เฟิงเหลยยกมุมปากยิ้มเยาะหลู่เหวินที่พ่ายแพ้ด้วยความสะใจหลายคนที่เห็นก็ไม่นึกรังเกียจเพราะเป็นที่ทราบดีเรื่องความเย่อหยิ่งที่น่าหมั่นไส้ของหลู่เหวินผู้นี้นอกจากไม่เห็นใจยังช่วยนินทาเย้ยยิ้มเสียอีก
หลู่เหวินเต็มไปด้วยโทสะคุกกรุ่นอยากจะออกไปซัดกับเฟิงเหลยอีกสักคราแต่ก็จำได้ว่าตนเองพ่ายแพ้อีกฝ่ายเพียงสามกระบวนท่าเท่านั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่ซัดอีกฝ่ายได้จริงๆ
“เฟิงเหลยยินดีด้วย”หนิงเฟยหลงและโต่วเยี่ยนฉวี่เอ่ยขึ้นด้วยความยินดีอย่างแท้จริง
เฟิงเหลยพยักหน้าอย่างตื่นเต้น“ขอบคุณ”
...
และแล้วการต่อสู้ของหนิงเฟยหลงก็มาถึงรอบนี้เขายังคงใช้กระบี่ขั้นสูง คู่ต่อสู้ของเขาเองก็มีความชำนาญทางกระบี่เช่นกัน
เหมิงหลูเป็นบุรุษหน้าตาคมคายแววตาสะท้อนความเจ้าเล่ห์ถือกระบี่ยาวไม่ห่างกายก้าวเท้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอก้าวขึ้นบนเวทีประลองอย่างเรียบง่าย แผ่กลิ่นอายกระบี่ฆ่าฟันอย่างชัดเจนไม่ปกปิดใบหน้าเรียบเฉยดวงตาเย็นชาจดจ้องมาที่เขา
หนิงเฟยหลงไม่ได้มีความหวาดกลัวเขากลับนึกสนุกเสียมากกว่า หันไปยิ้มให้คู่ต่อสู้อย่างเป็นกันเองด้วยท่าทีสบายๆเหมิงหลูเห็นท่าทีหนิงเฟยหลงก็ไม่สบอารมณ์คิ้วพลันขมวดปมเข้าหากัน
ทั้งสองยืนอยู่คนละฝั่งรอคอยสัญญาณ
“เริ่มการประลอง!”
แสงกระบี่พลันวาบผ่านใบลำคอของหนิงเฟยหลงไปอย่างฉิวเฉียดอย่างคาดไม่ถึงเหมิงหลูผู้นี้ก็เป็นผู้ใช้กระบี่เร็วเสียด้วยทั้งดูเหมือนเป็นผู้เข้าถึงกระบี่แล้วอีกด้วยสร้างความตกตะลึงให้กับเขาและฝูงชนเป็นอันมาก โดยเฉพาะผู้อาวุโสสำนักเทพกระบี่นัยน์ตาท่านลุกวาวอยู่แวบหนึ่ง พยักหน้าพลางหัวเราะเป็นที่เข้าใจดีในบรรดากลุ่มผู้อาวุโสยอดสำนักสำนักกระบี่คงได้เมล็ดพันธุ์ที่กล้าแกร่งไปอีกหนึ่ง ไม่ต่างจากสำนักค่ายกลเทวะ
หากไม่ใช่หนิงเฟยหลงแล้วคาดว่ากระบี่เมื่อครู่คงตัดผ่านลำคอคนผู้นั้นไปโชคดีที่เขากระตุ้นร่างลมหวนได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ประเมินเหมิงหลูต่ำไปนักเท้าย่างไปด้านหน้าหนึ่งก้าวก็ปรากฏตัวที่ด้านข้างของเหมิงหลูกระบี่ฟันลงเสียงดัง ‘ฉับ’
ห้วงอากาศกรีดร้องใบหน้าเหมิงหลูเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยก่อนจะสะบัดกระบี่ตามท่วงท่ามารับไว้อย่างแข็งขันทั้งคู่เข้าสู้การเผชิญหน้าอย่างเต็มตัวสลับกันโจมตีไม่หยุดยั้งด้วยเส้นทางแห่งกระบี่ที่รวดเร็วจนยากจะจับตามองยอดอัจฉริยะหลายคนต่างเพ่งมองด้วยความสนใจ
หากหนิงเฟยหลงมีฝีมือแค่นี้คงยากจะตัดสินผลแพ้ชนะทว่าชายหนุ่มหาได้มีความสามารถเพียงแค่นี้ไม่ เขาตั้งใจให้ผู้คนรู้เพียงการเข้าถึงกระบี่นี่ยังไม่ใช่พลังการต่อสู้ที่แท้จริง
หลังการฟาดฟันมากกว่าร้อยกระบวนท่าทั้งคู่ก็แยกออกจากกัน เหมิงหลูแสดงท่าทีเหนื่อยล้า คมกระบี่ของเขาก็อ่อนลงคาดไม่ถึงว่าเมื่อมองบุรุษด้านหน้ากลับยังยืนอยู่อย่างโดดเด่นไม่มีทีท่าเหนื่อยอ่อนแม้แต่น้อยในใจก็บังเกิดความไม่ยอมแพ้ กำกระบี่ยาวในมือแน่นพุ่งเข้าใส่ดุจวายุที่บ้าคลั่งวิถีกระบี่ที่เปลี่ยนไปทำให้กระบี่ที่เฉียบคมวุ่นวาย
ชัยชนะนี้เป็นของหนิเฟยหลงแน่แท้แล้ว
ผู้อาวุโสสำนักเทพกระบี่ถอนหายใจด้วยความเสียดายผู้อาวุโสท่านอื่นก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
“หากเหมิงหลูผู้นี้สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้การต่อสู้ครั้งนี้ก็ไม่แน่ว่าจะต้องแพ้” ผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้าเอ่ยขึ้น
“ไม่หรอกอย่างไรเสียเขาก็ต้องแพ้แต่คงไม่เร็วถึงเพียงนี้” ผู้อาวุโสกระบี่เอ่ยขัดเขาทราบถึงความสามารถหนิงเฟยหลงดีกว่าจึงไม่แปลกที่จะพูดเช่นนี้แต่คำกล่าวอ้างนั้นก็ทำให้ผู้อาวุโสท่านอื่นเกิดความสนใจ
“จริงรึ?ข้ากลับเห็นต่างจากท่าน เหวินเหลียงผู้นี้แม้จะมีพลังกายมากแต่ก็ไม่อาจเป็นภัยผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพได้อยู่ดีท่านจะเอ่ยเกินจริงไปหน่อยกระมัง?” ผู้อาวุโสมังกรฟ้ายังคงไม่ยอมแพ้ผู้อาวุโสหลายท่านก็เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
“ดีเช่นนั้นเรามาเดิมพันกันหน่อยเป็นอย่างไร?”
“เดิมพันรึ?น่าสนใจ หวังว่าท่านจะไม่เสียใจทีหลัง”
“แน่นอนข้าจะไม่เสียใจ” ผู้อาวุโสสำนักเทพกระบี่ยิ้มในมือของท่านปรากฏถุงมิติใบหนึ่งข้างในเต็มไปด้วยศิลาลมปราณกว่าหนึ่งหมื่นก้อน
“ฮ่าฮ่าน่าสนใจข้าขอร่วมด้วยคน”ผู้อาวุโสที่เหลือก็ต่างพากันพนันบุคคลที่ตนคิดว่ายอดเยี่ยมทั้งสิ้นที่หนึ่งรุ่นนี้จะเป็นของใคร? ช่างน่าสนใจเสียจริง
กระบี่พาดคอเหมิงหลูในอีกไม่กี่อึดใจต่อมาหนิงเฟยหลงก็ก้าวลงจากเวทีประลองอย่างสง่างามเขาผ่านเข้ารอบโดยไม่ได้เปิดเผยฝีมือส่วนใหญ่ของเขาไป
การประลองในรอบนี้สิ้นสุดในวันเดียวพักอีกหนึ่งวันก่อนจะเริ่มการประลองรอบสุดท้ายเพื่อชิงตำแหน่งหนึ่งในสิบสามยอดฝีมือทุกตำแหน่งล้วนได้รับรางวัลทั้งสิ้นเพียงแต่แตกต่างกันไปก็เท่านั้น
ในรอบนี้ไม่มีคู่ต่อสู้ที่ชัดเจนพวกเขาจะต้องขึ้นต่อสู้บนเวทีประลองอย่างพร้อมเพรียงต้องพึ่งความแข็งแกร่งของตนเองเท่านั้นใครที่อยู่รอดเป็นคนสุดท้ายจะได้รับอันดับที่หนึ่งไปครอง ลำดับจะนับจากการรั้งอยู่บนเวทีประลองได้นานที่สุดเท่านั้น
รูปแบบการประลองนี้พึ่งถูกแจ้งออกมาก็ทำให้เกิดความโกลาหลยิ่งผู้ที่ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าต้องเป็นคนจากสมาพันธ์การค้า และพันธมิตรคนอื่นๆ ล้วนไม่มีกองกำลังอัจฉริยะหนุนอยู่เบื้องหลัง พวกเขาย่อมต้องเสียเปรียบ
วันสุดท้ายแห่งการประลองมาถึงแล้ว!
ศิษย์ใหม่ทุกคนต่างก็พากันมาชมภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้พวกเขาอยากเป็นสักขีพยาน
ใครกันที่จะได้เป็นราชันย์สาวกในสมัยนี้!
ยอดอัจฉริยะทั้งสิบสามหลังจากผ่านประสบการณ์มากมายในดินแดนเหนือระพลังก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์พวกเขาคือกลุ่มบุคคลที่มีพัฒนาการมากที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดการก้าวขึ้นบนเวทีในครั้งนี้ก็เท่ากับประกาศทั่วหล้าแล้วว่าพวกเขาคืออัจฉริยะที่เหนือกว่าอัจฉริยะ
เวทีประลองถูกปรับเปลี่ยนใหม่ให้กว้างขวางยิ่งกว่าเดิมสามารถรองรับผู้คนได้ถึงหนึ่งหมื่นคนโดยไม่อึดอัดแต่สำหรับเหล่าจอมยุทธ์ที่รวมตัวกันแล้วนี่ถือเป็นเวทีขนาดเล็กพวกเขานอกจากต้องประลองฝีมือแล้วยังต้องแย่งชิงพื้นที่กันอีกด้วย
บุคคลทั้งสิบสามได้แก่องค์ชายฉินหลง องค์ชายเว่ยเทียนเหลย องค์ชายฉีเฟย องค์หญิงฉู่เยว่ กานฮ่าว เจียงเหม่ยหลินหวังหลิ่ง หลินฟง กงซุนหลิงเอ๋อร์ หานชิงเหยา หยวนซื่อเฟิง เฟิงเหลย และหนิงเฟยหลง
เกือบครึ่งเป็นคนของสมาพันธ์การค้าเท่านี้ก็พอรู้ว่าสมาพันธ์การค้าในรอบพันปีนี้เติบโตมากเพียงใด
บนเวทีประลองสมาพันธ์การค้ายืนแยกฝ่ายอย่างชัดเจนเจียงเหม่ยหลินและกานฮ่าวจ้องมองหนิงเฟยหลงราวกับจะตะครุบเหยื่อ หนิงเฟยหลงอยู่ๆก็รู้สึกเสียวสันหลัง สายตาฉวัดเฉวียนไปมา ใครกันลอบสาปแช่งเขาไม่ทันไรสายตาก็มาหยุดอยู่ที่เจียงเหม่ยหลินและกานฮ่าว
‘ที่แท้ก็เป็นพวกเจ้าทั้งสองกล้าสาปแช่งข้ารึ บิดาจะตีเจ้าให้ตาย!’ในใจของเขาแม้จะคิดดุเดือดถึงเพียงนั้น แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม เหมือนอย่างหวังหลิ่งท่วงท่าบัณฑิตผู้ยืนอยู่ด้านข้าง
หนิงเฟยหลงเฟิงเหลยและหวังหลิ่งจะร่วมมือกันในการต่อสู้ในครั้งนี้
บรรยากาศบนเวทีประลองอึมครึมจนน่าอึดอัดต่างจากผู้อาวุโสที่อยู่บนแท่นสูง พวกท่านเฝ้าดูพวกเด็กน้อยเล่นอย่างสนใจ
“เริ่มการประลอง!”
เสียงผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้าดังขึ้นบนเวทีประลองก็เคลื่อนไหวในทันที
ภาพที่น่าแปลกใจก็เกิดขึ้นองค์ชายเว่ยเทียนเหลยกับองค์ชายฉีเฟยร่วมมือกันเข้าต่อกรกับองค์ชายฉินหลงเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้นตั้งแต่ต้น เวทีพลันสั่นสะเทือน คนอื่นๆต้องพากันถอยออก เวทีนี้แคบเกินไปแล้ว!
ดวงตาทุกคนเปล่งแสงวาบล้วนคิดเหมือนกันทั้งสิ้นล้มคู่ต่อสู้ลดจำนวนผู้คน!
กานฮ่าวเรียกศาสตราวุธประจำกายออกมาพลังสยบซ่านผ่านใจทุกคนทว่าแทนที่เขาจะเข้าไปช่วยองค์ชายฉินหลงกลับกลายเป็นพุ่งเข้าใส่หนิงเฟยหลงแทนในใจก็นึกยิ้มเยาะ ‘เพียงแก่นแท้พลังขั้นเก้าไหนเลยจะสู้เราอันเป็นถึงชนชั้นแดนพิภพจะบดขยี้มดนี้โดยง่ายจึงค่อยเข้าไปห้ำหั่นกับกลุ่มองค์ชายทั้งสามแม้ไม่อาจคว้าอันดับหนึ่งก็สมควรได้ติดไม่เกินอันดับสามเห็นจะได้’
เจียงเหม่ยหลินจึงพุ่งเข้าใส่องค์หญิงฉู่เยว่ส่วนหวังหลิ่งนั้นโดนปิดล้อมด้วยยอดอัจฉริยะอีกสามคน หานชิงเหยา หลินฟงและหยวนซื่อเฟิงเฟิงเหลยจึงต้องเข้าต่อกรกับกงซุนหลิงเอ๋อร์
กงซุนหลิงเอ๋อร์ผู้นี้ก็คือคู่ต่อสู้ในรอบที่แล้วของโต่วเยี่ยนฉวี่นางมีพลังยุทธ์ที่สูงล้ำทักษะการต่อสู้ก็ไม่ธรรมดา เฟิงเหลยเองก็จำต้องระวังแต่ศึกที่ดุเดือดไม่ใช่กลุ่มคนพวกนั้น หากแต่เป็นฉินหลง รองลงมาคือคู่ของหนิงเฟยหลง
“จงดีใจเสียเถอะที่ได้ตายด้วยน้ำมือข้าผู้นี้ไปตายซะ!” กานฮ่าวยิ้มเยาะ
ปราณธาตุอัคคีปะทุพร้อมกับพลองทองเหลืองที่ยกสูงขึ้นคลื่นหยวนมหาศาลก็รวมตัวกันกับพลองกลายเป็นสุดยอดพลองยักษ์เปลวอัคคีก็เลื้อยขดรอบพลองหยวน กลายเป็นพลองอัคคีที่น่าสะพรึง!
ตูม!
หนิงเฟยหลงหรี่ตาแคบเขายกมือขึ้นปราณสายลมก็หมุนวนอยู่ด้านหลังมันคือเส้นลมปราณในวิชาฉิงคงดูดเอาพลังฟ้าดิน แก่นหยวนในร่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่งคลื่นหยวนที่มหาศาลยิ่งกว่าก็ปะทุขึ้นรอบกาย ก่อตัวขึ้นเป็นกำปั้นมหึมาปล่อยหมัดออกไปอย่างเหี้ยมหาญ
“หมัดพิฆาต!”
ปัง!!
พลองและหมัดถูกทำลายลงไปพร้อมกันใบหน้าที่ยิ้มเยาะของกานฮ่าวก็หุบลง...