนึ่งหมื่นจิน"ศิษย์แห่งเหยาฉือแย้มยิ้มเล็กน้อย

            "หนึ่งหมื่นจิน… ราคาไม่เบาเลย!"มู่อวี่เซิงหันกลับไปมองมู่เสินฉวนด้วยท่าทีต้องการคำปรึกษา

            “สิทธิ์ในการตัดสินใจล้วนอยู่ที่เจ้ามองเห็นสิ่งดีแล้วก็ซื้อเสีย ไม่ต้องปรึกษาข้า" มู่เสินฉวนปัดมือไม่ใส่ใจ

            มู่อวี่เซิงพยักหน้า แต่ก็ยังวางใจไม่ได้สองตาพลันเปล่งประกายสีม่วง แล้วพิเคราะห์หินก้อนนั้นต่อไป

            ถึงเขาจะมั่นใจว่าตนจะคัดสรรของดีออกมาได้

            แต่สุดท้ายแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาแสดงความสามารถต่อหน้าผู้นำตระกูล

            หากทำพลาดก็คงขายหน้าไม่น้อย!

            ระมัดระวังเสียหน่อยย่อมดีกว่า

            ทันใดนั้นเองเสียงเยาะเย้ยสายหนึ่งก็ดังแว่วมาจากที่ๆ ไม่ไกล

            "หึ ช่างดูมีภูมิเสียจริงข้าเกือบคิดไปแล้วว่าเป็นศิษย์จากตระกูลโบราณที่สืบทอดศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดเสียอีก"

            "ผ่านไปนานขนาดนี้แล้วมิคิดเลยว่าจะเลือกได้แค่ศิลาทลายสวรรค์แตกๆ ก้อนหนึ่ง"

            "ช่างน่าขัน!" ผู้ฝึกตนหนุ่มหน้าขาวทาแป้งโบกพัดกระดาษในมือ พร้อมกล่าวปรามาส

            ด้านหลังของเขาก็มีผู้ฝึกตนติดตามมาด้วยเช่นกันเป็นชายชราในระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นสาม

            ดูท่าว่าภูมิหลังของคนผู้นี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกันมิเช่นนั้นคงไม่มีผู้แข็งแกร่งในระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ติดสอยห้อยตามมาด้วย

            เมื่อกล่าวจบสายตาของผู้ฝึกตนจำนวนมากก็ถูกดึงดูดมาทางนี้ในทันที

            เมื่อพวกเขาเห็นศิลาที่มู่อวี่เซิงเลือกแล้วต่างก็ส่ายศีรษะกันเป็นแถว ผู้ที่มาเดิมพันสินแร่ในที่แห่งนี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่เป็นระดับปรมาจารย์ทั้งสิ้น

            สำหรับศิลาที่มีลักษณะพิเศษบางอย่างนั้นพวกเขาสามารถตัดสินใจได้ในพริบตา

            ก้อนที่ใหญ่เกินไปนั้นไม่ได้คุณภาพเพราะส่วนใหญ่ล้วนใช้การไม่ได้

            ก้อนที่เล็กเกินไปก็ใช้ไม่ได้ยังทะลวงไม่ถึงแกนกลางก็สึกหมดเสียแล้ว

            และสำหรับหินที่มีรอยแตกเช่นที่มู่อวี่เซิงเลือกนั้นด้วยลักษณะพิเศษของมันที่สึกกร่อนจากสภาพแวดล้อมมานับครั้งไม่ถ้วน จึงถูกเรียกว่า‘ศิลาทลายสวรรค์’ กระทั่งเรียกได้ว่า ‘ไร้แก่น’

            "เจ้าหนุ่มการเสี่ยงทายหินนั้นมิใช่ว่าก้อนใหญ่จะดีเสมอไป"

            “หากเสียไปแล้วไม่ได้สิ่งใดกลับมาจะไม่เสียใจทีหลังเอาหรือ?”

            ชายชราใจดีท่านหนึ่งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

            หลังจากศิษย์หญิงแห่งเหยาฉือผู้นั้นได้ยินก็ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด

            การซื้อขายนั้นเป็นไปตามความสมัครใจก่อนซื้อผู้อื่นก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ตามอัธยาศัย

            นี่คือกฎของโรงเดิมพันศิลาแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือซึ่งใจกว้างมากแล้ว

            “หินก้อนนี้ ข้าเอา!”

            มู่อวี่เซิงฮึดฮัดในใจไม่รับฟังคำเตือนของผู้อื่น และกล่าวอย่างหนักแน่น

            “...”

            "หึ ช่างโง่เขลา" ชายหนุ่มหน้าขาวทาแป้งผู้นั้นโบกพัดกระดาษพลางลอบยิ้มเยาะ

            เขาคือจางเซิ่ง บุตรชายคนที่สามของตระกูลจางผู้มีเชี่ยวชาญด้านวิชาหยั่งกำเนิดแห่งแดนเหนือมีความรู้ความเข้าใจในการหยั่งถึงแหล่งกำเนิดและเส้นชีพจรวิญญาณเป็นอย่างดี

            ถึงแม้ว่าหินที่เขาเลือกอาจจะมิได้สิ่งใดกลับมาแต่สิ่งที่เขาบอกว่าเป็นขยะอย่างไรก็เป็นได้เพียงขยะ

            และเด็กหนุ่มผู้นี้ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นมือสมัครเล่นที่ไม่ยอมให้ใครชักจูงช่างโง่เขลายิ่งนัก!

            เกรงว่าแร่บริสุทธิ์สองหมื่นจินที่มีคงได้สูญเปล่าเสียแล้วกระมัง

            “ตกลง เชิญมาคิดเงินทางนี้"

            จากนั้นศิษย์แห่งแดนเหยาฉือก็นำทางสองไปยังเรือนไม้ขนาดเล็กที่ดูโอ่อ่าและถูกกั้นด้วยพลังที่ไม่ให้ผู้ใดสัมผัสพลังจิตได้

            มู่เสินฉวนโบกมือเอาแร่บริสุทธิ์หนึ่งหมื่นจินออกมาจ่าย

            “คุณชายจะตัดที่นี่หรือจะนำกลับไปตัดเองเจ้าคะ?" ศิษย์เหยาฉือเอ่ยถาม

            "ก็ตัดมันตรงนี้เลยสิ!"

            มู่อวี่เซิงย่อมได้ยินถ้อยคำแดกดันนั้น

            ด้วยความเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนเช่นเขาจะทนเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?

            เขาสาบานในใจว่าจะต้องตบหน้ามันอย่างแรงต่อหน้าธารกำนัล!

            ทันใดนั้นช่างหินผู้หนึ่งก็เดินกลับมายังกองหินสูง

            หลังจากได้รับความยินยอมจากมู่อวี่เซิงช่างหินก็เริ่มลงมือ

            ช่างหินนั้นมีขั้นตอนมากมายก่อนจะลงมือก็ทำการโค้งคำนับแล้วจึงค่อยลงมือ

            ฉัวะ!

            หินขนาดหลายพันชั่งถูกตัดผ่านช่วงกลางปรากฏเป็นผนังหินที่เรียบเสมอกันต่อหน้าผู้คนแต่ภายในนั้นเปรียบเสมือนกับเปลือกหินภายนอก ไม่มีกลิ่นอายของแก่นพลังใดๆ เลย

            "เฮ้อ เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ฟังคำเตือนดูท่าจะสูญเปล่าแล้วสินะ"

            "หนึ่งหมื่นจินละลายหายไปกับอากาศคงโมโหน่าดู"

            "ฮ่าๆบางทีเขาอาจจะเป็นคุณชายของตระกูลใหญ่กระมัง มิได้มีปัญหาเรื่องเงินทอง"

            ผู้คนจำนวนมากที่อยู่ในบริเวณนั้นส่ายหน้าอย่างเสียดายส่วนจางเซิ่งผู้นั้นก็หัวเราะเยาะออกมา ราวกับกำลังฉลองชัยชนะ

            "หึ จะรีบร้อนไปไย!"

            “เดี๋ยวจะตัดออกมาให้พวกเจ้าได้ประจักษ์!"มู่อวี่เซิงชำเลืองมองจางเซิ่ง แล้วกล่าวตอบโต้

            "โอ้? ถ้าอย่างนั้นข้าต้องคอยดูแล้วว่าเจ้าจะผ่าอะไรออกมาได้!" จางเซิ่งยังคงไม่ยอมลดราวาศอก

            ลมหายใจต่อมา มู่อวี่เซิงก็ก้าวเท้าออกไปชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งในสี่ของแร่ทางด้านขวา "ช่างตัดตรงนี้!"

            ช่างหินได้แต่ยิ้มเจื่อนๆดูท่าว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะชอบดันทุรังไปจนตัวตายแล้ว

            โดยปกติแล้ว หินขนาดใหญ่เช่นนี้หากมิพบแกนสีเขียวตรงกลางก็แทบจะไม่มีโอกาสแล้ว

            แต่ในเมื่อพวกเขาซื้อหินก้อนนี้ไปแล้วจะตัดอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของตน

            จากนั้นช่างหินจึงลงมืออีกครั้งตัดตามแนวที่มู่อวี่เซิงชี้ไว้

            ฉัวะ!

            เปลือกหินกะเทาะออกเผยให้เห็นแสงสว่างอันน่าตะลึงจากด้านใน

            พลังปราณฟ้าดินอันเข้มข้นพลันพวยพุ่งออกมาทันใดทำให้รูขุมขนของผู้คนผ่อนคลาย ราวกับอยู่ๆ ก็ได้แช่บ่อน้ำพุร้อนอย่างไรอย่างนั้น

            ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแก่นพลังที่มีคุณภาพสูงเช่นนี้คือแร่ศักดิ์สิทธิ์!

            ถึงแม้จะมีขนาดเท่าเล็บมือและมีน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งตำลึงแต่สีสันก็งดงามยิ่งนัก ส่องประกายระยิบระยับพร่างพราว!

            "อะไรน่ะ!"

            "ในศิลาทลายสวรรค์กลับมีแร่ศักดิ์สิทธิ์ซุกซ่อนอยู่จริง!"

            "เหลือจะเชื่อถึงจะมีขนาดเท่าเล็บมือ แต่ก็มีคุณภาพสูงยิ่ง"

            “เด็กหนุ่มผู้นี้มีฝีมือจริงๆนับว่าข้าสายตาไม่ดีเสียแล้ว"

            ผู้คนโดยรอบต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงดวงตาฉายแววประหลาด

            “เด็กคนนั้นมีโชคขนาดไหนกัน!”

            “ในศิลาทลายสวรรค์ยังให้กำเนิดแร่ศักดิ์สิทธิ์ได้!”

            สีหน้าของจางเซิ่งดูบิดเบี้ยวอย่างยิ่งพลางสบถออกมาอย่างหัวเสีย

            “เห็นหรือไม่ เจ้ามันมีตาหามีแววไม่!"

            “ตาบอดรึไง!"

            มู่อวี่เซิงรู้สึกหายใจคล่องขึ้นมาในทันทีชี้ไปยังแร่ศักดิ์สิทธิ์นั้น พลางกล่าวเยาะเย้ยไม่ไว้หน้า

            "เจ้า..."

            "แค่โชคดีเท่านั้นเอง อย่าได้ใจไปนัก"จางเซิ่งโต้แย้ง

            “โชคก็คือฝีมือ!"

            มู่อวี่เซิงหาได้สนใจเขาอีกต่อไปจากนั้นก็มองไปยังมู่เสินฉวนอย่างมีความสุข พลางถามด้วยความภาคภูมิใจ“ท่านผู้นำตระกูล เป็นอย่างไรบ้างขอรับ สุดยอดไปเลยใช่ไหม?”

            “อืม ดีมาก"

            มู่เสินฉวนยิ้มเล็กน้อย

            "เหอะ นี่แค่อุ่นเครื่องเท่านั้น!"มู่อวี่เซิงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากและเปี่ยมความมั่นใจในศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดที่สืบทอดมามากกว่าเดิม

            “สหายน้อยผู้นี้โชคดีจริง”

            “ข้าทำการตัดหินมาหลายสิบปีเพิ่งเคยเห็นศิลาทลายสวรรค์ที่ให้กำเนิดแร่ศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรก”

            ช่างหินกล่าวจบก็ส่งมอบแร่ศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นที่ตัดออกมาให้แก่มู่อวี่เซิง

            แต่มู่อวี่เซิงกลับไม่ยื่นมือออกไปรับ

            ช่างหินจึงเข้าใจในทันทีหันไปส่งมอบแร่ศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นให้กับมู่เสินฉวนแทน

            มู่เสินฉวนพยักหน้ายื่นมือออกไปรับ

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นแร่ศักดิ์สิทธิ์

            กลิ่นอายนั้นบริสุทธิ์ยิ่งกว่าแก่นทั่วๆ ไปเหมือนมันซุกซ่อนไว้ซึ่งพลังชีวิตอันมหาศาล

            ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงผนึกผู้แข็งแกร่งเมื่อกาลก่อนและต้านทานการรุกรานของกาลเวลาได้

            แต่ในใจของเขากลับอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด

            การเดิมพันศิลาเช่นนี้เป็นวิธีการสร้างเงินที่รวดเร็วมากจริงๆ

            เพียงชั่วพริบตาก็ได้มาสองหมื่นจิน

            รู้เช่นนี้แล้วเขาน่าจะกอบโกยให้ได้มากกว่านี้สักหน่อย

            อย่างไรก็ตามเขายังมีหนทางอีกยาวไกลที่จะต้องก้าวไปปรารถนาที่ได้สักสองล้านจินคงจะดูเกินไปหน่อย

            ...

            ไม่นานนัก

            มู่อวี่เซิงก็เดินวนเวียนไปทั่วกองหินสูงอีกครั้งสองตาพลันเปล่งประกายสีม่วง ค้นหาศิลาทีละก้อนอย่างถี่ถ้วน

            ทว่าเขากลับไม่ได้ลงมือและใช้ความระมัดระวังที่สุดในการพินิจพิเคราะห์

            และในขณะนั้นเองก็มีผู้ฝึกตนจำนวนมากเริ่มทยอยเข้ามาและเลือกแร่

            เมื่อศิลาเหล่านั้นถูกตัดออกทีละก้อน

            ก็มีทั้งผู้ที่สมหวังและผิดหวัง

            ในบรรดาแก่นที่ถูกตัดออกมานั้นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดก็คือแก่นพิเศษที่ขนาดเท่ากำปั้นและแผ่กลิ่นอายแห่งธาตุไฟอันเข้มข้นซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ฝึกตนที่ใช้วิถีแห่งไฟ

            มันมีค่ามิใช่น้อยจะต้องมีราคาสูงถึงหนึ่งแสนจิน!

            หลังจากนั้นผ่านไปครึ่งชั่วยามมู่อวี่เซิงก็ลงมืออีกครั้ง เล็งเป้าไปที่แร่ที่มีขนาดพอๆ กับคนหนึ่งคน

            รูปลักษณ์ของศิลาก้อนนี้ก็ไม่ได้สวยงามแต่อย่างใดพื้นผิวขรุขระราวกับถูกแมลงแทะ

            มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันเป็นของเก่าแก่ที่ถูกทิ้งไว้ในตลาดเสี่ยงทายแห่งนี้มานานแล้วไร้ผู้ใดเหลียวแล

            และในขณะนั้นเองจางเซิ่งจากตระกูลโบราณก็ได้เลือกแร่ของตนเสร็จแล้วเช่นกัน

            หินทั้งสองนั้นอยู่ติดกันประหนึ่งศัตรูคู่อาฆาตที่ต้องมาเผชิญหน้ากัน

            ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง!

            "เจ้าหนุ่มข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะมีโชคเช่นนั้นทุกครั้งไป!"

            “กล้าเดิมพันอะไรกับข้าหรือไม่?"

            จางเซิ่งวางมือลงบนหินที่อยู่ข้างกายเขาพลางกล่าวด้วยท่าทีท้าทาย 

            เขาต้องการจะกู้หน้าคืน

            “โอ้? เจ้าอยากเดิมพันอะไร?"ดวงตาของมู่อวี่เซิงเป็นประกาย หาได้แสดงความอ่อนแอไม่

            “เดิมพันว่าศิลาที่ใครเลือกมานั้นมีค่ามากกว่ากัน!แสนจิน!"

            "กล้าหรือไม่?" สีหน้าจางเซิ่งเปี่ยมด้วยความโอหัง

            "คิดว่าข้าจักกลัวเจ้าหรือ?"

            “เดิมพันก็เดิมพัน!แร่บริสุทธิ์หนึ่งแสนจิน หากเจ้าแพ้ก็อย่าได้ชักดาบเสียเล่า!"

            หลังจากที่ตัดแร่ศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้ความมั่นใจมู่อวี่เซิงใช่ว่าจะน้อยลง

            “แสนจินสำหรับตระกูลจางของข้าแล้วมิใช่สิ่งใด" จางเซิ่งอวดโอ่ภูมิหลังพลางทำท่าทีหยิ่งยโส

            “ตระกูลจางหรือ!?”

            “ตระกูลจางแห่งเมืองเทียนสือนั่นน่ะหรือ”

            “น่าจะใช่ แม้ดินแดนทางเหนือจะกว้างใหญ่แต่มีเพียงตระกูลจางที่ฝึกฝนศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิด”

            “ว่ากันว่าผู้นำตระกูลจางได้บรรลุศาสตร์หยั่งรู้ต้นกำเนิดขั้นสูงสุดแล้วกลายเป็นปรมาจารย์หยั่งรู้ปฐพีแล้ว!”

            “เช่นนั้นเขาก็คือทายาทของปรมาจารย์หยั่งรู้ปฐพีน่ะสิ”

            “เจ้าหนุ่มนั่นหมดหวังแล้วกระมัง”

            “อาจใช่ แต่ก็บอกยากเพราะโชคก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเดิมพันในที่แห่งนี้”

            เหล่าผู้ฝึกตนโดยรอบที่ถูกการเดิมพันระหว่างคนทั้งสองดึงดูดยิ่งกังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของมู่อวี่เซิงขึ้นไปอีกชั่วขณะนั้นทั่วทั้งตลาดระงมไปด้วยเสียงเซ็งแซ่

            เหตุการณ์อันน่าตกตะลึงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น!

            “ตระกูลจาง? ไม่ยักเคยได้ยินชื่อ”

            “ข้าก็รู้จักแต่ตระกูลผู้สร้างปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิด” 

            “แร่บริสุทธิ์เพียงแสนจินไม่นับเป็นอะไรสำหรับตระกูลมู่ของข้า!”

            มู่อวี่เซิงปรามาสวิจารณ์อีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า

            แม้ปรมาจารย์หยั่งรู้ปฐพีและหยั่งรู้ต้นกำเนิดทั่วไปจะต่างกันเพียงหนึ่งอักษรแต่ความสามารถของสองขั้นนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว

            ฝ่ายแรกมีความสามารถเพียงปานกลางในการค้นหาต้นกำเนิด

            ในขณะที่ปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดนั้นมีความสามารถในการหยั่งถึงความเป็นไปของภูเขาแม่น้ำ และชีพจรมังกรในใต้หล้าความสามารถในวิชาลับเกี่ยวกับการค้นหาแหล่งกำเนิดของบุคคลกลุ่มนี้ได้ก้าวสู่จุดสูงสุดด้วยทักษะเนตรหยั่งกำเนิด

            ด้วยความทรงจำและมรดกสืบทอดจากปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดรุ่นสี่ทำให้ตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจางผงาดขึ้นมาได้!

            มู่เสินฉวนกุมมือไพล่หลังมองการต่อสู้ของคนทั้งสองด้วยแววตาใคร่รู้

            แร่บริสุทธิ์หนึ่งแสนจินมิได้สลักสำคัญสำหรับเขาเลย

            การพ่ายแพ้ก็มิสำคัญ

            แต่เขาพึงใจบุคลิกที่กล้าหาญของมู่อวี่เซิงมากกว่าอีกฝ่ายมีความมั่นใจและดูเป็นคนที่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

            จึงไม่น่าแปลกใจหากเขาจะกล้าขุดหลุมปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดรุ่นสี่ขึ้นมาพูด    

            “รู้จักปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดด้วยรึ?ช่างโอ้อวดเสียจริง!”

            “เลิกพูดไร้สาระ แล้วมาตัดหินนี่กันข้าจะทำให้เจ้าตาสว่างด้วยการลงมือเอง!”

            จางเซิงพับพัดก่อนจะหยิบมีดสลักโบราณออกมาจากแหวนมิติของเขา

            แล้วผ่าหินตรงหน้าเขา!

            ฉัวะ!

            หินถูกกะเทาะชั้นแล้วชั้นเล่าด้วยน้ำหนักมือที่สม่ำเสมอฝีมือการตัดหินของชายหนุ่มเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ชมรอบด้าน 

            ในที่สุด…

            พลันเกิดแสงสว่างจ้าไปทั่วเมืองโบราณ

            “เจอแร่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว!”

            “มีแร่ศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นเกิดขึ้นแล้ว!”

            “นี่มันอะไรกัน? มีแร่ศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นอย่างนั้นหรือ”

            “เกรงว่าถ้ามันมีขนาดเท่ากำปั้นดินแดนเหยาฉือคงเดือดดาลเป็นแน่”

            “ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาคัดสรรมาเองกับมือ”

            ดวงหน้าของผู้ชมต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นขณะจับจ้องหินที่จางเซิ่งเพิ่งผ่าออก

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน