จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 56 สู้!

            ทุกคนในสนามประลองต่างมองตรงมาทางฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจ

            “พฤติกรรม?หมาจนตรอกที่ทำอะไรก็ได้?”

            ทุกคนต่างมองไปทางถงอวิ๋นเฟยที่กำลังสั่นสะท้านไปทั้งตัวใบหน้าเคร่งเครียด จนแต่ละคนต่างมีสีหน้าที่แตกต่างกัน

            หลังจากนั้นไม่นานลานประลองที่เงียบลงไปก็เกิดเสียงพูดคุยที่น่าตกใจดังขึ้น

            “นี่มันเป็นการรนหาที่ตายชัดๆในฐานะเผ่าเล็กๆ ของเผ่ายุทธ์ทองคำการมาอยู่ในสนามประลองต่อหน้าผู้ชมนับหมื่นที่คอยจับตามองแม้จะมีพฤติกรรมไม่ดีบ้าง แต่ถงอวิ๋นเฟยจะกล้าฝ่าฝืนกฎหรือ?”

            “เอ่อ...นี่เป็นการจงใจยั่วยุให้ถงอวิ๋นเฟยโมโห เขาอยากจะตายเร็วขึ้นหรืออย่างไรกัน?”

            “หมาจนตรอกที่ทำอะไรก็ได้ฮ่าๆ นี่เขากำลังด่าถงอวิ๋นเฟย?”

            ...

            ทุกคนต่างจ้องมองมาทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่เย้ยหยันจากมุมมองของพวกเขาแล้วการกระทำของฉินอวี่ดูเหมือนจะเป็นความวิตกกังวลในเรื่องที่ไม่ควรกังวลเรื่องที่ว่าจะมีการใช้กลโกงใดในการต่อสู้ที่เอาเป็นเอาตายครั้งนี้หรือไม่ก็ไม่อาจมีใครรับรองได้ แต่ในตอนนี้เมื่อมีคนคอยชมการต่อสู้จำนวนมากขนาดนี้ถงอวิ๋นเฟยจะกล้าละเมิดกฎหรือ? และหากเป็นเช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นตราบาปที่ติดตัวถงอวิ๋นเฟยไปตลอดชีวิต

            “ใช่แล้วสุนัขจนตรอกมักจะทำอะไรก็ได้ให้มันรอดใครจะกล้ารับรองได้บ้างว่าเขาจะไม่ทำเช่นนั้น? ใครรับประกันได้บ้าง!”ในเวลานี้ สยงท่าเทียนลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และตะโกนเสียงดังออกไปด้วยท่าทีราวกับว่าใครกล้ารับประกัน เขาจะฆ่าทิ้งทันที

            ร่างกายของถงอวิ๋นเฟยสั่นสะท้านอย่างรุนแรงนี่มันเป็นการยั่วโมโห!

            อี้จ้านเทียนขมวดคิ้วแน่นและหันไปมองฉินอวี่ เขานึกไม่ถึงเลยว่าฉินอวี่จะทำอะไรเช่นนี้ ครั้งนี้นอกจากจักรพรรดิแห่งแคว้นอู่ที่เก็บตัวบำเพ็ญตนตลอดทั้งปีแล้วเขาคือผู้มีสถานะสูงที่สุดของเมือง ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นประธานในการประลองครั้งนี้ไปโดยปริยาย เพียงแต่เขายังคงมีความเห็นแก่ตัวอยู่เล็กน้อย ว่าหากไม่มีใครสักคนตายในการประลองครั้งนี้เขาจะไม่ยอมถอนม่านพลังออกเป็นอันขาด

            ในใจของอี้จ้านเทียนนั้นมั่นใจว่าฉินอวี่คงจะต้องตายในวันนี้เป็นแน่ แต่ในตอนนี้ฉินอวี่กำลังยืนกรานว่าเขาไม่เชื่อในตัวถงอวิ๋นเฟย และดูเหมือนจะเป็นการบอกว่าหากไม่ระงับระดับฝึกฝนของถงอวิ๋นเฟย ไม่ยึดวงแหวนมิติของถงอวิ๋นเฟยไว้เขาก็จะไม่ยอมเข้าร่วมการประลอง สิ่งนี้ทำให้อี้จ้านเทียนต้องปวดหัวเป็นอย่างมากนี่เป็นการดิ้นรนก่อนตายหรือไม่?

            “เจ้าคนนี้อย่าได้พูดเหลวไหล”ชายหนุ่มชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างอี้จ้านเทียนพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            อี้จ้านเทียนตกใจเล็กน้อยจากนั้นค่อยๆ หันไปมองชายหนุ่มชุดขาว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจฉินอวี่ทำให้คนผู้นี้ชื่นชมหรือ?

            “เสี่ยวอวี่พยายามทำให้ถงอวิ๋นเฟยโกรธ”ผู้อาวุโสโม่ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมองฉินอวี่อย่างชื่นชม และพูดขึ้นเบาๆ

            ในความเห็นของผู้อาวุโสโม่เขาคิดว่าการกระทำของฉินอวี่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่เพียงแต่ทำให้ถงอวิ๋นเฟยหงุดหงิดเท่านั้น แต่ยังขจัดปัญหาที่จะตามมาภายหลังด้วยอย่างไรก็ตาม หากเป็นช่วงเวลาของความเป็นความตายก็ไม่มีผู้ใดที่จะรับรองได้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะฝ่าฝืนกฎหรือไม่ และด้วยคำพูดของฉินอวี่จึงเป็นการตัดเส้นทางล่าถอยของถงอวิ๋นเฟยเสียแล้ว

            เพียงแต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผู้อาวุโสโม่สงสัยมากขึ้นคือฉินอวี่จะสามารถเอาชนะถงอวิ๋นเฟยได้จริงหรือ?

            หวังผิงแทบจะยกนิ้วให้ฉินอวี่ก่อนหน้านี้เขายังเป็นกังวลว่าฉินอวี่อาจจะถูกถงอวิ๋นเฟยสังหารได้แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ อันตรายของฉินอวี่ก็จะลดลงไปอย่างมากหากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะเป็นการไปยั่วยุถงอวิ๋นเฟยเขาคงจะพูดเรื่องนี้ออกไปแทนฉินอวี่แล้ว

            จื่อซวินเอ๋อจ้องไปทางฉินอวี่ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสง่างามและการชื่นชม แม้ว่ากฎจะเป็นกฎ แต่เมื่อถึงเวลาวิกฤติก็ไม่มีใครรับประกันไหวแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้นวิชาหรือฝีมือแบบใดก็อาจถูกใช้ได้ทั้งหมด เพื่อความอยู่รอด

            องค์หญิงสิบสามหลงอวี่กำหมัดแน่นใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตึงเครียด

            ...

            การสนทนาจำนวนมากค่อยๆเงียบลงไป ทุกคนต่างส่งสายตาไปยังถงอวิ๋นเฟย และกำลังรอคำตอบจากเขา

            “เจ้าคงไม่ได้คิดจะทำอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมาหรอกใช่หรือไม่?”เมื่อเห็นถงอวิ๋นเฟยจ้องมองมาอย่างดุเดือดฉินอวี่ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่คล้ายทำอะไรไม่ถูก

            กล้ามเนื้อบนใบหน้าของถงอวิ๋นเฟยกระตุกขึ้นอย่างรุนแรงสายตาของเขาเพ่งตรงมาอย่างดุร้ายและเต็มไปด้วยความเคียดแค้นก่อนจะพูดกลับไปอย่างเคร่งขรึม “ได้ วันนี้พวกเราสองคนไม่ตายไม่เลิกรา!” จากนั้นถงอวิ๋นเฟยก็หันไปมองยังที่นั่งที่เขานั่งทำสมาธิอยู่ก่อนหน้านี้อย่างโมโหและพูดเสียงดัง “ผู้อาวุโสจาง ช่วยข้าระงับระดับการฝึกฝนหน่อยได้หรือไม่”

            ด้านข้างของที่นั่งซึ่งถงอวิ๋นเฟยนั่งทำสมาธิอยู่ก่อนหน้านี้นั้นมีผู้อาวุโสในชุดคลุมสีดำอยู่คนหนึ่ง ใบหน้าของเขาดูแก่ชรามากดูแล้วเหมือนกับเทียนที่มีแสงริบหรี่ หลังจากเขาชำเลืองมองฉินอวี่ก็ฟาดฝ่ามือหนึ่งออกไปเข้าสู่ร่างของถงอวิ๋นเฟยทันที

            ทันใดนั้นระดับการฝึกฝนของถงอวิ๋นเฟยก็เหลืออยู่เพียงขั้นปราณเสถียรระดับต้นจากนั้นถงอวิ๋นเฟยก็โยนวงแหวนมิติไปให้ผู้อาวุโสชุดดำ และมองไปทางฉินอวี่อีกครั้งก่อนจะพูดพลางแสยะยิ้ม “เริ่มกันได้หรือยัง?”

            ฉินอวี่ไม่ได้พูดอะไรออกไปว่าเขาเชื่อคำพูดของผู้อาวุโสคนนั้นหรือไม่เพราะท้ายที่สุด หากยั่วโทสะผู้แข็งแกร่งคนนั้นขึ้นมาจะต้องเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาอย่างแน่นอนเขามองไปยังถงอวิ๋นเฟยอย่างระมัดระวังด้วยท่าทีที่ไม่เชื่อมั่นในตัวถงอวิ๋นเฟยและด้วยการกระทำเช่นนี้ทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าของถงอวิ๋นเฟยกระตุกขึ้นอีกครั้ง

            ฉินอวี่มองดูอยู่เป็นเวลานานและในขณะที่ถงอวิ๋นเฟยกำลังจะทำตามใจตนเอง เขาก็รีบละสายตากลับมา และพูดขึ้นว่า“เริ่มได้เลย”

            “เปิดม่านพลังเวท!เริ่มการประลอง!” อี้จ้านเทียนเอ่ยปากขึ้นทันที เมื่อพูดจบม่านแสงพลังเวทก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณสนามประลอง

            ในขณะที่ม่านแสงกำลังก่อตัวขึ้นถงอวิ๋นเฟยก็กระโจนเข้าใส่ฉินอวี่ทันทีราวกับสิงโตที่กำลังโกรธเกรี้ยวในตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยเกลียดชังฉินอวี่จนแทบจะฉีกร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ

            ฉินอวี่ยังไม่เคลื่อนไหวพลังปราณในร่างกายของเขาเอ่อล้นออกมากลายเป็นเกราะป้องกันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งตัวแต่สิ่งที่แตกต่างออกไปจากเกราะป้องกันของผู้อื่นก็คือภายในเกราะป้องกันนี้ปรากฏสายฟ้ากำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้วยหากไม่ทันสังเกตให้ละเอียดก็ยากที่จะตรวจพบ

            เมื่อรู้สึกได้ถึงความรุนแรงจากการโจมตีของถงอวิ๋นเฟยฉินอวี่ก็ก้าวเท้าขวาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จากนั้นก็กำหมัดในมือซ้ายไว้แน่นทันทีที่ถงอวิ๋นเฟยเข้ามาใกล้ เขาจึงชกสวนออกไปทันทีกว่าห้าหมัด

            หมัดระเบิดฟ้า!

            “ตูม!”

            ทันทีที่ปล่อยหมัดระเบิดฟ้าออกไปเกราะป้องกันของเขาก็ระเบิดออก เกิดแรงกระแทกปะทะเข้าใส่หน้าอกของถงอวิ๋นเฟยทันทีจนร่างกายเขากระเด็นถอยออกไปเป็นสายราวกับดาวตก

            หลังจากถงอวิ๋นเฟยที่ถูกหมัดระเบิดฟ้าจู่โจมเขาก็ถอยหลังออกไปสองสามก้าวเช่นกันเขาจ้องมองฉินอวี่พร้อมแสยะยิ้ม และพูดขึ้น “นี่คือพละกำลังของเจ้าหรือ? นี่คือต้นทุนที่เจ้ากล้ายั่วยุข้าหรือ?”พูดจบก็ขยับร่างไปในอากาศ เท้าข้างหนึ่งรวมเป็นพลังที่มหาศาลมุ่งหน้าเข้าไปทางศีรษะของฉินอวี่

            ฉินอวี่ที่กำลังตีลังกาลอยอยู่กลางอากาศได้กลับลงมาบนพื้นดินเท้าทั้งสองข้างของเขาสร้างรอยลึกลงไปบนพื้น และในขณะที่เท้าข้างหนึ่งของถงอวิ๋นเฟยกำลังพุ่งมาพลังของสายฟ้าทั้งห้าสายที่เคลื่อนผ่านเส้นลมปราณก็ได้หลั่งไหลตรงเข้าไปนิ้วทั้งห้าทางมือข้างขวาของเขาจากนั้นเขากำหมัดข้างขวาไว้แน่นก่อนจะชกตรงไปยังเท้าขวาถงอวิ๋นเฟยโดยตรง

            หมัดระเบิดฟ้า

            เขายังคงปล่อยหมัดระเบิดฟ้าออกไปเช่นเดิมแต่ก่อนหน้านี้ฉินอวี่ได้ใช้มือข้างซ้ายในการโจมตี เพื่อทดสอบและหลอกล่อถงอวิ๋นเฟย

            ต้องบอกเลยว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับถงอวิ๋นเฟย ฉินอวี่ไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อยชุยซั่วและถงอวิ๋นเฟยนับว่าเป็นคนละชั้นกันเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะระงับระดับฝึกฝนไว้แล้วก็ตามแต่ก็ไม่อาจระงับพลังในร่างกายของเขาได้มากนัก

            “ตูมปัง ปัง!”

            เสียงอึกทึกดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวเท้าข้างหนึ่งของถงอวิ๋นเฟยกดทับเข้ามาเหนือศีรษะของฉินอวี่ด้วยพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุดแต่ขณะที่พลังของเขาปะทะเข้ากับหมัดของฉินอวี่ถงอวิ๋นเฟยก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ขาข้างขวาคลื่นพลังที่แข็งแกร่งดั่งขุนเขาได้ถาโถมเข้ามา จากนั้นพลังของสายฟ้าที่แข็งแกร่งก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายของถงอวิ๋นเฟยทันที

            “อ๊าก!”ถงอวิ๋นเฟยส่งเสียงกรีดร้อง ร่างของเขาทะยานขึ้นตรงไปกลางอากาศเป็นระยะทางหลายจ้างหลังจากนั้นจึงร่วงลงมาอย่างรุนแรง หลังจากตกลงมาอย่างแรงถงอวิ๋นเฟยก็รีบพลิกตัวขึ้น แต่กลับพบกับใบหน้าอันเยือกเย็นของฉินอวี่

            “ม่านทองคุ้มกาย!”ถงอวิ๋นเฟยยังไม่ทันได้ตกใจ ระหว่างคิ้วของเขาก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นรวมกันกลายเป็นม่านแสงสีทองปกคลุมไปทั่วร่างกาย

            “ปังปัง ปัง!”

            ฉินอวี่เข้าโจมตีถงอวิ๋นเฟยด้วยหมัดที่หนักอึ้งแม้จะมีการคุ้มกันจากลำแสงสีทองแต่พลังที่สะท้อนจากการกระแทกนั้นกลับทำให้ถงอวิ๋นเฟยถึงกับล้มลงกับพื้น

            ขณะที่ถงอวิ๋นเฟยกำลังล้มลงฉินอวี่ก็ก้าวออกมาอย่างดุเดือด และกระโดดตรงไปทางด้านศีรษะของถงอวิ๋นเฟย

            “ซึ้ด!”

