(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 46 เดินทางสู่มหาวิทยาลัยเทพอสูร

            มหาวิทยาลัยเทพอสูร หนึ่งในห้าสถาบันนักล่ามังกรที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของทวีปทางเหนือ


            สถานที่ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งพลัง อำนาจ และศักดิ์ศรีของนักล่ามังกรระดับสูง


            พวกเขาตั้งอยู่ในอาณาเขตทางตอนใต้ของทวีปทางเหนือ พื้นที่ซึ่งสภาพภูมิประเทศผสานระหว่างเทือกเขาสูงตระหง่านกับที่ราบกว้างใหญ่ สร้างบรรยากาศอันสง่างามและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายโบราณที่ไม่อาจหาได้จากสถานที่ทั่วไป


            การเดินทางด้วยพาหนะหรือรถโดยสารปกติย่อมต้องใช้เวลานาน


            ยิ่งกับเมือง A ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปด้วยแล้ว การจะเดินทางข้ามผ่านไปยังสถานที่ดังกล่าวย่อมต้องใช้เวลานานนับครึ่งวัน


            หรืออาจช้าสุดก็อาจต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเต็มๆ


            ระยะทางที่ทอดยาวราวเส้นขอบฟ้า ทำให้การเคลื่อนย้ายร่างกายจากปลายหนึ่งของดินแดนไปยังอีกปลายหนึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้คนธรรมดา เพราะงั้นเมื่อหวงเยี่ยได้จัดเตรียมสัมภาระที่จำเป็นทั้งหมดเข้าสู่กระเป๋าลากใบใหญ่แล้ว เขาก็ออกเดินทางในทันที


            การเคลื่อนไหวเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกสิ่งถูกจัดเก็บอย่างเป็นสัดส่วนราวกับผ่านการวางแผนล่วงหน้า


            กระเป๋าถูกปิดสนิท มือเรียวยาวจับคันลากด้วยท่าทีมั่นคง ก่อนที่จะก้าวออกจากที่พักอย่างไม่ลังเล


            ในทวีปทางเหนือนี้ การเดินทางที่ผู้คนนิยมกันและสามารถไปยังจุดหมายปลายทางได้เร็ว


            หนึ่งก็คือเครื่องบินโดยสาร สองคือรถไฟความเร็วสูงที่สามารถขับเคลื่อนความเร็วเหนือเสียงได้ไปไม่รู้กี่เท่า


            ด้วยเทคโนโลยีจากอารยธรรมโบราณที่ทางเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ค้นพบ


            สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงการเดินทางไปมาระหว่างกัน มันก็ย่อมทำได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ฝ่ามือเดียว


            โครงสร้างเหล็กกล้า ผสมผสานกับพลังงานที่สกัดจากแก่นผลึกโบราณ ทำให้การเคลื่อนที่ข้ามทวีป คือเรื่องของการควบคุมพลังระดับสูงที่ถูกผสานเข้ากับวิทยาการยุคใหม่ เส้นทางรถไฟที่ทอดยาวราวเส้นสายแห่งชะตากรรม เชื่อมเมืองเหนือจรดใต้เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ


            แน่นอนว่าในตอนนี้รถไฟความเร็วสูงคือทางเลือกของหวงเยี่ยอย่างชัดเจน


            “.................”


            ชายหนุ่มยืนรอบนชานชาลาที่มีผู้คนกำลังรอคอยเช่นเดียวกัน บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติ


            ท่ามกลางความเคลื่อนไหวอันคึกคัก ตัวของกลับยืนอย่างนิ่งสงบ กลายเป็นจุดศูนย์กลางที่ไม่ถูกรบกวนจากกระแสผู้คน


            ใบหน้าหล่อเหลาสง่าและเรียวเล็ก เส้นผมสีฟ้าสว่างที่ปลิวสยายไปตามสายลมอันพัดผ่าน ชุดโค้ทหนังสีดำที่ทอดยาวรับกับสัดส่วนของเรือนร่างอย่างเหมาะสม ยิ่งขับเน้นให้ภาพลักษณ์ของเขาดูโดดเด่นเหนือฝูงชน จึงทำให้หวงเยี่ยตกเป็นเป้าสายตาอยู่ไม่น้อย


            ไม่ว่าจะเป็นสายตาชื่นชม สงสัย หรือกระทั่งอิจฉาต่อความสง่างามที่ชายหนุ่มคนนี้มี


            ขณะที่กำลังทอดมองเส้นรางเหล็กที่พาดยาวออกไปไกลสุดสายตา กลุ่มชายหนุ่มอีกหลายสิบคนที่อยู่ไม่ไกลก็สังเกตเห็นร่างอันคุ้นตา


            ทันทีที่พวกเขามั่นใจว่าเป็นบุคคลที่ตนรู้จัก ก็รีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงตะโกนที่ดังชัดเจนท่ามกลางความพลุกพล่าน


            “เจ้าชายน้อย! ไม่เจอกันเกือบหนึ่งอาทิตย์เลยนะ!”


            “เจ้าชายน้อยกำลังจะไปที่ไหนกันน่ะ!”


            “พวกเราจะไปยังสถาบันมังกรผู้ถูกเลือก! ส่วนไอ้พวกนี้จะไปยังสถาบันมังกรศักดิ์สิทธิ์!”


            “เพราะมีคะแนนตามกำหนดจึงสามารถเข้าไปฝึกฝนยังสถาบันนักล่ามังกรเหล่านี้ได้!”


            คำอธิบายถูกกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง บางคนหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ บางคนแสดงท่าทีโอ้อวดเล็กน้อย


            หวงเยี่ยมองใบหน้าคุ้นเคยเหล่านั้นทีละคน ความทรงจำในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล่นผ่านในชั่วอึดใจ เขาพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม


            “มหาวิทยาลัยเทพอสูรน่ะ”


            ประโยคสั้นๆถูกเอ่ยออกมาอย่างเรียบง่าย แต่มันกลับทำให้สีหน้าและแววตาของแต่ละคนแปรเปลี่ยนไปในทันที


            พวกเขาต่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย


            เพราะยังไงมหาวิทยาลัยเทพอสูรก็ถือเป็นหนึ่งในห้าสถาบันนักล่ามังกรชั้นนำของทวีป แตกต่างไปจากสถาบันนักล่ามังกรที่พวกมันกำลังไป ความแตกต่างระหว่างชื่อเสียง ทรัพยากร และศักยภาพในการบ่มเพาะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมองข้ามได้ง่ายๆ


            “งั้นเหรอ? เจ้าชายน้อยช่างโชคดีจริงๆ”


            “เหอะๆ มันไม่ใช่โชคหรอก นี่คือโชคชะตาของคนที่มีเจตจำนงระดับราชาต่างหาก!”


            “พวกเรากับเจ้าชายน้อยต่างอยู่กันคนละระดับนับตั้งแต่ที่ปลุกเจตจำนงขึ้นมาแล้ว!”


            และเมื่อได้สนทนากันอีกเล็กน้อย บรรยากาศที่เคยคึกคักก็เริ่มแผ่วเบาลงอย่างช้าๆ หวงเยี่ยยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่เคยเดินเคียงข้างกันมา แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ทว่าความทรงจำเหล่านั้นกลับฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจโดยไม่อาจลบเลือน


            ท้ายที่สุด หวงเยี่ยก็เอ่ยคำล่ำลาออกมาอย่างเรียบง่าย มีเพียงความสงบซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น


            เส้นทางในฐานะนักล่ามังกรของแต่ละคนต่างก็ไม่เหมือนกัน


            ประโยคนี้ไม่ได้ถูกกล่าวออกมาเป็นคำพูด หากกลับสะท้อนอยู่ภายในความคิดของทุกผู้คนที่ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้


            ในบรรดาพวกเขาเหล่านี้ อาจมีเพียงไม่ถึงครึ่งที่ประสบผลสำเร็จ กลายมาเป็นนักล่ามังกรที่แข็งแกร่งได้ หรืออาจมีบางคนที่ตกตายลงเพราะถูกเผ่าพันธุ์มังกรสังหาร ความจริงอันโหดร้ายที่ไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้จะพยายามหลบหนีเพียงใดก็ตาม


            แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม


            นี่ก็คือสัจธรรมของห้วงชีวิต


            และยังเป็นเส้นทางที่เหล่านักล่ามังกรมากมายต่างก็ต้องไปให้ถึง


            ทุกคนต่างก็พยักหน้ารับโดยไม่ได้นัดหมาย เข้าใจสิ่งเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ


            “โชคดีนะเจ้าชายน้อย นายจะต้องเป็นนักล่ามังกรที่แข็งแกร่งให้ได้ละ”


            “ไว้เจอกันนะหวงเยี่ย ไม่ใช่สิ พวกเราอาจไม่ได้พบเจอกันอีกแล้วก็ได้ เพราะงั้นขอให้โชคดี!”


            “เหอะๆ พวกเราคงจะคิดถึงนายชะมัด! คงไม่ได้เห็นเส้นผมสีฟ้าสว่างที่เปล่งประกายนั่นแล้วละ ไว้เจอกันใหม่”


            บางคนหัวเราะเพื่อกลบความรู้สึก บางคนยิ้มอย่างพยายามรักษาความมั่นคงของตนเอง ขณะที่บางคนเพียงพยักหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใด


            จากนั้นแต่ละคนก็เริ่มแยกย้ายไปยังขบวนรถไฟของตนเอง


            เสียงประกาศดังขึ้นเป็นระยะ บอกเวลาการออกเดินทางของแต่ละสาย ขบวนรถไฟค่อยๆเปิดประตูรับผู้โดยสารทีละกลุ่ม ฝีเท้าของผู้คนเคลื่อนผ่านไปอย่างต่อเนื่อง เสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปกับพื้นชานชาลา เสียงสนทนาที่เคยดังกลับค่อยๆห่างไกลออกไปทุกขณะ


            จนกระทั่งเหลือเพียงเงาร่างของหวงเยี่ยที่ยังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิม


            ไม่นานนัก ขบวนรถไฟของเขาก็มาถึง เสียงลมที่เกิดจากการหยุดของตัวขบวนพัดผ่านเสื้อโค้ทสีดำให้ไหวเล็กน้อย


            หวงเยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก


            ลมหายใจนั้นยาวนานกว่าปกติเล็กน้อย เหมือนต้องการจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหลังเอาไว้ในห้วงความคิด


            จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าออกไปข้างหน้า ไม่มีการหันกลับไปมอง ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย


            เพียงก้าวเดียว


            ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป


            ประตูรถไฟเปิดออก เขาก้าวขึ้นไปภายในขบวนอย่างมั่นคง ก่อนที่ประตูจะปิดลงอย่างเงียบงัน


            ตัดขาดโลกภายนอกออกจากพื้นที่เล็กๆแห่งนี้โดยสิ้นเชิง


            ภายในขบวนรถไฟ บรรยากาศแตกต่างจากภายนอกอย่างชัดเจน เสียงรบกวนลดลง เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างราบรื่น เบาะนั่งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พื้นที่ภายในสะอาดและถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางระยะไกล


            หวงเยี่ยเลือกที่นั่งของตนอย่างไม่ลังเล เขาวางกระเป๋าไว้ด้านบนเหนือหัว ก่อนจะเอนกายพิงพนักเบาะที่นุ่มนิ่ม


            เปลือกตาปิดลงอย่างช้าๆ


            ในขณะที่ร่างกายเข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง จิตสำนึกของเขากลับเริ่มเคลื่อนไหว สัมผัสไปยังวิชาขับเคลื่อนพลังระดับต่ำของตนเอง พลังวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวเริ่มถูกรับรู้ทีละน้อย เส้นสายที่มองไม่เห็นเหล่านั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เหมือนสายลมที่พัดผ่านโดยไร้เสียง


            หวงเยี่ยกระตุ้นร่างกายให้ตอบสนองต่อพลังเหล่านั้น


            การไหลเวียนภายในเริ่มสอดคล้องกับจังหวะของพลังวิญญาณภายนอก การเคลื่อนไหวของลมหายใจช้าลง สม่ำเสมอ และมั่นคง


            จากนั้นเขาก็เริ่มกลืนกินพลังเหล่านั้นอย่างช้าๆ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ


            แม้พลังที่ได้รับจะน้อยนิดอย่างมาก แต่มันก็ยังคงเป็นพลัง


            พลังที่สะสมทีละเล็กทีละน้อย พลังที่เมื่อรวมกันแล้ว ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสักวันหนึ่ง


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน