Pioneer Era

    ตอนที่ 30 คาบเรียนสำรวจ

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    "... อะไรวะเนี่ย? "

    วันนี้เจอเรื่องให้ตกใจตั้งแต่เช้าเลยแฮะ

    บนปากหลุมที่ใช้เป็นทางลัดสู่ดินแดนใต้พิภพนั้น กำลังมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ถูกขึงด้วยผืนผ้าใบสีขาวคลุมปิดเอาไว้อย่างมิดชิด

    หากเงียหูฟัง ก็จะได้ยินเสียงทุบทำลายอย่างรุนแรงดังมาจากข้างในนั้น

    พวกอสูรกายมันทำเชี่ยอะไรกับดินแดนของเทพเจ้ากันอยู่ฟะ?

    ผมหันไปมองกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนที่กำลังเดินอยู่บนถนน

    สายตาของพวกเขาบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

    “ทำตามใจชอบกันน่าดูเลยนะ…”

    ซุนไกท์ เพื่อนจากชนเผ่ากอลิล่าพูดพึมพำกับตัวเองอย่างโกรธแค้น

    มือของเขากำแน่นจนเลือดสีฟ้าไหลซึมออกมาจากฝ่ามือ

    ใช่ ทุกคนรู้กันแล้วว่าข้างใต้หลุมนี้มันเชื่อมต่อไปถึงดินแดนใต้พิภพซึ่งเป็นหนึ่งในบททดสอบของผม หรือก็คือเป็นหนึ่งในแปดของดินแดนเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

    ผมเป็นคนเล่าให้พวกเขาฟังเองแหละ

    แต่ไม่มีใครคิดที่จะโวยวายหรือแสดงท่าทีต่อต้านออกมาในตอนนี้

    เพราะพวกเรารู้ตัวกันดี ว่ายังไม่มีพลังมากพอจะไปสู้กับพวกอสูรกายได้

    พวกเราทำได้แค่เก็บความไม่พอใจเอาไว้อยู่ข้างในไปก่อนเท่านั้น

    “... เหมืองแร่โฮป? ”

    บนผืนผ้าใบที่ปิดปากหลุมเอาไว้นั้น มีตัวอักษรของพวกอสูรกายเขียนเอาไว้อยู่เช่นนั้น

    ชื่อนี้… เหมือนเคยได้ยินมาก่อนเลยแฮะ

    “อ๊ะ…! นั่นโทแพซนี่? ก็ว่าเห็นออกมากจากหอพักก่อน มาอยู่ตรงนี้นี่เอง ให้ตายสิ สนิทกับพวกอสูรกายเกินไปหรือเปล่า? ”

    ซุนไกท์ทักขึ้นในระหว่างที่พวกเรากำลังเดินไปนอกพื้นที่ของนอกเขตกักกัน

    "... ยัยนั่นทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย? "

    เพื่อนสมัยเด็กของผมกำลังนั่งร่วมกินขนมอยู่กับพวกอสูรกายอย่างสนิทสนมจนเกินกว่าเหตุ

    จริงอยู่ว่าอาหารของพวกอสูรกายมันอร่อยและมีระดับสูงกว่าของพวกเรามากอย่างทาบไม่ติด แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะกินได้ตามใจปากแบบนี้นะ

    ถ้าโดนวางยาขึ้นมาจะว่ายังไง?

    ผมรีบเดินเข้าไปหาเธอแทบจะในทันที

    "อรุณสวัสดิ์ไพไรต์~ ซุนไกท์~ ท่านเทพโนอาร์~"

    ผมไม่สนใจคำทักทายของเธอ แล้วเริ่มดมกลิ่นเพื่อตรวจสอบสารพิษในเค้ก

    “ห้ามมาแย่งเค้กของเค้านะ! ”

    โทแพซรีบหยิบจานของตัวเองขึ้นสูงเพราะความเข้าใจผิด

    … เอาเถอะ จากระยะนี้ก็พอจะได้กลิ่นแล้วละ

    ดูแล้วคงไม่ได้แอบวางยาพิษเอาไว้

    ผมมองดูเพื่อนสมัยเด็กที่รีบยัดเค้กเข้าปากอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะโดนผมแย่งกิน

    “ให้ตายสิ เธอเนี่ยนะ…”

    ก่อนจะอมยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของเธออยู่ภายในใจอย่างเงียบ ๆ



    "ฮึบ! ไม่ยอมแพ้หรอก! "

    "มีแผนอะไรแล้วสินะคะคุณโฮป"

    "ใช่! "

    "ถ้าต้องการคำปรึกษา ให้มาถามได้เลยค่ะ อย่าลืมว่าคุณยังมีเพื่อนอยู่นะคะ คุณพรุนเองก็เคยบอกคุณไปแล้วไม่ใช่หรือคะ? "

    "..."

    ผมหันไปทางต้นเสียงที่วุ่นวายนั้น

    ดูเหมือนว่าอสูรไร้ขนกับอสูรแมลงกำลังคุยปรึกษาอะไรกันสักอย่างอยู่

    เดียวนะ… เมื่อกี้เหมือนพวกมันจะพูดว่า [โฮป] ใช่ไหม?

    จำได้แล้ว อสูรไร้ขนที่ไว้ผมกระเซิงสีดำคนนั้นมีชื่อว่าโฮปนี่!

    โฮป คนที่มีชื่อเดียวกับชื่อที่ปรากฏบนผืนผ้าใบซึ่งกำลังรุกรานดินแดนของเทพเจ้า

    เป็นเรื่องบังเอิญ? ผมว่าไม่น่าใช่

    บางทีเจ้านี่อาจจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับการรุกรานที่เกิดขึ้นนั้น

    หรือบางทีอาจจะเป็นตัวการเองเลยเสียด้วยซ้ำ

    "... ดีละ"

    แบบนี้คงต้องหาโอกาสจับตัวมาถามเพื่อรีดข้อมูลหน่อยเสียแล้ว



    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    "อ๊ะแฮ่ม นักเรียนทุกคนจงฟัง วันนี้จะให้เข้าป่ากัน และห้ามออกไปไกลเกินกว่าแนวเขตแสงที่วางเอาไว้เด็ดขาด เพราะเลยจากเส้นแสงนั้น มันคือเขตที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ รวมไปถึงไม่มีเสาสัญญาณคลื่นรับส่ง เลยทำให้มีอันตรายสูงมาก”

    อาจารย์ฮอร์เนสกำลังมอบบทเรียนวันนี้อยู่หน้าผืนป่าสีดำขนาดใหญ่

    ป่าที่อยู่ตรงหน้ามันมีรูปทรงที่แปลกประหลาดมาก

    โดยเฉพาะพวกพุ่มหญ้าที่มีใบสีดำเหล่านั้น มันดูคมกริบราวกับใบมีดเลยดอง แถมยังมีจำนวนมากเป็นพิเศษอีกด้วยดอง

    “พุ่มไม้ที่เห็นเหล่านั้นคือ [พุ่มหญ้าดาบ] ก่อนอื่นต้องเตือนก่อนว่าใบไม้พวกนี้ถึงจะเปราะ แต่มันมีความคมสูงมาก ถ้าเดินไม่ระวัง อาจถูกเฉือนเนื้อออกไปได้ง่าย ๆ นอกจากใบไม้สีดำเหล่านี้แล้ว ยังมี [ต้นหอก] ที่สูงเพียงสิบเซนติเมตร แต่มันอันตรายตามชื่อของมัน เพราะปลายแหลมของมันจะมีความแข็งแรงพอที่จะทิ่มทะลุรองเท้าหนังได้ และยังมีต้น [น้ำมัน] ที่สามารถลุกไหม้ได้เอง ถ้าหากเผลอไปกระเทาะเปลือกมันออกมา ยังไงก็ให้ระวังตัวกันด้วย”

    อาจารย์ฮอร์เนสกล่าวเช่นนั้น พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งชี้ไปชี้ที่ต้นไม้ผิวสีน้ำตาลที่มีใบไม้เป็นสีแดงคล้ายเปลวเพลิง

    มันคือต้นไม้ชนิดเดียวกับที่ฉันเคยเจอในดินแดนใต้ดินเมื่อวันก่อนหน้านี้

    ห้ามไปแตะต้องมันสินะดอง

    “อย่างที่ทราบกันดีว่าสัตว์ป่าในทวีปนี้ส่วนใหญ่เป็นจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน และมีพิษกันเป็นส่วนมาก ถ้าพบตัวที่ดูท่าทางอันตราย ให้รีบติดต่อกลับมาหาอาจารย์อันที ส่วนภารกิจที่จะให้ทำ คือหัวข้อสำรวจอิสระ จะทำแผนที่ วิเคราะห์พืชพรรณ แร่ธาตุ สำรวจวงจรชีวิตสัตว์ จะอะไรก็ได้ ทำได้หมด ให้เวลาสามวันนะ”

    อืม… อยากแอบออกไปสำรวจให้ไกลเกินกว่าที่พวกอาจารย์เคยสำรวจจังเลยดอง~

    “สุดท้าย พวกเผ่าภูติกับเผ่ามนุษย์นก อย่าลืมนะว่าน่านฟ้าแห่งนี้อันตราย ห้ามบินสูงเกิน 15 เมตรเป็นอันขาดเชียวละ”

    อาจารย์ฮอร์เนสเน้นเสียงดุย้ำเตือนเป็นการปิดท้าย

    บางทีอาจจะรู้สึกไปเอง แต่เหมือนว่าเขาจะจ้องมาทางฉันเป็นพิเศษเลยละดอง

    อืม… ฉันคงรู้สึกไปเองแน่ ๆ ดอง



    “เริ่มภารกิจได้! ”

    “โอ๊ววว! ”

    ทันทีที่อาจารย์ให้สัญญาณ เหล่านักเรียนสาขาการทหารทั้งหมด 300 คน ก็เริ่มกรูเข้าป่ากันอย่างตื่นเต้น

    แน่นอนว่ารวมไปถึงกลุ่มของพวกเราด้วย

    “และนี่คือสมาชิกใหม่ของพวกเรา มาทำการแนะนำตัวกันหน่อยดอง! ”

    ฉันเริ่มเปิดพิธีแนะนำตัวกลุ่มอยู่ตรงหน้าปากทางเข้าป่าสีดำในฐานะหัวหน้ากลุ่ม (ยังไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม)

    เนื่องจากพวกเรามีนักเรียนแลกเปลี่ยน อีกทั้งมีคนเสียชีวิตไปจำนวนหนึ่งจากเหตุการณ์ปีศาจสีทองโจมตีตอนสอบกลางภาค เลยทำให้ทุกคนต้องมีการจัดกลุ่มขึ้นมาใหม่กัน

    และคนใหม่ที่เพิ่มเข้ามานั้นมีตามนี้

    “เนื่องจากกลุ่มเดิมของฉันย้ายหนีไปเรียนสาขาอื่นหมดแล้ว เลยต้องขอรบกวนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ ฉัน [ดิวซ์] ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

    คนแรกคือดิวซ์ สตรีที่สวมชุดนักฆ่ารัดรูปผมสีดำยาว และมีผิวสีแทนผู้งดงาม เป็นเพื่อนสมัยเด็กของฉันที่มีหุ่นและร่างกายอันอุดมสมบูรณ์ของเพศแม่จนน่าอิจฉา

    “ผม [เอซ] ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลย ว่าน้องสาวของข้า ใครอย่าแตะ! ”

    เอซ เพื่อนสมัยเด็กอีกคนที่ไม่อยากจะนับรวมว่าเป็นเพื่อนดอง

    “... [ไพไรต์] จากชนเผ่าสิงโต”

    ไพไรต์ ชนเผ่าท้องถิ่นที่มีขนดกสีทองดอง~

    เห็นแผงคอเล็ก ๆ สีทองแถวคางของเขาทีไร มันก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากโกนทิ้งทุกทีเลยดอง

    “ [โทแพซ] ชนเผ่าเสือค่ะ~”

    โทแพซ จากชนเผ่าท้องถิ่นที่มีผมสีฟ้าตัดสั้น พร้อมกับมีหูและหางเสือที่น่ารัก

    เธอเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์การเล่นซนของฉันกับเยลโล่ละดอง

    “ [ซุนไกท์] จากชนเผ่ากอลิล่า! ”

    ซุนไกท์ ชายสูงยาวเข่าดีหน้าหล่อไม่แพ้เอซ เห็นว่าเป็นเพื่อนของโทแพซ

    “ [โนอาร์] เป็นหุ่นรับใช้หมายเลข 1332213 โมเดลชนเผ่าแมวค่ะ”

    เมดแมวขนสีเงินที่ตัวสูงเพียง 133 เซนติเมตร

    เธอเป็นคนที่พูดน้อย และเป็นคนที่ให้บรรยากาศบางอย่างที่คล้ายกับจาวิสของท่านพ่อ

    ...เดียวนะ เหมือนเมื่อกี้เธอจะพูดว่า [หุ่นรับใช้] หรือเปล่าดอง?

    “ [วานาดิไนต์] ชนเผ่าหมี บุตรแห่ง [รูบี้] มาที่นี่เพื่อทำตามความคาดหวังของมารดา”

    วานาดิไนต์ ชายที่จับฉลากเข้ามาร่วมกับกลุ่มของฉัน เขาเป็นชายตัวสูงเกือบสองเมตร มีผมสีแดงเพลิงยาวหวีเรียบ ตามแขนและขามีขนสีแดงหุ้มหนาฟูดูอบอุ่น

    เป็นคนที่ดูแข็งแรงองอาจพึ่งพาได้คล้ายกับพรุนของพวกเราเลยละดอง

    สายตาของเขาจับจ้องมาที่พรุนแบบไม่วางตาเลยละดอง

    ...อะไร คิดอยากจะจีบพรุนหรือยังไงดอง?

    จาวิส ดิวซ์ พรุน โฮป เยลโล่ ไฮเจน แฟต โทแพซ ไพไรต์ โนอาร์ ซุนไกท์ วานาดิไนต์ และ เอซ รวมฉันด้วย ก็จะมีทั้งหมด 14 คน

    นี่คือกลุ่มของฉัน กลุ่มพวกพ้องที่จะออกไปผจญภัยด้วยกัน

    เอาละ ได้เวลาเริ่มการสำรวจแล้วดอง!



    ทั่วทั้งวิสัยทัศน์ล้วนแต่เต็มไปด้วยสิ่งแปลกตา

    ต้นไม้ที่มีเปลือกสีดำ พื้นหญ้าที่เต็มไปด้วยหนามแหลมและใบมีดอันคมกริบอันตราย

    เสียงของสัตว์ร้ายที่ดังลอดมาจากพุ่มหญ้าหนาทึบ เสียงของนกที่กรีดร้องจนทำให้ตื่นตกใจ

    แสงอันน้อยนิดที่ลอดผ่านแมกไม้ จนเหมือนกับว่าตนเองกำลังเดินอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวยามราตรี

    การจัดลำดับทีมในกลุ่ม แบ่งออกเป็นแนวหน้า แนวหลัง และทีมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ

    ต่างคนต่างระวังหลังให้กันและกัน จนมิตรภาพระหว่างพวกพ้องเบ่งบาน

    ชายหญิงต่างเพศช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนบังเกิดเป็นเรื่องราวของความรัก

    ได้ต่อกรกับอสูรที่ร้ายกาจ ได้เสียหงาดเหงื่อเพื่อเอาชีวิตรอด รวมไปถึงการฟันฝ่าอุปสรรค์ธรรมชาติที่โหดร้าย

    นั่นคือเรื่องราวของการผจญภัยที่ฉันคิดเอาไว้

    ใช่ มันควรจะเป็นการผจญภัยในดินแดนที่ไม่รู้จักของฉันเช่นนั้น

    “ตรงนั้นคือ [เอลป์อาร์] เป็นต้นที่ให้ผลสีแดงหวานฉ่ำกรอบอร่อยมากเลย~”

    “ส่วนต้นตรงนั้นคือต้นที่มีหนามแหลมอันตรายทั้งต้น พวกเราเรียกมันว่า [ต้นงิ้ว] ค่ะ เนี๊ยว~”

    “ส่วนตรงนั้นคือ [อาบอก-กรีน] เป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดไม่มีขา ตัวยาวสองเมตร หนังของมันใช้ทำ---”

    โทแพซกับโนอาร์ที่พูดภาษาของพวกเราคล่องที่สุดในกลุ่ม กำลังทำหน้าที่เป็นไกด์นำทางที่ดีให้กับพวกเรา

    พวกเขารู้หมดว่าตรงไหนคือรังของสัตว์ร้าย ควรเดินในเส้นทางไหนเพื่อเลี่ยงอันตราย รวมไปถึงมีความรู้พื้นฐานของป่าแห่งนี้อย่างดีเยี่ยมจนแทบไม่จำเป็นต้องสำรวจอีกต่อไป

    มันก็แหง่ละ เพราะพวกเขาเป็นคนท้องถิ่นของที่นี่มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

    รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นการเดินป่าท่องเที่ยวมากกว่าเป็นการสำรวจไปซะงั้น

    วีรกรรมที่ฉันวาดฝันเพื่อสร้างชื่อเสียงนั้น มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิดอง…

    “บูว์~”

    ไม่สนุกเลยแบบนี้

    ฉันอยากได้อะไรที่มันดูน่าตื่นเต้นมากกว่านี้งะ!

    “...โทแพซ #%^ [หุบเขาสีเทา] สิ”

    ในตอนนั้นเองที่ไพไรต์กระซิบเป็นภาษาของตัวเองกับโทแพซ

    แน่นอนว่าฉันยังฟังไม่ออกทุกคำ… แต่พอจะจับใจความสำคัญได้อยู่ดอง

    “จะดีหรือ? ”

    “ดีสิ @#$%^ เพื่อนเธอจะอยากไปไม่ใช่หรือ? ”

    ไปไหน!? ไปไหน!? [หุบเขาสีเทา] คืออะไร? อยากไปสุด ๆ เลยดอง!

    โทแพซทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะมองมาทางฉันทีหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองไพไรต์อีกที

    เธอพยักหน้าให้กับไพไรต์แล้วเริ่มเปลี่ยนเส้นทางในทันที



    พวกเราเดินตามโทแพซอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ตั้งคำถามอะไรมาได้ราวยี่สิบนาที

    ถึงจะมีเจอตัวประหลาดคล้ายจิ้งจกขนาดสองเมตรโจมตีใส่สองครั้ง แต่พวกมันก็ถูกฆ่าแทบจะในทันทีด้วยฝีมือของจาวิส

    ไม่มีอะไรให้พวกเราได้ทำเลยดง…

    ส่วนโฮปนั้น ตอนแรกเป็นห่วงอยู่ว่าจะเครียดจัด แต่เหมือนเขาจะหาวิธีแก้ไขได้ด้วยตัวเองไปแล้ว

    ดูสิ เดินไปพึมพำกับตัวเองไปอย่างน่ากลัว ราวกับเป็นวายร้ายที่กำลังวางแผนชั่วอยู่เลยละดอง

    พวกเราเดินทางมาด้วยสภาพเช่นนี้ จนกระทั้งมาถึงจุดที่มีเสาขนาดใหญ่ปักเป็นหลักหมุดปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า

    เสานั้นถูกสร้างเป็นเสาทรงกรวยที่สูงห้าเมตร บนปลายยอดของมันมีแสงสีฟ้ายิงเป็นเส้นตรงยาวไปหาอีกเสาที่วางห่างออกไปราวสิบเมตร

    แสงเหล่านั้นถูกสร้างและวางเชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นแนวกำแพงแสงสีฟ้าที่ต่อเนื่องกัน

    แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนธรรมชาติจนเกินไป แสงสีฟ้าพวกนี้จึงเป็นแค่เส้นแสงธรรมดาที่ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรกับสิ่งมีชีวิต

    “ขอแนะนำให้หันหลังกลับค่ะ ตอนนี้กำลังจะเดินออกจากพื้นที่ควบคุมแล้วค่ะ”

    จาวิสพูดเตือนพวกเราในตอนที่โทแพซทำท่าจะเดินล้ำเขตแสงออกไป

    “...”

    แต่ไพไรต์ไม่สนคำเตือนของจาวิสแล้วเดินล้ำเส้นแสงออกไปทั้ง ๆ แบบนั้น

    เขาวิ่งออกไปไกลอย่างรวดเร็วพร้อมกับโนอาร์

    “หยุดเดียวนี้ค่ะ! ”

    จาวิสรีบตามเขาไปเพื่อจะลากคอพวกเขากลับเข้ามา

    แต่เนื่องจากโนอาร์มีฝีมือพอ ๆ กับจาวิส เลยกลายเป็นว่าไม่สามารถลากคอไพไรต์กลับมาได้

    ฉันเห็นสองสาวเมดกำลังแลกหมัดไปพร้อมกับวิ่งไล่กันจนห่างออกไปไกลมากขึ้นกว่าเดิม

    “จะไปไหนกันนะ! ”

    โทแพซวิ่งตามพวกเขาไป

    “เฮ้ย! เดียวสิ เขาไม่ให้ออกไปจากเขตนะ! ”

    คราวนี้เป็นซุนไกท์ที่วิ่งไล่ตาม แล้วตามด้วยวานาดิไนต์ ที่นิ่งเงียบมาตลอดทาง

    เอาแล้วไง

    ถ้าจะอยากแหกกฏเนียน ๆ ตอนนี้แหละคือโอกาสทองละดอง

    “... พวกเราตามไปด้วยเถอะดอง”

    “เอาจริงดิ? ”

    โฮปรีบค้านฉันแทบจะในทันที

    แต่ว่าฉันมีเหตุผลที่ดีพอนะดอง

    “หรือจะอยู่กันกลางป่าโดยที่ไม่มีจาวิสกันหรือดอง? ”

    “เออ… จริงของเธอ”

    ทุกคนรู้ดีว่าจาวิสแข็งแกร่งแค่ไหน

    พวกเรายังเป็นแค่นักเรียนที่อ่อนหัด การต้องมานอนกลางป่าถึงสามวันโดยไม่มีหุ่นยนต์จากทางโรงเรียนคุ้มกัน มันเป็นอะไรที่อันตรายจนเกินไป

    เห็นหรือยังว่าฉันมีเหตุผลดีแค่ไหนดอง

    ไม่ใช่ว่าทำเพราะอยากออกผจญภัยในเขตอันตรายหรอกนะดอง

    เสียงร้องของเหล่าอสูรร้ายที่ซ่อนอยู่ในป่า กำลังทำให้พวกเราเริ่มรู้สึกหวาดระแวง

    ถึงพวกเราจะพกอาวุธสำหรับต่อสู้ที่ไม่ใช่การฝึกของจริงมาด้วย แต่ก็ยังอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้อยู่ดี

    “ที่ลี่พูดมานั้นมีเหตุผล เดียวผมจะโทรแจ้งอาจารย์เอาไว้ก่อน แล้วรีบไปตามจาวิสกลับมา วิธีนี้น่าจะปลอดภัยที่สุดแล้ว”

    แม้แต่เอซเองก็ยังเห็นด้วยกับฉัน

    ถึงมันจะเก่งเกือบเท่าจาวิส แต่มันเป็นคนที่ไม่เคยประมาทเลยสักครั้ง

    “ดีละ งั้นตามพวกเขาไปกันเลยดอง! ”

    ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินใจเดินออกจากเขตปลอดภัยที่อาจารย์กำหนดเอาไว้ในท้ายที่สุด

    หุ หุ หุ การผจญภัยที่แท้จริงของฉันได้เริ่มต้นขึ้นแล้วดอง

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน