นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 314 ลักลอบล่าสัตว์

        ตอนที่ 314 ลักลอบล่าสัตว์

         

         

        เขตป่าส่วนลึกของป่าชายแดน หรือก็คือป่าชายแดนเมื่อมองจากทางฝั่งของหุบเหว พื้นที่อันตรายที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรระดับนักสลักไตรหลายต่อหลายตัว

         

        ส่วนมากพวกมันจะเป็นสัตว์อสูรระดับนักสลักไตรที่อ่อนแอกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกัน จึงไม่อาจครอบครองอาณาเขตในทะเลทรายรกร้าง จำต้องถอยตัวออกมาอาศัยอยู่ในป่า แม้กระนั้นพวกมันก็มิใช่ตัวตนที่สมควรประมาทแม้แต่น้อย

         

        สัตว์อสูรมักแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกัน ยิ่งเป็นสัตว์อสูรระดับอริยะที่สามารถผสานคำได้ด้วยแล้ว ความแข็งแกร่งที่มากขึ้นและประสบการณ์ในการสังหารสัตว์อสูรระดับนักสลักจตุรไม่ได้ทำให้นิทานและคีตาติดนิสัยประมาทหรือมั่นใจ

         

        กายภาพ ความเร็ว และพลังจิตวิญญาณของพวกเขานั้นไม่ด้อยไปกว่าสัตว์อสูรเหล่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการใช้งานคำแห่งพลังนั้นยังไม่อาจเทียบเท่า พวกเขาไม่อาจใช้งานคำแห่งพลังได้มากเท่าสัตว์อสูรระดับอริยะที่เรียนรู้คำแห่งพลังของตนจนถ่องแท้

         

        การผสานคำเป็นอีกหนึ่งปัจจัยใหญ่ที่เขาไม่อาจมองข้าม การใช้งานการผสานคำที่ดีเพียงครั้งเดียวอาจทำให้กระแสของการต่อสู้เปลี่ยนไปในหนึ่งกระบวนท่า ทั้งสองเรียนรู้เรื่องนี้มาจากประสบการณ์การต่อสู้กับระดับอริยะในสุสาน

         

        ห้ามประมาทอริยะ

         

        ทั้งสองเลือกหยุดพักเป็นช่วง ๆ ระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อคีตาตรวจพบนักผจญภัยระดับบุษราคัม นักผจญภัยเหล่านั้นล้วนเป็นนักสลักด้วยกันทั้งสิ้น และอาจมีบางคนที่เป็นถึงระดับนักสลักโท เมื่อตรวจพบบุคคลเหล่านั้นแม้ว่าจะยังอยู่ไกลนิทานก็จะเลือกเสริมพลังจางหายทันที

         

        คำแห่งพลังจางหายของเขาเพียงลบเลือนตัวตนในการรับรู้ของคนอื่น ๆ เท่านั้น มิได้ทำให้วัตถุที่ถูกพลังหายตัวไปจริง ๆ เป็นพลังที่คล้ายคลึงกับการล่องหน ตัวเขายังอยู่ตรงนั้น แค่ไม่มีใครรับรู้เท่านั้น ลดโอกาสที่จะทำให้คนอื่นพบตัวพวกเขา 

         

        แม้จะเป็นพลังที่เหมาะแก่การลอบเดินทางและหลบเลี่ยงแต่จุดอ่อนของมันก็ยังคงเด่นชัด เรื่องนี้ถูกพิสูจน์แล้วหลายต่อหลายครั้ง ตัวตนของเขายังคงอยู่ตรงนั้น ดังนั้นหากศัตรูมีคำแห่งพลังประเภทตรวจจับที่ไม่ได้เพิ่มพูนประสาทสัมผัสเช่นอาณาเขต แต่เป็นคำแห่งพลังที่พึ่งพาสิ่งอื่น จางหายจะไร้ผลโดยสิ้นเชิง

         

        เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง อย่างคำแห่งพลังมองทะลุของโจรคนนั้นที่สมควรมองทะลุพลังจิตวิญญาณได้ หรือเราส์ที่ตรวจจับเขาได้จากการตรวจจับการเคลื่อนไหว

         

        เมื่อเข้าระยะที่นิทานรู้สึกว่าใกล้เกินไป นิทานจะยกเลิกพลังจางหายของตน ลงจากการไต่โหนตามต้นไม้ ลงมาเดินจูงเซเรนเซ่อย่างเชื่องช้า ฝ่าป่ารกด้วยความยากลำบาก

         

        ความรอบคอบของเขานั้นส่งผลดี มีหลายครั้งที่เมื่อเข้าใกล้ในระยะไม่ถึงกิโลเมตร คีตาจะพบทันทีว่านักผจญภัยคนนั้นหรือกลุ่มนั้นหันมามองทางทั้งสอง เรนเดลและเซเรนเซ่คือนักบวชธุดงค์ที่เดินทางกันเพียงสองชีวิต แม้จะเรียกความสงสัยจากนักผจญภัยได้บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับสร้างความหวาดระแวง

         

        จุดแข็งหลักข้อหนึ่งของพลังอาณาเขตคือระยะ คำว่าอาณาเขตนั้นสื่อถึงพื้นที่อยู่แล้ว ขอบเขตของพลังจึงกว้างกว่าคำแห่งพลังอื่นไปไกล ทำให้พวกเขาสามารถตรวจพบคนอื่นได้ก่อน หากในแง่ของการตรวจจับพลังปกปิด อาณาเขตค่อนข้างด้อยในเรื่องนี้ อาณาเขตเพียงทำให้คีตารับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในอาณาเขตผ่านการมองระยะไกลและประสาทอื่นอีกเล็กน้อย ดังนั้นหากคีตาหาเป้าหมายไม่พบตั้งแต่แรก จะอยู่ตรงหน้าหรือห่างออกไปหลายกิโลมันก็ยังไม่สามารถพบได้อยู่ดี

         

        มีบางคนที่ถึงกับเข้ามาทักทายเรนเดล ไม่กี่คนในนั้นเข้ามาถามไถ่ด้วยความหวังดีในฐานะเพื่อนมนุษย์ นิทานรับมือคนเหล่านี้โดยการเผยแพร่คำสอน เขาพยายามยัดเยียดมันตราที่ศึกษามาให้พวกเขาด้วยภาษามือและดวงตาใสกระจ่าง

         

        เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คนเหล่านั้นทนไม่ไหวพวกเขาจึงจากไปด้วยตนเอง

         

        แต่กับนักผจญภัยหลายคนที่มีจิตไม่ประสงค์ดีพวกเขาเหล่านั้นล้วนประสบกับฝูงสัตว์อสูรที่โมโหและวิ่งเข้ามาทางนี้โดยไร้สาเหตุ หรือไม่ก็จำพวกที่พูดจาไม่น่าสมควรมีชีวิตอยู่ก็มักตายก่อนจะได้รู้ตัว

         

        ความเร็วของทั้งสองตกลงมากเมื่อเข้าสู่พื้นที่เขตนี้ แม้แต่ระยะพลังตรวจจับยังถูกลดด้อยลงมาด้วยพลังจิตวิญญาณประหลาด ๆ ที่สัตว์อสูรบางตัวปล่อยออกมา สัตว์อสูรจำพวกนั้นสมควรเป็นเผ่าพันธุ์ที่ปล่อยพลังจิตวิญญาณอันบิดเบี้ยวออกมาตลอดเวลา ส่งผลให้พลังจิตวิญญาณรอบด้านผิดเพี้ยนไป

         

        คีตาในสภาวะนักสลักเอกที่ยังไม่ได้รับการเสริมพลังเช่นนี้ไม่อาจตีฝ่าพลังจิตวิญญาณเหล่านั้นได้ จะให้มันคงสภาวะพลังสูงสุดเอาไว้ตลอดเวลาก็เป็นไปไม่ได้ ทั้งสองจึงได้แต่เดินทางกันอย่างเชื่องช้า เคลื่อนตัวตรวจสอบด้วยระยะอาณาเขตที่เหลือเพียงหนึ่งกิโลเมตร

         

        เผ่าพันธุ์อะไรถึงกับทำให้พลังจิตวิญญาณรอบด้านบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้ ละอองของผีเสื้อจันทร์เต็มดวง? หรือมิติห้วงฝันของสมเสร็จกลืนฝันร้าย? นิทานขมวดคิ้ว การที่พลังอาณาเขตโดนลดทอนอานุภาพลงถึงเพียงนี้ไม่อยู่ในการคาดการณ์ของเขา

         

        สัตว์อสูรจำพวกที่บิดผันพลังจิตวิญญาณรอบพื้นที่ได้คือหนึ่งในจำพวกที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้ขีดเขียนชะตา พลังของพวกเขาล้วนต้องพึ่งพาพลังจิตวิญญาณจากในร่าง ในสถานการณ์ที่พลังภายนอกบิดเบี้ยวเช่นนี้พลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะได้รับผลกระทบ

         

        ทัศนวิสัยที่แย่ลงทำให้ทั้งสองต้องระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ไม่เพียงพวกเขาไม่สามารถตรวจสอบได้ไกลเท่าเดิม สัตว์อสูรในป่าแถบนี้ยังอันตรายกว่าส่วนนอกมาก ทั้งสองแทบไม่เจอสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้อีกต่อไป

         

        คีตาชะงักไปครู่หนึ่งหลังจากที่มันเดินดมกลิ่นรอบตัว ประสาทจมูกของมันบอกมันว่ามีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นนอกระยะตรวจจับของมัน ร่องรอยพลังจิตวิญญาณบริเวณนั้นมีความผันผวนราวกับมีคนกำลังต่อสู้อยู่

         

        “ฟืด!”

        นิทาน พวกลักลอบล่าสัตว์! มันแยกเขี้ยวขู่อย่างประสงค์ร้าย แม้ว่ามันจะเหลือเพียงฟันทู่ ๆ ของม้าก็ตาม

         

        นิทานหันไปยังทิศทางที่คีตาชี้ไป ระยะทำการของอาณาเขตในเวลานี้ไม่ครอบคลุมถึงบริเวณนั้น หากพวกเขาต้องการรับรู้ข้อมูลเพิ่มพวกเขาจำต้องเข้าใกล้กว่านี้

         

        นิทานชั่งน้ำหนักในหัวอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยสถานะของเขาในปัจจุบันเขาไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนเหล่านั้น ยิ่งมีคนพบเห็นก็ยิ่งมีโอกาสที่ตัวตนของนิทานจะสูญเปล่า

         

        เสียงที่ดังยิ่งกว่าในหัวของเขาคือเสียงของตัวเขาเองในฐานะอดีตหน่วยลาดตระเวน หนึ่งในหน้าที่ของนิทานในสมัยก่อนไม่ใช่เพียงการจัดการเหล่าสัตว์อสูรที่เข้าใกล้เมืองมากจนเกินไปเพียงอย่างเดียว เขายังมีหน้าที่ตรวจหาพวกลักลอบล่าสัตว์

         

        สัตว์อสูรนั้นเป็นสิ่งที่ล่าได้ แม้แต่สมาคมนักผจญภัยก็ยังออกภารกิจให้ไปจัดการ แต่ทั้งหมดนั้นย่อมอยู่ในขอบเขตที่ไม่ล่วงล้ำธรรมชาติมากจนเกินไป โดยเฉพาะการจับลูกสัตว์อสูรที่มีกฎเข้มงวด

         

        สัตว์อสูรหลายชนิดนั้นใกล้สูญพันธุ์เต็มที แต่ละขุมกำลังใหญ่จึงออกกฎหมายร่วมกันว่าด้วยการอนุรักษ์ ไม่เพียงแต่สัตว์อสูรเท่านั้น กฎหมายนี้ยังครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่าธรรมดา ๆ หลายต่อหลายชนิด

         

        ทั้งสองลอบเข้าใกล้ทิศทางนั้นมากขึ้นอีกเล็กน้อย เมื่อเข้าถึงระยะ ภาพของพวกลักลอบล่าสัตว์เหล่านั้นและเหยื่อที่กำลังหนีทำให้นิทานตัดสินใจได้ทันที เป็นคีตาเองที่นิ่งเงียบลงไป พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของมัน

         

        พลังระดับนักสลักของนักสลักและคำแห่งพลังที่สลักบนร่างของพวกลักลอบปรากฏขึ้นในดวงจิตของคีตาอย่างรวดเร็ว พวกมันเพียงใช้ผ้าบังคำแห่งพลังของตนอย่างหยาบ ๆ เท่านั้น

         

        ร่างของหมาป่าสีเทาฝูงหนึ่งกระจายตัวกัน โอบล้อมลูกหมาป่าตัวเล็กหลายตัวไว้ตรงกลาง ฝูงหมาป่าแยกเขี้ยวขู่พวกลักลอบทั้งสอง พวกมันยิ้มอย่างชั่วร้าย ไม่เกรงกลัวฝูงหมาป่าเลยแม้แต่น้อย

         

        พวกเขาทั้งสองเป็นนักสลักเอก ไม่มีเหตุใดใดให้พวกเขาต้องหวาดกลัวสัตว์ป่าธรรมดา ๆ ฝูงหนึ่ง ลูกหมาป่าเทาที่แสนจะหายากในสายตาของพวกมันมีค่าดั่งทอง

         

        นัยน์ตาของนิทานมืดทะมึน ภาพของสมัยก่อนยามที่เป็นหน่วยลาดตระเวนปรากฏขึ้นเป็นฉาก ๆ ในอดีตทั้งสองเป็นเพียงผู้เรียนรู้เท่านั้น ไม่มีพลังต่อสู้มากมายแต่อย่างใด เพียงมีความสามารถตรวจจับที่ดีหน่อยก็เท่านั้น ดังนั้นเมื่อเจอพวกลักลอบที่ส่วนมากล้วนเป็นนักสลักแล้วพวกเขาจึงทำได้แค่แจ้งเรื่องไป

         

        ไม่ใช่ทุกครั้งที่การลอบโจมตีจะได้ผล หากผิดพลาดขึ้นมานั่นหมายถึงชีวิตของทั้งสอง

         

        ด้วยปริมาณของหน่วยลาดตระเวนบริเวณนี้ที่มีไม่เยอะนัก กว่าหัวหน้าสิงค์จะมาถึงนิทานและคีตาก็มักพบเพียงซากและกองโลหิตของสัตว์เหล่านั้นเท่านั้น เกิดเป็นความฝังใจและเกลียดชังประการหนึ่งที่ฝังรากลึกลงในใจของหน่วยลาดตระเวนทั้งสอง โดยเฉพาะคีตาที่ต้องปล่อยสหายร่วมป่าให้ตายไปโดยไม่อาจทำอะไรได้

         

        ร่างของคีตาเตรียมพุ่งออกไปแต่มันกลับถูกนิทานหยุดไว้ คีตาเกลียดพวกลักลอบล่าสัตว์เสียยิ่งกว่าอะไร ตัวมันเองสมควรเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากการลักลอบล่าสัตว์เช่นนี้ แม้นิทานจะไม่เคยเล่าแต่เมื่อมันโตพอจะเข้าป่าทำงานร่วมกับนิทานมันก็พอจะเดาได้ว่าเหตุใดสมัยก่อนนิทานจึงได้พบและรับมันมาเลี้ยงที่ชายป่า รวมถึงทำไมรอบข้างจึงมีซากหมาป่าและลูกสุนัขนอนหายใจรวยริน

         

        นิทาน! คีตาหัวเสียไม่น้อย นิทานลูบหลังคออย่างอ่อนโยนให้มันใจเย็นลง

         

        ฉันไม่ห้ามอยู่แล้ว แค่ต้องเนียนหน่อย

         

        ในฐานะนักบวชธุดงค์ การจะโผล่เข้ามาขัดขวางพวกลักลอบสัตว์ป่าไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใด ศาสนาปฐมมันตราย่อมมีคำสอนเรื่องความเคารพในชีวิต ทุกชีวิตย่อมสามารถเข้าถึงมันตราได้ การแย่งชิงชีวิตที่ยังเยาว์ไปคือการลบหลู่เดรฟัสผู้ก่อกำเนิดชีวิต

         

        เป็นนิทานที่เดินทอดน่องตรงเข้าหาฝูงหมาป่า เมื่อถึงระยะที่สามารถพบเห็นกันได้ด้วยสายตา พวกลักลอบทั้งสองจึงหันมามองผู้มาใหม่อย่างตื่นตะลึง ทางด้านเรนเดลเองก็ชะงักไปน้อย ๆ เมื่อได้พบกับสถานการณ์ตรงหน้า

         

        เธอกวาดตาไปมาก่อนจะขมวดคิ้วแน่น ไม้เท้าในมือของเธอถูกกำแน่นพร้อมกับม้าแผงคอแดงทางด้านข้างที่สูดหายใจอย่างกระฟัดกระเฟียด

         

        “นักบวชธุดงค์? ในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้เนี่ยนะ” หญิงคนหนึ่งที่พกพาดาบเป็นอาวุธกล่าวอย่างมึนงง เธอมีท่าทีกังวลเล็กน้อยจนกระทั่งพบว่านักบวชหญิงคนนี้เป็นนักสลักเอกเช่นเดียวกันกับเธอ

         

        “ต้องเสียเวลาเก็บกวาดอีกแล้ว” ชายอีกคนถอนหายใจ ถือธนูเล็งไปยังเรนเดล ในเมื่อเป็นนักสลักเช่นเดียวกัน พวกเขาที่มีจำนวนมากกว่าย่อมไม่เกรงกลัว

         

        ฝูงหมาป่ากลับกลายเป็นถูกห้อมล้อมโดยมนุษย์สองกลุ่ม จำนวนหนึ่งแบ่งต้อนมาบดบังลูกหมาป่า ประจันหน้ากับเรนเดลและเซเรนเซ่

         

        นิทานยกไม้เท้าขึ้น ชี้ไปทางชายถือธนูอย่างประสงค์ร้าย ทางด้านหญิงถือดาบนำมือแตะกับต้นไม้ทางด้านข้าง สร้างปราการเถาวัลย์บดบังสหายของตน เธอยังไม่พบเจอคำแห่งพลังบนร่างของอีกฝ่าย เธอจึงกระชับเสื้อบดบังคำแห่งพลัง กำแพงพฤกษา ของตนที่ลำคอ

         

        ไม้เท้าในมือของนิทานคือร่มปกปักหทัย หากนั่นเป็นเพียงตัวล่อ ในอีกมือหนึ่งที่ถูกร่างกายของเซเรนเซ่บังไว้คือมีดอาบยาพิษ พลังจิตวิญญาณในร่างเพิ่มขึ้นสูง หลอกให้อีกฝั่งจดจ่ออยู่กับไม้เท้า

         

        เสียงโพละดังขึ้นพร้อมกับเสียงของเหลวที่กระจายเลอะเทอะ ศีรษะของชายถือธนูที่หลบหลังกำแพงพฤกษาระเบิดออกราวกับแตงโมที่โดนทุบ เศษซากของสมองกระจายไปทั่วบริเวณ

         

        หญิงถือดาบจ้องมองภาพนั้นอย่างแตกตื่น กำแพงพฤกษาของเธอแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่สหายของเธอกลับตกตายภายใต้การโจมตีเดียว เธอไม่เข้าใจเสียด้วยซ้ำว่าการโจมตีดังกล่าวคือสิ่งใด

         

        สองตาของนิทานปรากฏความสับสน แล้วจึงกลายเป็นคมปลาบ เขากางพลังอาณาเขตเต็มกำลัง ผิวกายทั่วร่างของคีตากลับกลายเป็นขึ้นเงา มันเข้าสู่สภาวะต่อสู้เช่นกัน

         

        เมื่อครู่ไม่ใช่ฝีมือของพวกเขา


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน