บทที่ 43
เวลาผ่านไปอีกสิบวัน
จางหยุนเคยได้สมุดเคล็ดวิชามาสองเล่ม หนึ่งคือวิชาดาบสามสะบั้นของหัวหน้าหวัง ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือเคล็ดวิชาควบคุมไฟที่อยู่ในแหวนเก็บของขององค์ชายใหญ่
เพียงแต่ว่านั่นมันไม่ใช่เคล็ดวิชาอย่างแท้จริง ถ้าเกิดว่าจะพูดให้ถูกต้องมันก็คือเหมือนกับตำราวิธีการเปลี่ยนปราณวิญญาณให้กลายเป็นเปลวเพลิงมากกว่า
จางหยุนศึกษามันจนตอนนี้เขาสามารถทำได้แล้ว มันไม่ใช่เคล็ดวิชาเป็นเพียงแค่ทักษะที่ผู้บำเพ็ญควรจะเรียนเอาไว้ก็เท่านั้น
แต่ถ้าเกิดว่าพูดถึงว่าเป็นเคล็ดวิชาจริงๆก็คือ เคล็ดวิชาดาบสามสะบั้นที่เป็นเคล็ดวิชาขอบเขตปฐพีขั้นต่ำ
ในตอนที่ออกไปล่าสัตว์อสูรครั้งที่ผ่านมา จางหยุนได้นำเอาซากเทวะใหม่ทั้งสามตนออกมาเพื่อทดสอบความสามารถ
ทั้งสามมีความสามารถที่แตกต่างกัน ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มมีวิชากระบี่ที่ไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าเป็นเคล็ดวิชากระบี่ ที่ทรงพลังไม่แพ้กับวิชาดาบสามสะบั้น
ส่วนชายหนุ่มที่เป็นเพียงแค่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต่ำ คนผู้นี้ใช้มีดสั้นเป็นอาวุธมีความสามารถโดดเด่นในเรื่องการเคลื่อนไหว เห็นได้ชัดว่ามีเคล็ดวิชาที่ช่วยส่งเสริมการเคลื่อนที่
ส่วนคนสุดท้ายก็คือชายฉกรรจ์ที่ถือดาบ คนผู้นี้อยู่ในขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางมีวิชาดาบที่ไม่ธรรมดา
เพียงแต่ว่าพวกมันทั้งหมดไม่ได้พกตำราวิชาของตนเองติดตัวมาด้วย เพราะแบบนั้นจางหยุนจึงไม่ได้รับวิชาของพวกมันเลย
ซากเทวะเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ก็จริง แต่ในตอนนี้พวกมันไม่มีสติปัญญาของตนเอง เรียกได้ว่าได้แต่รับคำสั่งแล้วก็เคลื่อนไหวตามคำสั่งของจางหยุน
ส่วนเกี่ยวกับเรื่องวิชาการต่อสู้ของพวกมันที่สำแดงออกมา ก็คงจะเป็นการต่อสู้โดยใช้สติปัญญาเล็กน้อยและบวกกับสัญชาตญาณในการเชี่ยวชาญเคล็ดวิชานั้นๆ
จางหยุนจึงไม่มีโอกาสได้เรียนเคล็ดวิชาของคนทั้งสาม เพราะแบบนั้นในตอนนี้จางหยุนก็ยังถือว่ามีเคล็ดวิชาเพียงแค่สามเคล็ดวิชาเท่านั้น
เป็นเคล็ดวิชาฝึกปราณอย่างเคล็ดวิชากลืนมรณะ เคล็ดวิชาซากเทวะ แล้วก็เคล็ดวิชาอย่างดาบสามสะบั้น
จางหยุนคิดว่ารอไปอีกสักพักนึง ถ้าเกิดว่าตนเองมีเงินมากกว่านี้ ก็จะไปลองหาเคล็ดวิชาที่ดีๆจากหอการค้าเหรียญสวรรค์มาฝึกฝนเพิ่ม
หลังจากนั้นจางหยุนก็เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบสามสะบั้นต่อ
เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วถึงสิบวัน
การใช้ชีวิตภายในเมืองวายุแดงของจางหยุน เรียกได้ว่าเขาหลอมรวมเข้ากับสังคมแห่งการบำเพ็ญเพียรได้อย่างเต็มตัวแล้ว
ในช่วงสิบวันที่ผ่านมาจางหยุน ออกไปล่าสัตว์อสูรอีกครั้งตามกำหนดการที่เขากำหนดเอาไว้
การออกไปล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้ จางหยุนได้ฝึกฝนวิชาดาบสามสะบั้นกับสัตว์อสูรระดับต่ำด้วย ได้ลองใช้วิชานี้สังหารสัตว์อสูรไปหลายตัว
นั่นทำให้เขานั้นตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องเคล็ดวิชานี้มากขึ้น อย่างไรเสียวิชาพวกนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้ในการต่อสู้ เพราะแบบนั้นการตระหนักรู้ที่ดีที่สุดก็คือการใช้มันในการสังหารศัตรู
และการออกล่าในครั้งนี้จางหยุนก็ถือว่ายังโชคดี ที่ไม่มีปัญหาอะไรเข้ามาในระหว่างที่เขานั้นออกล่าสัตว์อสูร
หลังจากที่กลับจากการล่าจางหยุน ก็ยังคงได้รับจำนวนของสัตว์อสูรใกล้เคียงกับจำนวนเดิม เมื่อนำไปขายที่หาการค้าเหรียญสวรรค์ จางหยุนก็ได้รับเงินกลับมาใกล้เคียงกับจำนวนเดิมก็คือประมาณเจ็ดร้อยเหรียญปฐพี
นี่ทำให้ทรัพย์สินที่เขามีอยู่ในตอนนี้ มีอยู่ราวๆเกือบสองพันเหรียญปฐพีแล้ว เพียงแต่ว่าถึงแม้ว่าจะมีจำนวนขนาดนี้ก็ยังซื้อสมบัติพิเศษระดับต่ำประเภทบินไม่ได้อยู่ดี
จางหยุนรู้สึกปวดใจในทันที เพียงแต่ว่าในช่วงสิบวันที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่างกับเขา
อย่างแรกที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีก็คือ ในตอนนี้ซากเทวะทั้งสามตนที่เขาได้รับมาใหม่ ซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลางสองตัวพัฒนาขึ้นไปสู่ระดับทองแดงขั้นปลายแล้ว
ไม่เพียงแค่นั้นซากเทวะระดับทองแดงขั้นต่ำ ก็ยังพัฒนาขึ้นไปสู่ระดับทองแดงขั้นกลาง
ส่วนเรื่องที่น่ายินดีมากที่สุดก็คือ ซากเทวะที่เป็นร่างของหัวหน้าองครักษ์หวัง ตอนนี้พัฒนาไปสู่ซากเทวะระดับทองแดงขั้นสมบูรณ์แล้ว
ในตอนนี้จางหยุนจึงมีพลังรบเป็น ซากเทวะระดับทองแดงท่านสมบูรณ์สองตน ซากเทวะระดับทองแดงขั้นปลายอีกสามตน แล้วก็ซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลางอีกหนึ่งตน
ด้วยพลังระดับนี้ถือว่าเป็นกลุ่มผู้ฝึกตนที่มีพลังรบไม่ธรรมดาแล้ว อย่างน้อยถ้าเกิดว่าจับกลุ่มรวมตัวกันก็สามารถไปรับมือแล้วก็รุมสังหาร สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงที่ไม่แข็งแกร่งนักได้
ส่วนการเปลี่ยนแปลงของจางหยุน ขอบเขตของเขาในตอนนี้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องขอบคุณค่ายกลรวบรวมปราณวิญญาณ ที่ทำให้การฝึกฝนของเขาไม่ได้ลดลงแม้ว่าจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางแล้ว
จางหยุนคิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เขาถึงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผลึกตันเถียนขั้นห้าได้
จางหยุนในตอนนี้แม้ว่าจะอายุมากแล้ว แต่ว่าเขาเองก็ยังมีเวลาในการฝึกฝนอีกนานพอสมควร เพราะแบบนั้นเขาจึงยังไม่ได้กดดันเกี่ยวกับเรื่องอายุขัยสักเท่าไหร่
สำหรับอายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียร ผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับผลึกตันเถียน จะมีอายุขัยอยู่ราวๆหนึ่งร้อยห้าสิบปี ถ้าเกิดว่าไม่มีอาการบาดเจ็บและรักษาตัวเองอย่างดี รวมไปถึงกินยาโอสถวิเศษช่วยยืดชีวิตเล็กน้อยก็อาจจะอยู่ไปได้นานกว่านั้นอีกนับสิบปี
ต่อไปก็คือผู้บำเพ็ญที่อยู่ในขอบเขตหลอมกระดูก เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกระดูก อายุขายโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆสองร้อยปี แน่นอนว่าถ้าเกิดว่าไม่มีอาการบาดเจ็บแฝง แล้วก็กินยาโอสถช่วยชีวิตก็อาจจะอยู่ได้นานกว่านั้นอีก
ต่อไปก็คือผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับสร้างรากฐาน เมื่อก้าวไปถึงระดับสร้างรากฐานอายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้บำเพ็ญระดับนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นสามร้อยปี แน่นอนว่าถ้าเกิดว่ามาถึงสร้างรากฐาน คนระดับนี้ส่วนใหญ่ก็จะมีพวกโอสถที่ช่วยยื้อชีวิต สร้างรากฐานบางคนมีอายุอยู่ถึงสี่ร้อยปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะแบบนั้นตระกูลผู้บำเพ็ญที่มีตัวตนระดับสร้างรากฐานอยู่ภายในตระกูล จึงสามารถสร้างความรุ่งเรืองได้หลายรุ่นอย่างง่ายๆ
จางหยุนในตอนนี้อายุแม้ว่าจะอยู่ในใกล้เคียงกับเลขห้าแต่ว่าเมื่อเทียบกับอายุขัยสูงสุดของผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนเขาเองก็ยังเหลือเวลาอยู่อีกไม่น้อย
เขาเลยไม่ได้กดดันกับการพัฒนาขอบเขตของตน ถ้าเกิดว่าเขายังคงฝึกฝนพัฒนาต่อไปเรื่อยๆแบบนี้ จางหยุนมั่นใจว่าบางทีตนเองอาจจะทะลวงเข้าไปสู่ขอบเขตหลอมกระดูกได้ก่อนที่อายุไขจะหมดลงอย่างแน่นอน