จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 121 การทะลวงขั้นลมปราณที่น่าอับอาย Re

            ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิง  หลังเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อสำหรับเข้าเยี่ยมแล้ว  พวกเขายังต้องล้างมืออีกด้วย  


            เมื่อเดินเข้ามาก็พบกับห้องกว้างที่มีผู้ป่วยนอนอยู่หลายเตียง ทุกเตียงมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด  พยาบาลเดินนำทั้ง 2 คนไปยังห้องที่ทางโรงพยาบาลทำแยกไว้ต่างหากสำหรับผู้ป่วยที่ทางญาติจ่ายเงินเพิ่มเพื่อความเป็นส่วนตัวเวลามีคนมาเยี่ยม  


            เมิ่งชิงชิงที่เห็นร่างของซีหลัวนอนโดยมีสายมากมายเต็มตัว  ก็หันไปซบอกของไป่ฉี  เธอส่งเสียงสะอื้นเบา ๆ เพราะกลัวจะไปรบกวนคนไข้คนอื่น  เธอยังทำใจไม่ได้จริง ๆ ที่เห็นปู่ซีหลัวมีสภาพแบบนี้


            “พี่ชิงชิง  เราเข้าไปให้กำลังใจปู่กันเถอะ” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะพาเมิ่งชิงชิงเดินเข้าไปในห้อง


            เมิ่งชิงชิงเดินเข้าไปจับมือข้างซ้าย  ส่วนไป่ฉีเดินไปจับมือข้างขวา


            ไป่ฉีไม่รอช้า  เขาใช้พลังปราณตรวจสอบอาการของซีหลัวทันที  เมื่อพบจุดที่เป็นปัญหาไป่ฉีรีบใช้ปราณรักษาจุดที่บาดเจ็บและเสียหายทันที  เนื่องจากจำกัดเวลาในการเยี่ยม  ไป่ฉีจำเป็นต้องรีบลงมือเพื่อช่วยให้ร่างกายของซีหลัวพ้นขีดอันตรายโดยเร็วก่อนที่จะหมดเวลาเยี่ยม


            “หมดเวลาเยี่ยมแล้วนะคะ” พยาบาลเดินมาบอก


            เมิ่งชิงชิงลุกขึ้น  เธอปล่อยมือจากซีหลัวแล้ว  ส่วนไป่ฉีนั้นจับมือของซีหลัวขึ้นมา  เขาเหมือนจะเขียนอะไรลงบนฝ่ามือของซีหลัว  ก่อนจะเดินออกจากห้อง ICU พร้อมกับเมิ่งชิงชิง


            'สัก 5 นาที  ซีหลัวถึงจะเริ่มรู้สึกตัว' ไป่ฉีคิด


            การรักษาอวัยวะภายในด้วยพลังปราณของไป่ฉีช่วยกู้ชีวิตของซีหลัวขึ้นมาจนพ้นขีดอันตรายแล้ว  แต่เวลายังคงมีไม่พอ  ไป่ฉีจึงเขียนอักขระลมปราณ [ฟื้นฟู] ไว้ที่ฝ่ามือของซีหลัว  ถึงจะทำแบบนี้ได้  แต่มันก็มีขีดจำกัด  ร่างกายของซีหลัวนั้นก็มีขีดจำกัดในการฟื้นตัวเช่นกัน  หากอาการหนักกว่านี้และเวลารักษาของเขาน้อยกว่านี้  เขาคิดว่าคงไม่สามารถยื้อชีวิตซีหลัวเอาไว้ได้แน่


            “ซีโม่  นายบอกมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น” เมิ่งชิงชิงถาม


            “คือ…..เมื่อวาน…..ฉันกลุ้มใจเรื่องเธอ  ก็เลยชวนปี่เซียนไปดื่มเป็นเพื่อน  จากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ได้  รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คุณฉีฟงเอาน้ำมาฉีดฉัน  จากนั้นพาฉันไปดูสภาพของปี่เซียน  สุดท้ายฉันก็สารภาพรักกับปี่เซียน  คิดไม่ถึงว่าตอนโทรมาหาปู่แล้วเล่าเรื่องให้ฟัง  ยังเล่าไม่ทันจบ  ปู่ก็ล้มหัวฟาดพื้นไปซะก่อน” ซีโม่อธิบาย


            “แล้วปี่เซียนรับรักนายเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม  เธอไม่เคยเห็นว่าปี่เซียนจะสนใจซีโม่เลย  สองคนนี้สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่  ไม่เห็นปี่เซียนเล่าให้เธอฟังเลย


            “อือ  เพราะได้คุยกันนั่นแหละ  ฉันกับปี่เซียนถึงได้รู้ใจตัวเอง  แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น” ขณะที่ซีโม่กำลังนั่งโทษตัวเองเรื่องซีหลัว  พยาบาลที่พาไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเข้าไปเยี่ยมซีหลัวเมื่อครู่เปิดประตูแล้วเดินออกมาหากลุ่มของไป่ฉี


            “คนไข้รู้สึกตัวแล้วค่ะ” พยาบาลกล่าว  ทำให้ทุกคนรีบเข้าไปหาทันที  แน่นอนว่าต้องผ่านขั้นตอนเดิมที่ทางโรงพยาบาลกำหนด  เมื่อเข้าไปแล้วทุกคนรอให้แพทย์เข้ามาตรวจอาการก่อน  


            หลังจากหมอรับรองแล้วว่าพ้นขีดอันตราย  ทุกคนจึงเข้าไปหาซีหลัวพร้อมกัน


            ซีโม่เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหาซีหลัว  เขาเดินไปจับมือของซีหลัวพร้อมกับร้องไห้ออกมา  เขาเกือบจะเสียปู่ที่ดูแลเขามาตั้งแต่เล็กไปแล้ว


            “ปู่ครับ  ผมขอโทษ” ซีโม่กล่าวขึ้น


            “เจ้าหลานตัวแสบ  ฉันออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่.......” ซีหลัวกดเสียงต่ำ  ซีโม่ก้มหน้าสำนึกผิด  ไม่ว่าปู่ของเขาจะลงโทษเขายังไง  เขาก็พร้อมจะยอมรับมัน  เว้นเสียแต่หากจะให้เขาเลิกกับปี่เซียน  เขาไม่ยอมเด็ดขาด


            “ฉันจะจัดสินสอดไปสู่ขอแม่หนูนั่นให้เป็นเรื่องเป็นราว  จะหมั้นไว้ก่อนก็ได้  แล้วแต่ว่าแกกับผู้ใหญ่ของฝั่งแม่หนูนั่นจะว่ายังไง” คำพูดของซีหลัวทำให้ทุกคนนิ่งเงียบ  ทุกคนคิดว่าซีหลัวจะโกรธมาก  แล้วจะให้ซีโม่เลิกกับปี่เซียน  แต่ไม่คาดคิดว่าซีหลัวกลับยินดีที่จะจัดการเรื่องสู่ขอหรือหมั้นหมายให้


            “ขอบคุณครับปู่  ไว้ผมจะพาปี่เซียนมาเยี่ยมนะครับ” ซีโม่ยิ้มดีใจ


            “เออ ๆ ดี ๆ ปู่จะได้เจอหลานสะใภ้  ว่าแต่ซีโม่  มาใกล้ ๆ ปู่ซิ” ซีหลัวกล่าว  ซีโม่ที่กำลังดีใจ  รีบเดินเข้าไปใกล้ ๆ ปู่ของเขา


            ปั่บ  เสียงฝ่ามือตบเข้าที่หัวของซีโม่  เป็นซีหลัวนั่นเองที่ใช้ฝ่ามือตบหัวซีโม่  ซีโม่ที่ไม่ทันตั้งตัวหน้าทิ่มลงไปบนเตียงทันที


            “ไอ้หลานตัวแสบ  ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่เล็กจนโตเป็นหนุ่ม  เห็นไม่เคยมีเรื่องเสียหายกับผู้หญิงมาก่อนจนฉันคิดว่าแกจะหาหลานเขยให้ฉันเสียอีก  แล้วนี่อยู่ ๆ ก็ไปขืนใจเขา  ดีนะที่เขาไม่เอาเรื่อง  ไม่งั้นต่อให้ฉันมีทีมทนายดีขนาดไหนก็ช่วยแกไม่ได้หรอก จิ๊ จิ๊ จิ๊ บทลงโทษ  สัปดาห์หนึ่งแกต้องหาเวลามาทานข้าวกับฉัน 3 วัน  จะมื้อไหนก็ได้  โทรนัดกับเลขาของฉันล่วงหน้าก่อน 1 วัน  พาแม่หนูคนนั้นมาด้วย  ถ้าลางานมาแล้วโดนหักเงิน  ไม่ต้องห่วง  เดี๋ยวฉันเคลียร์เอง” ซีหลัวกล่าวพร้อมกับมองไปที่ไป่ฉี


            'นี่สินะที่เขาเรียกกรรมตามสนอง  ขอความช่วยเหลือเด็กน้อยนี่บ่อย ๆ  ตอนนี้ได้เวลาชดใช้ให้เขาได้เจอกับหลานสะใภ้สินะ  คงต้องคุยกับคุณตงไห่สักหน่อย' ไป่ฉีพยักหน้าตอบ


            “อูย  มันเจ็บนะปู่” ซีโม่กล่าว  เขาเอามือลูบหลังหัวที่โดนซีหลัวตบเมื่อครู่  คิดว่าปู่ของเขาไม่เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการโคม่าสักนิด


            “แล้วตอนแกทำแม่หนูนั่นเขาไม่เจ็บรึไง  ไปได้แล้ว  เห็นหน้าแกแล้วความดันฉันขึ้น  ขอเวลาทำใจสักหน่อย  หมอ ๆ มาลากตัวเขาออกไปที  ฉันจะนอน” ซีหลัวกล่าว


            “ครับ  งั้นขอตัวกลับก่อนนะครับ” ซีโม่กล่าวลาก่อนจะเดินออกจากห้อง ICU ไปโดยไม่ต้องรอให้หมอกับพยาบาลมาเชิญออก  ตอนนี้จึงเหลือแค่เมิ่งตง  เมิ่งชิงชิง แลัไป่ฉีเท่านั้น


            “เป็นไงบ้างไป่ฉี  ขอโทษทีนะแต่วันนี้คงไปทานข้าวด้วยไม่ได้แล้วล่ะ” ซีหลัวพูดติดตลก


            “ไม่เป็นไรหรอกครับปู่  ยังไงผมก็มาให้ปู่เห็นหน้าแล้วนี่ครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “อย่าให้มีเรื่องแบบซีโม่ล่ะ  ไม่งั้นฉันเอาเธอตายแน่” เมิ่งตงกล่าว


            “จะไปมีได้ยังไงล่ะครับ  พี่ชิงชิงกับผมตัวติดกันตลอด  อีกอย่างผมไม่ดื่มเหล้าอยู่แล้ว” ไป่ฉียิ้มแห้ง ๆ


            “จะยอมเชื่อก็ได้  ส่วนชิงชิง  คุมสามีเราดี ๆ นะรู้ไหม” เมิ่งตงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นขี้เล่นทันที


            “ปู่คะ  ยังไม่ได้แต่งจะเรียกสามีได้ยังไงกัน” เมิ่งชิงชิงหน้าแดงเล็กน้อย


            “ว่าแต่ซีหลัว  ฉันสังหรณ์ใจว่าแกจะได้อุ้มเหลนเร็ว ๆ นี้นะ” เมิ่งตงหันมาแซวซีหลัวต่อ


            “ให้มันจริงเถอะ  ถ้าซีโม่กับแม่หนูนั่นมีเหลนให้ฉันนะ  ฉันจะวางมือจากธุรกิจทั้งหมดแล้วอยู่เลี้ยงเหลนแทน” ซีหลัวดูมุ่งมั่นผิดปกติ


            หลังจากนั้นเมิ่งชิงชิงได้ขอแยกตัวไปดูแลอลิซ  ส่วนเมิ่งตงจะอยู่จัดการเรื่องย้ายซีหลัวจากห้อง ICU ไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษแทน


            ไป่ฉีกล่าวลาซีหลัว  ก่อนจะหาที่ปลอดคนเพื่อเปิดประตูมิติไปยังถ้ำฝึกฝน  ทันทีที่มาถึงเขาใช้โอสถแปลงโฉมตัวเองเป็นอวี้กงแล้วเดินไปยังห้องฝึกของเฟิงเทียน และพบว่าตอนนี้เฟิงเทียนเข้าสู่ชั้นปราณนภาเรียบร้อยแล้ว และกำลังนั่งบ่มเพาะพลังปราณอย่างขันแข็ง


            “เฟิงเทียน” ไป่ฉีเรียกอีกฝ่าย  เมื่อได้ยินเสียง  เฟิงเทียนก็ออกจากการบ่มเพาะ  เขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นอาจารย์มายืนอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว


            “ท่านอาจารย์  ศิษย์มุ่งมั่นกับการบ่มเพาะพลังมากไปหน่อยจึงไม่ได้รู้สึกถึงการไหวของพลังปราณโดยรอบ  ศิษย์นี่ใช้ไม่ได้เลย” เฟิงเทียนเปลี่ยนท่ามาเป็นคุกเข่าทันที


            “นั่งขัดสมาธิซะ  วันนี้ข้าจะช่วยเจ้าให้ไปถึงระดับจักรพรรดิ” ไป่ฉีกล่าว


            เฟิงเทียนเปลี่ยนกลับมานั่งขัดสมาธิอีกครั้ง  ขณะที่ไป่ฉีใช้วิธีการสกัดจุดเพื่ออั้นพลังปราณเอาไว้  เป้าหมายเพื่อก่อให้เกิดกระแสลมปราณที่รุนแรงนั่นเอง


            “จงดูดซับพลังปราณเข้าไปในตันเถียนเรื่อย ๆ เดี๋ยวข้ามา” กล่าวจบไป่ฉีก็หายไป


            ไป่ฉีมาโผล่ยังที่ที่เขาขังทีมสังหารของผู้อาวุโส 5 ไว้  เขาเปิดเข้าไปในห้องขัง  ทั้ง 10 คนมีสภาพที่น่าอนาถมาก  พวกมันถูกตัดแขนขาออกทั้งหมด และถูกทำให้หลับเป็นเจ้าชายนิทราที่ไม่มีวันตื่น  หากแต่ร่างกายยังคงทำงานเหมือนตอนมีชีวิต  ร่างกายของพวกมันอยู่ได้ด้วยอาหารปราณขั้นสูงที่ไป่ฉีป้อนให้ทางสายยาง  หน้าที่ของร่างเหล่านี้คือเป็นแหล่งผลิตพลังปราณนั่นเอง


            “ดีที่ข้าจำได้ว่ามารโอสถใช้วิธีนี้ในการเพิ่มพูนพลังปราณของมัน  ถึงข้าจะรังเกียจวิธีการนั้น  ก็เพราะมันใช้คนบริสุทธิ์มาทำ  ส่วนเจ้าพวกนี้มันไม่ใช่คนดีอะไรก็เลยทำได้โดยไม่รู้สึกอะไร” ไป่ฉีเดินมาที่อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่  มันมีลักษณะทรงกลม  สร้างจากเหล็กลมปราณขั้นสูง  โดยรอบนั้นมีสาย 10 เส้นที่ต่อเข้ากับมัน  แน่นอนว่าปลายสายอีกด้านหนึ่งคือตันเถียนของร่างทั้ง 10 ที่นอนอยู่


            ไป่ฉีเดินไปเปิดฝาที่อยู่ด้านข้างของอุปกรณ์ชิ้นนี้  สิ่งที่เขาหยิบออกมาคือศิลาสีรุ้งส่องประกาย  แผ่พลังปราณรุนแรงออกมา


            ศิลาสีรุ้งนี้คือสิ่งที่ไป่ฉีได้ทำการทดลองสร้างขึ้น  โดยการสร้างเตาควบแน่นลมปราณจากเหล็กลมปราณขั้นสูง  ด้วยการนำเหล็กมาผ่านไฟลมปราณขั้นสูง  จากนั้นก็หลอมขึ้นรูปและลงอักขระลมปราณ [ควบแน่น] กำกับเอาไว้  ส่วนปราณนั้นไป่ฉีได้นำมาจากตันเถียนของร่างทั้ง 10 ที่เขาจัดการตัดแขนขาของพวกมันแล้วเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่เพื่อผลิตปราณระดับจักรพรรดิให้เขาสร้างศิลาสีรุ้งนี้


            ไป่ฉีพบว่าศิลาสีรุ้งนี้เทียบได้กับศิลาสวรรค์ที่เขาเคยใช้ทำเตาหลอมศาสตราเทพและอาวุธเทพที่เขาหลอมมันล้มเหลวจนต้องมาอยู่ที่โลกแห่งนี้  แต่ในโลกนั้นศิลาสวรรค์นั้นหายากยิ่ง  แม้จะเป็นในป่าเทพอสูรที่ขึ้นชื่อว่ามีพลังปราณหนาแน่นที่สุดในโลกต้าเซียน


            “ใช้เจ้านี่ก็แล้วกัน” ไป่ฉีในรูปลักษณ์ของอวี้กงกล่าวขึ้น  ก่อนจะเดินออกไปและปิดห้องขังเหมือนเดิม และกลับไปยังห้องฝึกของเฟิงเทียนพร้อมกับศิลาสีรุ้งทันที


            เมื่อมาถึงก็พบว่าสีหน้าของเฟิงเทียนดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่  เพราะกระแสปราณในตันเถียนเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนจะรับมือมันไม่ไหวแล้ว  ด้วยเพราะร่างกายของเฟิงเทียนไม่ได้ฝึกเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์  ดังนั้นวิธีสกัดจุดนี้จึงเสี่ยงตายมากกว่าไป่ฉี


            ไป่ฉีวาดมือเพียงครั้งเดียว  ร่างของเฟิงเทียนก็ไม่เหลือเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว  เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนัก  รวมถึงรอยแผลเป็นจากการโดนเส้าเทียนและพวกคนในตระกูลทำร้ายตั้งแต่เด็ก


            เฟิงเทียนเมื่อพบว่าเสื้อผ้าของตนหายไปจนหมด  เขาก็มีท่าทางเขินอาย  จึงรีบปิดส่วนสงวนของตัวเองทันที  การเปลือยกายโดยไม่มีผ้าปิดบังสักชิ้นต่อหน้าบุรุษด้วยกัน  เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน


            “ทำไมถึงต้องเปลือยกายอย่างงี้ด้วยท่านอาจารย์” เฟิงเทียนถาม  น้ำเสียงตะกุกตะกัก


            “ถ้าไม่ทำแบบนี้เสื้อผ้าที่เจ้าใส่ทั้งหมดคงขาดกระจุยไปพร้อมกับการระเบิดออกของพลังปราณตอนที่เจ้าทะลวงชั้นปราณสำเร็จน่ะสิ  เจ้าคงไม่อยากเดินกลับห้องในสภาพนี้ใช่หรือไม่  ส่วนเสื้อของเจ้า  ข้าเก็บไว้ในแหวนมิติของข้าชั่วคราวเท่านั้น” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนจะโยนศิลาสีรุ้งไปให้เฟิงเทียน


            “สิ่งนี้คืออะไรครับ  เจน  เอ้ย  ผมสัมผัสถึงพลังปราณที่รุนแรงจากมันได้” เฟิงเทียนเปลี่ยนอารมณ์ทันทีที่ได้สัมผัสศิลาสีรุ้งนี้


            “มันเรียกว่าศิลาสวรรค์  นำมันแนบไว้กับตันเถียนของเจ้า  แล้วดูดซับพลัง ปราณจากมันแทนระหว่างที่ทะลวงขั้นลมปราณ  ส่วนปราณที่เกินการควบคุม  เราจะแบกรับไว้ให้เอง” อวี้กงกล่าว


            “เข้าใจแล้วครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนรับคำ


            อวี้กงนำโอสถทะลวงราชันย์ออกมา 1 เม็ดยื่นให้กับเฟิงเทียน  เฟิงเทียนส่งมันเข้าปากและกลืนในทันที  ก่อนจะเริ่มโคจรปราณเพื่อย่อยโอสถ  ไม่นานกระแสปราณภายในของเขาก็ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น  อวี้กงไม่รอช้านั่งลงตรงหน้าเฟิงเทียน  เขาใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางจิ้มไปยังบริเวณเหนือตันเถียนเล็กน้อย  ทำให้เฟิงเทียนสะดุ้ง


            “อยู่นิ่ง ๆ ไม่งั้นลมปราณที่รุนแรงจะฆ่าเจ้า” อวี้กงกล่าวเตือนในขณะที่กำลังหลับตาอยู่


            “ครับ” เฟิงเทียนรับคำ  เขาเริ่มกระบวนการขั้นตอนทะลวงลมปราณที่อวี้กงเคยสอน  เลี้ยงกระแสลมปราณในตันเถียนให้รุนแรง  จากนั้นปลดปล่อยมันให้วิ่งไปตามเส้นชีพจรลมปราณ  เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งระดับขั้นลมปราณจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด  นั่นคือวิธีจัดการกับคอขวดในการขึ้นสู่ขั้นถัดไป


            “ผู้ฝึกยุทธ  แท้จริงคือผู้ฝืนลิขิตฟ้า  ต้องทนทุกข์ทั้งกายใจ  เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าความเป็นนิรันดร์  แต่ความเป็นนิรันดร์นั้นเป็นเพียงสิ่งคนคิดกันไปเองเท่านั้น  มันเป็นเพียงการยืดเวลาที่จะอยู่บนโลกนี้ให้นานขึ้นเท่านั้น” อวี้กงกล่าวขึ้น


            เฟิงเทียนนั้นได้ยินทั้งหมด  แต่เขาไม่รู้ถึงความหมายแฝงของมันแม้แต่น้อย  เขาจึงไม่คิดอะไร  ได้แต่มุ่งมั่นเพื่อทะลวงขั้นลมปราณเพียงเท่านั้น  เขาสัมผัสได้ว่าพลังปราณที่แฝงในศิลาสีรุ้งนั้นแทบจะไม่ลดลงเลย  ช่างเป็นศิลาที่แปลกยิ่งนัก  นี่อาจเป็นสมบัติลับของท่านเทพกระบี่ที่ทำให้ท่านแข็งแกร่งได้ขนาดนี้


            หลังผ่านไปได้ 4 ชั่วโมง  เฟิงเทียนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง  ระดับพลังปราณของเขาเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด  ร่างกายเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


            “อ๊า” เขาเร่งปราณให้ระเบิดออกเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนจะนั่งหอบหายใจ   เฟิงเทียนพบว่าตามตัวของเขาเต็มไปด้วยคราบสีดำเต็มไปหมด  หากแต่เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบล้อมรอบตัวเขา  ทำให้เขาเงยหน้ามองซ้ายมองขวา


            “เจ้าศิษย์โรคจิต  นี่มันอะไรกัน” อวี้กงกล่าวเสียงต่ำ  ใบหน้ากับผมและตัวต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีขาวขุ่น  ทำให้เฟิงเทียนรีบมองที่แกนกายของตนก็พบกับ......


            “แหะ ๆ ผมขอโทษครับอาจารย์” เฟิงเทียนหัวเราะกลบเกลื่อน


            “ฮึ่ย เจ้าศิษย์นี่” อวี้กงโบกมือครั้งเดียว  คราบที่ติดตามตัวเขาก็หายไปจนหมด


            “ขอโทษครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนรีบคุกเข่าแล้วก้มคำนับแนบไปกับพื้นที่ยังเปรอะเปื้อนอยู่


            “เฮ้อ ช่างเถอะ” อวี้กงวาดมืออีกครั้ง  สิ่งสกปรกทั้งหมดบนตัวของเฟิงเทียนก็หายไปจนหมด


            “จากนี้ทำยังไงต่อครับ  ผมเข้าสู่ขั้นราชันย์แล้ว” เฟิงเทียนถาม


            “ปรับลมปราณของเจ้าให้เสถียรซะก่อน  คงใช้เวลาสัก 2-3 ชั่วโมง  ส่วนศิลานั่นเจ้าวางมันไว้ก่อน  เดี๋ยวเราค่อยใช้มันต่อในการทะลวงสู่ปราณจักรพรรดิ” อวี้กงกล่าวพร้อมกับนำขวดกระเบื้องออกมาขวดหนึ่งส่งให้กับเฟิงเทียน


            “ใช้มันซะ  เจ้าต้องบ่มเพาะพลังพร้อมกับปรับสมดุลพลังไปด้วย  นี่เป็นการฝึกที่เรามอบให้เจ้าวันนี้  อีก 2-3 ชั่วโมง  เราจะมาหาเจ้าอีกครั้ง” กล่าวจบอวี้กงก็หายไปจากห้องฝึกของเฟิงเทียน


            อวี้กงโผล่มาที่ห้องฝึกของตนเอง  สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีเท่าไหร่  เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนในห้อง  ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ


            “อ๊าก  ไอ้เจ้าเด็กโรคจิต  ตั้งแต่ข้าอยู่มา 15,429 ปี  เพิ่งเคยเห็นคนเสร็จสมจากการทะลวงลมปราณเป็นครั้งแรก  น่าขยะแขยงที่สุด  อุตส่าห์ไม่ช่วยมันจากข้างหลัง   พอมาช่วยมันจากข้างหน้ากลับ.....  ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์  ข้าจะจับตีให้น่วมเชียว” อวี้กงระบายอารมณ์ขยะแขยงจากการที่ต้องมาเปื้อนน้ำกามของลูกศิษย์ตัวเองอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง

    ________________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