            ทุกคนที่อยู่ในสนามประลองต่างสูดลมหายใจเข้าลึกและจ้องไปทางฉินอวี่ทีละคนไม่มีใครนึกมาก่อนว่าฉินอวี่จะบีบให้ถงอวิ๋นเฟยใช้พลังในชีพจรและสายเลือดออกมาในเวลาไม่ถึงสามสิบลมหายใจ

            ถึงแม้พวกเขาจะได้แต่ดูแต่ก็รู้สึกได้ถึงหมัดของฉินอวี่ว่าทรงพลังเพียงใด อย่างไรก็ตามแม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะทำการระงับระดับการฝึกฝนไว้แล้วแต่ร่างกายของเขาก็ยังแข็งแกร่งกว่าฉินอวี่อยู่มาก

            “เป็นพลังที่น่ากลัวจริงๆแค่ขั้นปราณเสถียรระดับต้นยังมีพละกำลังถึงขนาดนี้คนผู้นี้มาจากปุถุชนทางโลกจริงหรือ?” ชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ด้านข้างอี้จ้านเทียนจ้องตรงไปที่ฉินอวี่จากนั้นก็หันกลับมามองอี้จ้านเทียนอีกครั้ง

            ใบหน้าของอี้จ้านเทียนดูเคร่งขรึมความแข็งแกร่งของฉินอวี่อยู่เหนือความคาดหมายไปมากจริงๆตอนชุยซั่วตายลงไปเมื่อก่อนหน้านี้ได้สร้างความสับสนให้กับพวกเขายิ่งนักแต่ในตอนนี้เมื่อได้เห็นการประลองระหว่างฉินอวี่และถงอวิ๋นเฟย เขาจึงได้รู้ว่าร่างกายของฉินอวี่ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นความแข็งแกร่งในอีกระดับหนึ่งแล้ว

            “นี่คงเป็นสาเหตุของพัฒนาการเหล่านั้นสินะ!”ดวงตาของหวังผิงจ้องตรงไปที่ฉินอวี่ที่อยู่ด้านล่างในใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ในตอนนี้ เขาแทบจะทนไม่ไหวที่จะปล้นชิงทุกอย่างมาจากตัวฉินอวี่

            “ตูม!”

            ขณะที่ขาข้างหนึ่งของฉินอวี่กำลังกดลงมาถงอวิ๋นเฟยก็บิดตัวอย่างรวดเร็วมือทั้งสองคว้าขาของฉินอวี่ไว้แล้วรัดจนแน่นราวกับงูพิษ ทันทีที่ลงมาถึงสู่พื้นดินเขาก็พลิกตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อพยายามหักขาของฉินอวี่

            ฉินอวี่นึกไม่ถึงว่าถงอวิ๋นเฟยจะโต้กลับด้วยวิธีเช่นนี้พลังปราณในร่างกายของเขาหลั่งไหลเข้าสู่ภายในร่างกาย ขาข้างขวาจมลงไปอย่างรวดเร็วและปล่อยหมัดขวาออกไปทางศีรษะของถงอวิ๋นเฟยราวกับพายุ

            ถงอวิ๋นเฟยตกใจและละความคิดทั้งหมดที่มีอยู่ทันที เพื่อหลบเลี่ยงหมัดอันหนักอึ้งของฉินอวี่

            “ฮู้ว!ฮู้ว!” ถงอวิ๋นเฟยลุกขึ้นยืนอีกครั้ง มองไปทางฉินอวี่พลางถอนหายใจ และพูดพึมพำ“เมื่อครู่นี้คือพลังอสุนีลึกลับหรือ?”

            หมัดระเบิดฟ้าที่ฉินอวี่ใช้ไปก่อนหน้านี้แฝงไปด้วยพลังของอสุนีลึกลับและด้วยหมัดนี้เองที่ทำให้ถงอวิ๋นเฟยถึงกับไม่มีสติอยู่เป็นเวลานานจนถูกฉินอวี่โจมตีซ้ำ

            ฉินอวี่ถอนหายใจร่างกายของถงอวิ๋นเฟยแข็งแกร่งกว่าชุยซั่วมาก ก่อนหน้านี้ฉินอวี่ใช้พลังของอสุนีลึกลับจำนวนสองสายเพื่อสังหารชุยซั่วแต่ในตอนนี้แม้จะใช้พลังอสุนีลึกลับถึงห้าสายกลับไม่สามารถทำให้ถงอวิ๋นเฟยได้รับบาดเจ็บอะไรมากนักเห็นได้ว่าร่างกายของถงอวิ๋นเฟยนั้นมีความแข็งแกร่งที่ทรงพลังยิ่งนัก

            “มิน่าล่ะมิน่าล่ะเจ้าถึงกล้าประลองกับข้า ที่แท้ก็มีมันให้พึ่งพาแต่เจ้าคิดว่าจะใช้พลังอสุนีลึกลับสังหารข้าได้หรือ?” ถงอวิ๋นเฟยยิ้มรอยตราสีทองกลางหน้าผากของเขาเปล่งลำแสงออกมาอีกครั้งลำแสงสีทองนี้เป็นเหมือนดั่งเงาร่างทองคำที่กำลังมุ่งเข้าสู่ร่างของถงอวิ๋นเฟยเมื่อมองจากระยะไกล จะดูเหมือนถงอวิ๋นเฟยถูกครอบครองโดยเทพยุทธ์ทองคำ

            “ข้าไม่คิดมาก่อนเลยว่าเจ้าจะสามารถสู้กับข้ามาได้ถึงจุดนี้แม้เจ้าจะมีพลังของอสุนีลึกลับแต่อย่างไรก็คงต้องตายอยู่ใต้อำนาจของร่างยุทธ์แห่งเผ่ายุทธ์ทองคำ ไปตายเสียเถอะ!”ถงอวิ๋นเฟยยิ้ม เปลี่ยนท่าทีเป็นรุนแรงขึ้นทันที จากนั้นแสงสีทองก็พุ่งใส่ฉินอวี่อย่างโหดเหี้ยม

            แม้ว่าภายนอกจะดูสดใสสว่างไสวแต่ในใจของถงอวิ๋นเฟยกลับว้าวุ่นยิ่งนักเขานึกไม่ถึงเลยว่าฉินอวี่จะครอบครองพลังของอสุนีลึกลับเอาไว้!พลังของอสุนีลึกลับนี้เป็นที่เลื่องลือกันว่าเป็นพลังที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งดังนั้นถงอวิ๋นเฟยจึงรีบเก็บคำดูถูกไว้ในใจทันที

            ถงอวิ๋นเฟยถูกบีบให้ใช้วิชาของร่างยุทธ์ทองคำอย่างเลือกไม่ได้เผื่อว่าฉินอวี่อาจจะยอมวางมือ เขาต้องทำเช่นนี้เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะต้านทานพลังของอสุนีลึกลับได้

            การแสดงออกของฉินอวี่เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยสิ่งที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดได้เกิดขึ้นแล้วแม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะระงับระดับการฝึกฝนเอาไว้แต่ร่างกายของคนเผ่ายุทธ์ทองคำนั้นก็ทรงพลังอย่างยิ่งและยังสามารถโจมตีหรือป้องกันได้ ซึ่งได้สร้างความกดดันอย่างหนักให้ฉินอวี่และเมื่อรู้สึกว่าถงอวิ๋นเฟยกำลังใกล้เข้ามา เขาจึงต้องกัดฟันต้านอย่างสุดกำลัง

            บนที่นั่ง

            “ร่างยุทธ์ทองคำ!ฉินอวี่บีบให้ถงอวิ๋นเฟยใช้ร่างยุทธ์ทองคำหรือ?” ผู้มีพรสวรรค์คนหนึ่งตกตะลึงเป็นเพราะมีม่านพลังเวทปกคลุมอยู่ พวกเขาจึงไม่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนพูดคุยกันมิเช่นนั้นพวกเขาจะยิ่งตกใจมากกว่านี้

            ม่านตาของจื่อซวินเอ๋อหดลงเล็กน้อยจ้องตรงไปทางฉินอวี่ด้วยท่าทางที่เหลือเชื่อ แม้ว่าจะไม่ได้ยินอะไรแต่ก็สามารถอ่านปากของถงอวิ๋นเฟยได้ไม่กี่คำว่า “อสุนีลึกลับ”

            “พลังอสุนีลึกลับ?เขามีพลังอสุนีลึกลับจริงหรือ?” จื่อซวินเอ๋อตกตะลึง

            ขณะที่ทุกคนกำลังตกใจถงอวิ๋นเฟยที่อยู่ด้านล่างก็โจมตีเข้ามาดั่งเทพยุทธ์ทองคำไม่รู้ว่าพลังของเขานั้นแข็งแกร่งเพียงใด ซึ่งฉินอวี่ไม่น่าจะต้านทานได้

            “ตูมตูม ตูม!”

            เสียงของการโจมตีที่กระทบใส่ม่านแสงพลังเวทดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องดังนั้นทุกคนที่จ้องตรงมายังฉินอวี่จึงต่างเผยสีหน้าของความเศร้าออกมาทันที

            “ขั้นปราณเสถียรระดับต้นที่มีพละกำลังเช่นนี้หากให้เวลามากกว่านี้ บางทีศักยภาพของอาจจะมากไปกว่านี้เป็นแน่”

            “น่าเสียดายที่เขาไปยั่วยุถงอวิ๋นเฟยเมื่อร่างยุทธ์ทองคำปรากฏขึ้น เจ้าเด็กคนนี้จะต้องตายแน่นอน!”

            ...

            เมื่อฉินอวี่ได้ยินเสียงถอนหายใจจากรอบตัวใบหน้าของเขาก็ซีดลงทันที กำหมัดของตนเองไว้แน่น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้านสยงท่าเทียนที่สังเกตเห็นความวิตกกังวลของฉินเสวี่ย จึงพูดออกไปอย่างไม่ใส่ใจ“พี่สาว ท่านอย่าได้กังวลไปเลย พี่ใหญ่ยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดเลย...เจ้าถงอวิ๋นเฟยผู้นี้... กล้าที่จะลดระดับพลังการฝึกฝนของตนเองมาประลองกับพี่ใหญ่นั่นแสดงว่าเขา... จะต้องตายแน่แล้ว”

            แต่ฉินเสวี่ยก็มิได้ตั้งใจฟัง? ในเวลานี้ฉินอวี่ถูกปรามโดยถงอวิ๋นเฟยอย่างสมบูรณ์แล้ว

            “คุณชายสามตกอยู่ในอันตรายแล้วล่ะ”ท่ามกลางผู้คน ผู้อาวุโสโม่พูดอย่างเคร่งขรึม

            มีเพียงฉินจ้านเท่านั้นที่ยังคงนิ่งเงียบแต่ความวิตกกังวลก็ยังปรากฏอยู่ระหว่างคิ้วของเขาหมัดที่กำเอาไว้เริ่มสั่นเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะโกรธ แต่ก็ดูเหมือนจะกระสับกระส่ายและลังเลใจ

            “เอ๊ะลำแสงสีแดงบนร่างของคุณชายสามนั่นคืออะไร? หรือว่าเขากำลังเผาผลาญพลังปราณของตนเอง?”ผู้อาวุโสโม่สงสัยขึ้นทันที

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน