ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิง หลังเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อสำหรับเข้าเยี่ยมแล้ว พวกเขายังต้องล้างมืออีกด้วย
เมื่อเดินเข้ามาก็พบกับห้องกว้างที่มีผู้ป่วยนอนอยู่หลายเตียง ทุกเตียงมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด พยาบาลเดินนำทั้ง 2 คนไปยังห้องที่ทางโรงพยาบาลทำแยกไว้ต่างหากสำหรับผู้ป่วยที่ทางญาติจ่ายเงินเพิ่มเพื่อความเป็นส่วนตัวเวลามีคนมาเยี่ยม
เมิ่งชิงชิงที่เห็นร่างของซีหลัวนอนโดยมีสายมากมายเต็มตัว ก็หันไปซบอกของไป่ฉี เธอส่งเสียงสะอื้นเบา ๆ เพราะกลัวจะไปรบกวนคนไข้คนอื่น เธอยังทำใจไม่ได้จริง ๆ ที่เห็นปู่ซีหลัวมีสภาพแบบนี้
“พี่ชิงชิง เราเข้าไปให้กำลังใจปู่กันเถอะ” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะพาเมิ่งชิงชิงเดินเข้าไปในห้อง
เมิ่งชิงชิงเดินเข้าไปจับมือข้างซ้าย ส่วนไป่ฉีเดินไปจับมือข้างขวา
ไป่ฉีไม่รอช้า เขาใช้พลังปราณตรวจสอบอาการของซีหลัวทันที เมื่อพบจุดที่เป็นปัญหาไป่ฉีรีบใช้ปราณรักษาจุดที่บาดเจ็บและเสียหายทันที เนื่องจากจำกัดเวลาในการเยี่ยม ไป่ฉีจำเป็นต้องรีบลงมือเพื่อช่วยให้ร่างกายของซีหลัวพ้นขีดอันตรายโดยเร็วก่อนที่จะหมดเวลาเยี่ยม
“หมดเวลาเยี่ยมแล้วนะคะ” พยาบาลเดินมาบอก
เมิ่งชิงชิงลุกขึ้น เธอปล่อยมือจากซีหลัวแล้ว ส่วนไป่ฉีนั้นจับมือของซีหลัวขึ้นมา เขาเหมือนจะเขียนอะไรลงบนฝ่ามือของซีหลัว ก่อนจะเดินออกจากห้อง ICU พร้อมกับเมิ่งชิงชิง
'สัก 5 นาที ซีหลัวถึงจะเริ่มรู้สึกตัว' ไป่ฉีคิด
การรักษาอวัยวะภายในด้วยพลังปราณของไป่ฉีช่วยกู้ชีวิตของซีหลัวขึ้นมาจนพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เวลายังคงมีไม่พอ ไป่ฉีจึงเขียนอักขระลมปราณ [ฟื้นฟู] ไว้ที่ฝ่ามือของซีหลัว ถึงจะทำแบบนี้ได้ แต่มันก็มีขีดจำกัด ร่างกายของซีหลัวนั้นก็มีขีดจำกัดในการฟื้นตัวเช่นกัน หากอาการหนักกว่านี้และเวลารักษาของเขาน้อยกว่านี้ เขาคิดว่าคงไม่สามารถยื้อชีวิตซีหลัวเอาไว้ได้แน่
“ซีโม่ นายบอกมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น” เมิ่งชิงชิงถาม
“คือ…..เมื่อวาน…..ฉันกลุ้มใจเรื่องเธอ ก็เลยชวนปี่เซียนไปดื่มเป็นเพื่อน จากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คุณฉีฟงเอาน้ำมาฉีดฉัน จากนั้นพาฉันไปดูสภาพของปี่เซียน สุดท้ายฉันก็สารภาพรักกับปี่เซียน คิดไม่ถึงว่าตอนโทรมาหาปู่แล้วเล่าเรื่องให้ฟัง ยังเล่าไม่ทันจบ ปู่ก็ล้มหัวฟาดพื้นไปซะก่อน” ซีโม่อธิบาย
“แล้วปี่เซียนรับรักนายเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม เธอไม่เคยเห็นว่าปี่เซียนจะสนใจซีโม่เลย สองคนนี้สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นปี่เซียนเล่าให้เธอฟังเลย
“อือ เพราะได้คุยกันนั่นแหละ ฉันกับปี่เซียนถึงได้รู้ใจตัวเอง แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น” ขณะที่ซีโม่กำลังนั่งโทษตัวเองเรื่องซีหลัว พยาบาลที่พาไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเข้าไปเยี่ยมซีหลัวเมื่อครู่เปิดประตูแล้วเดินออกมาหากลุ่มของไป่ฉี
“คนไข้รู้สึกตัวแล้วค่ะ” พยาบาลกล่าว ทำให้ทุกคนรีบเข้าไปหาทันที แน่นอนว่าต้องผ่านขั้นตอนเดิมที่ทางโรงพยาบาลกำหนด เมื่อเข้าไปแล้วทุกคนรอให้แพทย์เข้ามาตรวจอาการก่อน
หลังจากหมอรับรองแล้วว่าพ้นขีดอันตราย ทุกคนจึงเข้าไปหาซีหลัวพร้อมกัน
ซีโม่เป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหาซีหลัว เขาเดินไปจับมือของซีหลัวพร้อมกับร้องไห้ออกมา เขาเกือบจะเสียปู่ที่ดูแลเขามาตั้งแต่เล็กไปแล้ว
“ปู่ครับ ผมขอโทษ” ซีโม่กล่าวขึ้น
“เจ้าหลานตัวแสบ ฉันออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่.......” ซีหลัวกดเสียงต่ำ ซีโม่ก้มหน้าสำนึกผิด ไม่ว่าปู่ของเขาจะลงโทษเขายังไง เขาก็พร้อมจะยอมรับมัน เว้นเสียแต่หากจะให้เขาเลิกกับปี่เซียน เขาไม่ยอมเด็ดขาด
“ฉันจะจัดสินสอดไปสู่ขอแม่หนูนั่นให้เป็นเรื่องเป็นราว จะหมั้นไว้ก่อนก็ได้ แล้วแต่ว่าแกกับผู้ใหญ่ของฝั่งแม่หนูนั่นจะว่ายังไง” คำพูดของซีหลัวทำให้ทุกคนนิ่งเงียบ ทุกคนคิดว่าซีหลัวจะโกรธมาก แล้วจะให้ซีโม่เลิกกับปี่เซียน แต่ไม่คาดคิดว่าซีหลัวกลับยินดีที่จะจัดการเรื่องสู่ขอหรือหมั้นหมายให้
“ขอบคุณครับปู่ ไว้ผมจะพาปี่เซียนมาเยี่ยมนะครับ” ซีโม่ยิ้มดีใจ
“เออ ๆ ดี ๆ ปู่จะได้เจอหลานสะใภ้ ว่าแต่ซีโม่ มาใกล้ ๆ ปู่ซิ” ซีหลัวกล่าว ซีโม่ที่กำลังดีใจ รีบเดินเข้าไปใกล้ ๆ ปู่ของเขา
ปั่บ เสียงฝ่ามือตบเข้าที่หัวของซีโม่ เป็นซีหลัวนั่นเองที่ใช้ฝ่ามือตบหัวซีโม่ ซีโม่ที่ไม่ทันตั้งตัวหน้าทิ่มลงไปบนเตียงทันที
“ไอ้หลานตัวแสบ ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่เล็กจนโตเป็นหนุ่ม เห็นไม่เคยมีเรื่องเสียหายกับผู้หญิงมาก่อนจนฉันคิดว่าแกจะหาหลานเขยให้ฉันเสียอีก แล้วนี่อยู่ ๆ ก็ไปขืนใจเขา ดีนะที่เขาไม่เอาเรื่อง ไม่งั้นต่อให้ฉันมีทีมทนายดีขนาดไหนก็ช่วยแกไม่ได้หรอก จิ๊ จิ๊ จิ๊ บทลงโทษ สัปดาห์หนึ่งแกต้องหาเวลามาทานข้าวกับฉัน 3 วัน จะมื้อไหนก็ได้ โทรนัดกับเลขาของฉันล่วงหน้าก่อน 1 วัน พาแม่หนูคนนั้นมาด้วย ถ้าลางานมาแล้วโดนหักเงิน ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันเคลียร์เอง” ซีหลัวกล่าวพร้อมกับมองไปที่ไป่ฉี
'นี่สินะที่เขาเรียกกรรมตามสนอง ขอความช่วยเหลือเด็กน้อยนี่บ่อย ๆ ตอนนี้ได้เวลาชดใช้ให้เขาได้เจอกับหลานสะใภ้สินะ คงต้องคุยกับคุณตงไห่สักหน่อย' ไป่ฉีพยักหน้าตอบ
“อูย มันเจ็บนะปู่” ซีโม่กล่าว เขาเอามือลูบหลังหัวที่โดนซีหลัวตบเมื่อครู่ คิดว่าปู่ของเขาไม่เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากอาการโคม่าสักนิด
“แล้วตอนแกทำแม่หนูนั่นเขาไม่เจ็บรึไง ไปได้แล้ว เห็นหน้าแกแล้วความดันฉันขึ้น ขอเวลาทำใจสักหน่อย หมอ ๆ มาลากตัวเขาออกไปที ฉันจะนอน” ซีหลัวกล่าว
“ครับ งั้นขอตัวกลับก่อนนะครับ” ซีโม่กล่าวลาก่อนจะเดินออกจากห้อง ICU ไปโดยไม่ต้องรอให้หมอกับพยาบาลมาเชิญออก ตอนนี้จึงเหลือแค่เมิ่งตง เมิ่งชิงชิง แลัไป่ฉีเท่านั้น
“เป็นไงบ้างไป่ฉี ขอโทษทีนะแต่วันนี้คงไปทานข้าวด้วยไม่ได้แล้วล่ะ” ซีหลัวพูดติดตลก
“ไม่เป็นไรหรอกครับปู่ ยังไงผมก็มาให้ปู่เห็นหน้าแล้วนี่ครับ” ไป่ฉีกล่าว
“อย่าให้มีเรื่องแบบซีโม่ล่ะ ไม่งั้นฉันเอาเธอตายแน่” เมิ่งตงกล่าว
“จะไปมีได้ยังไงล่ะครับ พี่ชิงชิงกับผมตัวติดกันตลอด อีกอย่างผมไม่ดื่มเหล้าอยู่แล้ว” ไป่ฉียิ้มแห้ง ๆ
“จะยอมเชื่อก็ได้ ส่วนชิงชิง คุมสามีเราดี ๆ นะรู้ไหม” เมิ่งตงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นขี้เล่นทันที
“ปู่คะ ยังไม่ได้แต่งจะเรียกสามีได้ยังไงกัน” เมิ่งชิงชิงหน้าแดงเล็กน้อย
“ว่าแต่ซีหลัว ฉันสังหรณ์ใจว่าแกจะได้อุ้มเหลนเร็ว ๆ นี้นะ” เมิ่งตงหันมาแซวซีหลัวต่อ
“ให้มันจริงเถอะ ถ้าซีโม่กับแม่หนูนั่นมีเหลนให้ฉันนะ ฉันจะวางมือจากธุรกิจทั้งหมดแล้วอยู่เลี้ยงเหลนแทน” ซีหลัวดูมุ่งมั่นผิดปกติ
หลังจากนั้นเมิ่งชิงชิงได้ขอแยกตัวไปดูแลอลิซ ส่วนเมิ่งตงจะอยู่จัดการเรื่องย้ายซีหลัวจากห้อง ICU ไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษแทน
ไป่ฉีกล่าวลาซีหลัว ก่อนจะหาที่ปลอดคนเพื่อเปิดประตูมิติไปยังถ้ำฝึกฝน ทันทีที่มาถึงเขาใช้โอสถแปลงโฉมตัวเองเป็นอวี้กงแล้วเดินไปยังห้องฝึกของเฟิงเทียน และพบว่าตอนนี้เฟิงเทียนเข้าสู่ชั้นปราณนภาเรียบร้อยแล้ว และกำลังนั่งบ่มเพาะพลังปราณอย่างขันแข็ง
“เฟิงเทียน” ไป่ฉีเรียกอีกฝ่าย เมื่อได้ยินเสียง เฟิงเทียนก็ออกจากการบ่มเพาะ เขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นอาจารย์มายืนอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว
“ท่านอาจารย์ ศิษย์มุ่งมั่นกับการบ่มเพาะพลังมากไปหน่อยจึงไม่ได้รู้สึกถึงการไหวของพลังปราณโดยรอบ ศิษย์นี่ใช้ไม่ได้เลย” เฟิงเทียนเปลี่ยนท่ามาเป็นคุกเข่าทันที
“นั่งขัดสมาธิซะ วันนี้ข้าจะช่วยเจ้าให้ไปถึงระดับจักรพรรดิ” ไป่ฉีกล่าว
เฟิงเทียนเปลี่ยนกลับมานั่งขัดสมาธิอีกครั้ง ขณะที่ไป่ฉีใช้วิธีการสกัดจุดเพื่ออั้นพลังปราณเอาไว้ เป้าหมายเพื่อก่อให้เกิดกระแสลมปราณที่รุนแรงนั่นเอง
“จงดูดซับพลังปราณเข้าไปในตันเถียนเรื่อย ๆ เดี๋ยวข้ามา” กล่าวจบไป่ฉีก็หายไป
ไป่ฉีมาโผล่ยังที่ที่เขาขังทีมสังหารของผู้อาวุโส 5 ไว้ เขาเปิดเข้าไปในห้องขัง ทั้ง 10 คนมีสภาพที่น่าอนาถมาก พวกมันถูกตัดแขนขาออกทั้งหมด และถูกทำให้หลับเป็นเจ้าชายนิทราที่ไม่มีวันตื่น หากแต่ร่างกายยังคงทำงานเหมือนตอนมีชีวิต ร่างกายของพวกมันอยู่ได้ด้วยอาหารปราณขั้นสูงที่ไป่ฉีป้อนให้ทางสายยาง หน้าที่ของร่างเหล่านี้คือเป็นแหล่งผลิตพลังปราณนั่นเอง
“ดีที่ข้าจำได้ว่ามารโอสถใช้วิธีนี้ในการเพิ่มพูนพลังปราณของมัน ถึงข้าจะรังเกียจวิธีการนั้น ก็เพราะมันใช้คนบริสุทธิ์มาทำ ส่วนเจ้าพวกนี้มันไม่ใช่คนดีอะไรก็เลยทำได้โดยไม่รู้สึกอะไร” ไป่ฉีเดินมาที่อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ มันมีลักษณะทรงกลม สร้างจากเหล็กลมปราณขั้นสูง โดยรอบนั้นมีสาย 10 เส้นที่ต่อเข้ากับมัน แน่นอนว่าปลายสายอีกด้านหนึ่งคือตันเถียนของร่างทั้ง 10 ที่นอนอยู่
ไป่ฉีเดินไปเปิดฝาที่อยู่ด้านข้างของอุปกรณ์ชิ้นนี้ สิ่งที่เขาหยิบออกมาคือศิลาสีรุ้งส่องประกาย แผ่พลังปราณรุนแรงออกมา
ศิลาสีรุ้งนี้คือสิ่งที่ไป่ฉีได้ทำการทดลองสร้างขึ้น โดยการสร้างเตาควบแน่นลมปราณจากเหล็กลมปราณขั้นสูง ด้วยการนำเหล็กมาผ่านไฟลมปราณขั้นสูง จากนั้นก็หลอมขึ้นรูปและลงอักขระลมปราณ [ควบแน่น] กำกับเอาไว้ ส่วนปราณนั้นไป่ฉีได้นำมาจากตันเถียนของร่างทั้ง 10 ที่เขาจัดการตัดแขนขาของพวกมันแล้วเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่เพื่อผลิตปราณระดับจักรพรรดิให้เขาสร้างศิลาสีรุ้งนี้
ไป่ฉีพบว่าศิลาสีรุ้งนี้เทียบได้กับศิลาสวรรค์ที่เขาเคยใช้ทำเตาหลอมศาสตราเทพและอาวุธเทพที่เขาหลอมมันล้มเหลวจนต้องมาอยู่ที่โลกแห่งนี้ แต่ในโลกนั้นศิลาสวรรค์นั้นหายากยิ่ง แม้จะเป็นในป่าเทพอสูรที่ขึ้นชื่อว่ามีพลังปราณหนาแน่นที่สุดในโลกต้าเซียน
“ใช้เจ้านี่ก็แล้วกัน” ไป่ฉีในรูปลักษณ์ของอวี้กงกล่าวขึ้น ก่อนจะเดินออกไปและปิดห้องขังเหมือนเดิม และกลับไปยังห้องฝึกของเฟิงเทียนพร้อมกับศิลาสีรุ้งทันที
เมื่อมาถึงก็พบว่าสีหน้าของเฟิงเทียนดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะกระแสปราณในตันเถียนเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนจะรับมือมันไม่ไหวแล้ว ด้วยเพราะร่างกายของเฟิงเทียนไม่ได้ฝึกเคล็ดรากฐานกายาโพธิสัตว์ ดังนั้นวิธีสกัดจุดนี้จึงเสี่ยงตายมากกว่าไป่ฉี
ไป่ฉีวาดมือเพียงครั้งเดียว ร่างของเฟิงเทียนก็ไม่เหลือเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนัก รวมถึงรอยแผลเป็นจากการโดนเส้าเทียนและพวกคนในตระกูลทำร้ายตั้งแต่เด็ก
เฟิงเทียนเมื่อพบว่าเสื้อผ้าของตนหายไปจนหมด เขาก็มีท่าทางเขินอาย จึงรีบปิดส่วนสงวนของตัวเองทันที การเปลือยกายโดยไม่มีผ้าปิดบังสักชิ้นต่อหน้าบุรุษด้วยกัน เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน
“ทำไมถึงต้องเปลือยกายอย่างงี้ด้วยท่านอาจารย์” เฟิงเทียนถาม น้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ถ้าไม่ทำแบบนี้เสื้อผ้าที่เจ้าใส่ทั้งหมดคงขาดกระจุยไปพร้อมกับการระเบิดออกของพลังปราณตอนที่เจ้าทะลวงชั้นปราณสำเร็จน่ะสิ เจ้าคงไม่อยากเดินกลับห้องในสภาพนี้ใช่หรือไม่ ส่วนเสื้อของเจ้า ข้าเก็บไว้ในแหวนมิติของข้าชั่วคราวเท่านั้น” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะโยนศิลาสีรุ้งไปให้เฟิงเทียน
“สิ่งนี้คืออะไรครับ เจน เอ้ย ผมสัมผัสถึงพลังปราณที่รุนแรงจากมันได้” เฟิงเทียนเปลี่ยนอารมณ์ทันทีที่ได้สัมผัสศิลาสีรุ้งนี้
“มันเรียกว่าศิลาสวรรค์ นำมันแนบไว้กับตันเถียนของเจ้า แล้วดูดซับพลัง ปราณจากมันแทนระหว่างที่ทะลวงขั้นลมปราณ ส่วนปราณที่เกินการควบคุม เราจะแบกรับไว้ให้เอง” อวี้กงกล่าว
“เข้าใจแล้วครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนรับคำ
อวี้กงนำโอสถทะลวงราชันย์ออกมา 1 เม็ดยื่นให้กับเฟิงเทียน เฟิงเทียนส่งมันเข้าปากและกลืนในทันที ก่อนจะเริ่มโคจรปราณเพื่อย่อยโอสถ ไม่นานกระแสปราณภายในของเขาก็ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น อวี้กงไม่รอช้านั่งลงตรงหน้าเฟิงเทียน เขาใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางจิ้มไปยังบริเวณเหนือตันเถียนเล็กน้อย ทำให้เฟิงเทียนสะดุ้ง
“อยู่นิ่ง ๆ ไม่งั้นลมปราณที่รุนแรงจะฆ่าเจ้า” อวี้กงกล่าวเตือนในขณะที่กำลังหลับตาอยู่
“ครับ” เฟิงเทียนรับคำ เขาเริ่มกระบวนการขั้นตอนทะลวงลมปราณที่อวี้กงเคยสอน เลี้ยงกระแสลมปราณในตันเถียนให้รุนแรง จากนั้นปลดปล่อยมันให้วิ่งไปตามเส้นชีพจรลมปราณ เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งระดับขั้นลมปราณจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด นั่นคือวิธีจัดการกับคอขวดในการขึ้นสู่ขั้นถัดไป
“ผู้ฝึกยุทธ แท้จริงคือผู้ฝืนลิขิตฟ้า ต้องทนทุกข์ทั้งกายใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าความเป็นนิรันดร์ แต่ความเป็นนิรันดร์นั้นเป็นเพียงสิ่งคนคิดกันไปเองเท่านั้น มันเป็นเพียงการยืดเวลาที่จะอยู่บนโลกนี้ให้นานขึ้นเท่านั้น” อวี้กงกล่าวขึ้น
เฟิงเทียนนั้นได้ยินทั้งหมด แต่เขาไม่รู้ถึงความหมายแฝงของมันแม้แต่น้อย เขาจึงไม่คิดอะไร ได้แต่มุ่งมั่นเพื่อทะลวงขั้นลมปราณเพียงเท่านั้น เขาสัมผัสได้ว่าพลังปราณที่แฝงในศิลาสีรุ้งนั้นแทบจะไม่ลดลงเลย ช่างเป็นศิลาที่แปลกยิ่งนัก นี่อาจเป็นสมบัติลับของท่านเทพกระบี่ที่ทำให้ท่านแข็งแกร่งได้ขนาดนี้
หลังผ่านไปได้ 4 ชั่วโมง เฟิงเทียนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง ระดับพลังปราณของเขาเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ร่างกายเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“อ๊า” เขาเร่งปราณให้ระเบิดออกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะนั่งหอบหายใจ เฟิงเทียนพบว่าตามตัวของเขาเต็มไปด้วยคราบสีดำเต็มไปหมด หากแต่เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบล้อมรอบตัวเขา ทำให้เขาเงยหน้ามองซ้ายมองขวา
“เจ้าศิษย์โรคจิต นี่มันอะไรกัน” อวี้กงกล่าวเสียงต่ำ ใบหน้ากับผมและตัวต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีขาวขุ่น ทำให้เฟิงเทียนรีบมองที่แกนกายของตนก็พบกับ......
“แหะ ๆ ผมขอโทษครับอาจารย์” เฟิงเทียนหัวเราะกลบเกลื่อน
“ฮึ่ย เจ้าศิษย์นี่” อวี้กงโบกมือครั้งเดียว คราบที่ติดตามตัวเขาก็หายไปจนหมด
“ขอโทษครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนรีบคุกเข่าแล้วก้มคำนับแนบไปกับพื้นที่ยังเปรอะเปื้อนอยู่
“เฮ้อ ช่างเถอะ” อวี้กงวาดมืออีกครั้ง สิ่งสกปรกทั้งหมดบนตัวของเฟิงเทียนก็หายไปจนหมด
“จากนี้ทำยังไงต่อครับ ผมเข้าสู่ขั้นราชันย์แล้ว” เฟิงเทียนถาม
“ปรับลมปราณของเจ้าให้เสถียรซะก่อน คงใช้เวลาสัก 2-3 ชั่วโมง ส่วนศิลานั่นเจ้าวางมันไว้ก่อน เดี๋ยวเราค่อยใช้มันต่อในการทะลวงสู่ปราณจักรพรรดิ” อวี้กงกล่าวพร้อมกับนำขวดกระเบื้องออกมาขวดหนึ่งส่งให้กับเฟิงเทียน
“ใช้มันซะ เจ้าต้องบ่มเพาะพลังพร้อมกับปรับสมดุลพลังไปด้วย นี่เป็นการฝึกที่เรามอบให้เจ้าวันนี้ อีก 2-3 ชั่วโมง เราจะมาหาเจ้าอีกครั้ง” กล่าวจบอวี้กงก็หายไปจากห้องฝึกของเฟิงเทียน
อวี้กงโผล่มาที่ห้องฝึกของตนเอง สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีเท่าไหร่ เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนในห้อง ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
“อ๊าก ไอ้เจ้าเด็กโรคจิต ตั้งแต่ข้าอยู่มา 15,429 ปี เพิ่งเคยเห็นคนเสร็จสมจากการทะลวงลมปราณเป็นครั้งแรก น่าขยะแขยงที่สุด อุตส่าห์ไม่ช่วยมันจากข้างหลัง พอมาช่วยมันจากข้างหน้ากลับ..... ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์ ข้าจะจับตีให้น่วมเชียว” อวี้กงระบายอารมณ์ขยะแขยงจากการที่ต้องมาเปื้อนน้ำกามของลูกศิษย์ตัวเองอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง
________________________________
ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ
