บทที่ 50: รินคำ
ฮิบิคิ...
คิดถึง...คิดถึงเจ้าของชื่อนี้เหลือเกิน
“เธอกับฮิบิคิสนิทกันน่าดู ถ้าเจออาจจะนึกเรื่องที่บาเรียออกก็ได้...”อรุโณทัยเอนหลังพิงเบาะ ลัคนาที่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มพยักหน้า
รถตู้วิ่งเข้าตัวเมืองและเจอกับความแออัดของเมืองหลวงเต็มๆ ทิวทัศน์รอบตัวอัดแน่นด้วยป้ายโฆษณาและตึกแถวสูงตระหง่านสายไฟสีดำพันระโยงระยางเหมือนเถาวัลย์ ข้างรถก็มีแต่จักรยานยนต์หลากสีพยายามแทรกผ่านจนเซนเซอร์ของรถดังปิ๊บๆไม่ขาดสาย บรรยากาศคนละแบบกับตลาดของนครจักรกลมาคิน่าที่ลัคนาคิดว่าจอแจที่สุดลิบลับ
ซาโตรุขอให้ลัคนานอนกับเบาะหลังและเอาผ้าห่มคลุมร่างไว้ให้ดี เขากลัวว่าหนึ่งในจักรยานยนต์ที่ขับผ่านไปจะแอบมองลอดผ้าม่านมาเห็นเธอเข้า
“มีใครตามมาไหม?” นาธานหันไปถามผู้ช่วย
ซาโตรุกลับมานั่งที่และส่ายหน้า แต่เขากลับชักปืนขึ้นมาแอบไว้ใต้ผ้าเช็ดหน้าทำเอาทุกคนในรถขนลุก
“หัวหน้า...เล่าเรื่องที่บาเรียได้ไหมคะ? เผื่อจะนึกอะไรออก” ลัคนาผงกหัวและกล่าวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ หัวหน้าสาวพยักหน้ากลืนความทรงจำขมขื่นที่ประดังเข้ามากลับลงคอไปก่อน
“MT คนแรกและหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนคนแรกคือรินคำแต่รินคำตายไปก่อนเธอจะมาถึง หลังรินคำจากไป ฉันกับหยางเป็นหัวหน้าหน่วยต่อ อยู่มาวันหนึ่งฮิบิคิก็พบเธอเข้าและได้รู้ว่าเธอเป็นกุญแจเขาหวงเธอมาก แต่ไม่ใช่แค่เพราะเป็นกุญแจหรอก พวกเราไม่เคยเห็นเขาเปิดใจกับใครเหมือนที่เปิดใจกับเธอ”
ลัคนาฟังก็เขินชอบกล
“ตอนนั้นพวกเรากำลังสิ้นหวัง บาเรียบางลงทุกวันและอีกไม่นานคงจะสลาย จะไม่มีอะไรปกป้องเราจากผู้เล่นหรือมอนสเตอร์อีกพอเธอมา... พวกเราเลยมีความหวังอีกครั้ง เพราะสิ่งแรกที่เธอให้พวกเราคือบัตรเชิญสู่สตาร์ดัสต์เรล์ม แดนปลอดภัย ความหวังหนึ่งเดียวของพวกเรา” อรุโณทัยเล่า “เธอมักจะพูดด้วยเสียงก้องแปลกๆเหมือนโดนใครไม่รู้ควบคุม เราเลยคิดว่าเธอมีตัวตนที่สอง... ตัวตนที่เป็นกุญแจซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งและฉันก็พยายามดึงตัวตนส่วนที่เป็นกุญแจของเธอให้ช่วยชี้นำพวกเรา”
“เวลาที่กุญแจพูด นั่นคือตอนที่ดอกเตอร์แทรกแซงการควบคุมอวาตาร์ของลัคนาค่ะ”เคทอธิบาย “ฉันเป็นคนใส่ระบบนั้นให้กับลัคนาเป็นพิเศษ คนอื่นจะมีแค่เสียงที่ถูกโปรแกรมไว้ให้ได้ยินคนเดียวคือเสียงตอนตื่นที่กระซิบว่าต้องออกไปจากที่นี่และตามหาสตาร์ดัสต์ เรล์มมันเลยเหมือนเสียงที่ได้ยินในหัว”
“ดอกเตอร์นี่เหมือนว่างเนอะ...มานั่งดูเอ็มทีคุยกันเนี่ย”
“สุดท้ายทุกอย่างที่เรารู้จักก็แค่เรื่องโกหก มีแค่มิตรภาพและความผูกพันที่เป็นของจริง...ทว่านั่นก็หายไปง่ายดายเหลือเกิน” อรุโณทัยพูด ลัคนารู้ว่าหัวหน้าสาวเอ่ยถึงการที่ตนเสียความทรงจำก็รู้สึกปวดใจ“เอ้อ แล้วลัคนาที่เป็นกุญแจก็รู้รายละเอียดของพวกมอนสเตอร์ดี ทำไมกันล่ะ?”
“นั่นก็...เป็นระบบอัตโนมัติที่ทำให้กุญแจพูดรายละเอียดมอนสเตอร์ออกมาพอกลายเป็นผู้เล่นก็ยังมีสกิลพิเศษ <ดวงตาของผู้สร้าง> สามารถรู้ข้อมูลต่างๆ ของอุปกรณ์สวมใส่และไอเทมในเกม” เคทพูด “จุดประสงค์ของระบบต่างๆที่ใส่ไว้ในตัวกุญแจ พวกเราเดาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ให้ MT ไปพบเจอค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะขลุกกันอยู่แต่ในบาเรียและไม่ได้ข้อมูลสิ่งที่ดอกเตอร์ต้องการมากที่สุด...คงเป็นข้อมูลเรื่องอารมณ์ความรู้สึกและการตอบสนองของมนุษย์ต่อสิ่งเร้าต่างๆ”
“ตามนั้น” นาธานพูด “แน่นอนว่าแต่ละคนก็ตอบสนองไม่เหมือนกัน ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนลูกสาวของดอกเตอร์ขึ้นมาใหม่มากขนาดไหน”
“คือ ฉันได้รู้ว่า MT ถ้าตายจะกลายเป็นผู้เล่นแต่ว่า...ฉันได้ยินจากเทียร์ลิงค์ว่า...รินคำที่เป็นผู้เล่นเป็นปัญญาประดิษฐ์ใช่ไหมคะ?”
“ใช่” เคทตอบทันที “ฉันไม่เข้าใจเลย... รินคำที่เป็น MT คนแรกคือใคร? ทั้งที่ MT คนอื่น พอตาย ถ้าไม่เข้ากายภาพบำบัดหรือเข้าโปรแกรมการรักษาวิจัยอื่นๆก็มาเป็นผู้เล่นในเกม แต่รินคำที่กลายเป็นผู้เล่นกลับไม่ใช่คนแต่เป็นปัญญาประดิษฐ์...ถ้ารินคำโปรโตไทป์สำเร็จไปตั้งแต่ตอนที่รินคำเป็น MT ยังจะต้องทำวิจัยหาอะไรอีก?”
“รินคำที่เป็นผู้เล่นนี่สมบูรณ์แค่ไหนเหรอครับ?” ไคล์ถาม
“เธอเป็น AI ทดสอบระบบ มีบุคลิกนิสัยใจคอการตอบสนองไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือน NPC ที่มีคนจริงๆ มาเข้ากะแสดงอย่างฮิเก็นสกายดรอป หรือเทียร์ลิงค์ และอาจจะไม่ได้ยึดกับบุคลิกหลักได้เหนียวแน่นเท่าพวกที่มีคนเขียนบทคอยตรวจอยู่เบื้องหลังอย่างพวกปีศาจเลเมเกทัน”
“อ้าว แต่ถ้ารินคำตายไปแล้ว ใครจะมาเป็นแบบ...?”
“ก็เท่ากับว่าพวกเขาต้องการข้อมูลไปอุดช่องโหว่... แต่ข้อมูลจากคนอื่นที่ไม่ใช่รินคำถึงจะนิสัยคล้ายกัน... ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์แค่ไหน”
“สรุปแล้วทำไมต้องให้รินคำอยู่ในเกมด้วยล่ะคะ?”
“อันนี้ฉันไม่แน่ใจ เดาว่าเป็นการทดสอบภาคสนาม นอกจากเป็นการเอาสกิลใหม่ไปลองก่อนใส่ให้กับผู้เล่นยังเป็นการเก็บข้อมูลการตอบสนองของปัญญาประดิษฐ์ต่อสิ่งแวดล้อมและขัดเกลาการตอบสนองนั้นถ้าเป้าหมายสุดท้ายของดอกเตอร์คือการสร้างมนุษย์ดิจิทัล การที่รินคำอยู่ในเกมมานานสองนานก็ไม่น่าแปลกใจ”นาธานร่ายยาว “มีอะไรถามอีกไหม?”
ไคล์ส่ายหน้า ไม่รู้ไม่มีคำถามหรือฟังไม่ทันแต่กลบเกลื่อน อรุโณทัยมองนอกหน้าต่างไม่กล่าวอะไรพวกเขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนลัคนาจะพูด
“คือว่า...ดันทาเลียน”
“ว่าไง นายท่าน?”
“ความทรงจำที่ได้มาตอนทำพันธะกับเธอ...”
“เป็นความทรงจำที่เราดึงจากฐานข้อมูลของแล็บ อันที่จริง มันคือความทรงจำบางส่วนที่ถูกแบ็กอัปไว้เผื่อเกิดอะไรกับนาโนแมชชีนที่วิ่งเล่นอยู่ในสมองท่านบางทีพวกเขาก็เอามันมาวิเคราะห์ฆ่าเวลาแล้วเอาไปใส่รินคำ”
“รู้เยอะจริง” ไคล์บอก “เกือบนึกว่าเป็นมนุษย์จริงๆ เสียอีก”
“ตัวเราก็ถูกสร้างโดยคนเขียนปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งมากคนหนึ่ง อีกทั้งยังมีคนคอยตรวจทานอย่างที่ท่านเคทบอกจะใกล้เคียงความเป็นมนุษย์ก็ไม่แปลก แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ตุ๊กตาเลียนแบบ” ดันทาเลียนเอ่ยผ่านลำโพง“นายท่าน พอหลุดจากกรงใบเล็กมาสู่กรงใบใหญ่นี้แล้ว คงคิดจะตามหาคนที่เห็นในความทรงจำนั่นสินะ?”
“อือ... ศพเด็กผู้หญิงผมดำ เด็กหนุ่มขาพิการ เด็กสาวผมทอง...”
“ถ้าเด็กหนุ่มคนนั้นคงได้เจอเร็วๆ นี้” ไคล์แทรก
“ฉัน...กำลังจะได้รู้ทุกอย่างสินะ” ลัคนารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ
“ถ้าหลุดจากรถติดนี่ได้” นาธานพูดติดตลก “ไฟแดงหนึ่งอสงไขยไฟเขียวหนึ่งวินาที”
“...ทำไมพวกนายถึงช่วยพวกเรา? รู้สึกว่าไอ้ดอกเตอร์จะขู่เข็ญไว้เยอะแล้วยังจะยูริที่โดนจับไปอีก... เขายังปลอดภัยดีใช่ไหม? เกิดอะไรขึ้นกับเขา?” อรุโณทัยถามหลังเงียบมาพักใหญ่
“จริงสิ... ยูริเคยช่วยฉันตอนสงครามเวิลด์บอส” ลัคนาพูด “แต่ฉันจำเขาไม่ได้”
“ยูริเป็น MT เหมือนพวกเรานี่แหละตอนยูริถูกจับเป็นตัวประกันและพวกเราตามไปช่วยจนต้องปะทะกับผู้เล่น เขาระเบิดตัวเองเพื่อช่วยพวกเราหนีเธอจิตตกน่าดูเลยตอนนั้น” หัวหน้าสาวเล่าย้อนความหลัง “หรือว่านั่นคือสาเหตุที่เธอ...ตอนสุดท้ายนั่น...”
“ยูริเป็นคนเปิดโปงดอกเตอร์ก็จริง” เคทขัดก่อนลัคนาจะได้ถามว่าตอนสุดท้ายที่อรุโณทัยพูดถึงคืออะไร“แต่เพราะเบื้องบนถูกใจงานวิจัยของดอกเตอร์ ยูริเลยโดนจับขัง เขาเป็นพยานปากสำคัญที่จะเผยแพร่ความลับของสตาร์ดัสต์เรล์มสู่โลก ฉะนั้นเราต้องช่วยเขาออกมาให้ได้ นอกจากเขา เราก็อยากได้ตัวกุญแจที่มีความสัมพันธ์บางอย่างกับรินคำและมีความสำคัญต่อสตาร์ดัสต์เรล์มอย่างยิ่ง”
“...? เดี๋ยวนะคะ ฉันกับรินคำ...?” ลัคนาขมวดคิ้ว
“อริส... เพื่อนเธอตอนอยู่ในบาเรียน่ะ” อรุโณทัยเกริ่น “อริสเคยเล่าให้ฉันฟังว่าเธอพูดประโยคเดียวกับรินคำแบบคำต่อคำไม่ได้พูดผ่านเสียงของกุญแจด้วย”
“ฉัน...เคยทำแบบนั้น...” ลัคนาคิด
“อีกกลุ่มกำลังพยายามช่วยยูริ ถ้าสำเร็จเมื่อไหร่เขาจะมารวมตัวกับเรา ทุกคนจะได้ฟังเรื่องราวแบบละเอียดจากปากเขา”
ลัคนารู้สึกมึนงงจนเกือบวูบ ไคล์สังเกตท่าทีนั้นเลยหยิบยาจากกระเป๋า
“เอ้า ฉีดเข้าเส้น”
“เอ๊ะ...?”
“ยาต้านไวรัส ชะลออาการของเธอได้พักหนึ่ง” ซาโตรุบอก “ฉันแอบดูประวัติเธอมาเธอต้องได้รับยาทุกแปดถึงเก้าชั่วโมง... แต่เธอไม่น่าจะต้องการยาตอนนี้นี่...?”
ลัคนารู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้หนักขึ้นจนอรุโณทัยรีบจับแขนเด็กสาว พลิกท้องแขนขึ้น
“ไม่เจ็บหรอก ฉันโดนมาสองสามรอบ” อรุโณทัยพูด “หมอฝรั่งที่ชื่อคริสคนนั้นบอกว่าความเครียดสมัยเป็นMT ทำให้อาการพวกเราบางคนกำเริบ ก็นะ เสี่ยงตายกันแทบทุกวัน ยิ่งเธอไปสู้สงครามบ้าบออะไรด้วยคงยิ่งแล้วใหญ่”
“ขอบคุณ...” ลัคนามึนเสียจนอรุโณทัยอาสาฉีดให้ ซาโตรุสะกิดบอกนาธานว่าอย่าเหยียบคันเร่งแรงนัก“ขอบคุณค่ะ...”
รถแล่นพ้นสี่แยกไฟแดงและทะลุเข้าซอยเล็ก แล่นออกจากตัวเมืองเพื่อขึ้นทางยกระดับ
พอได้ยา ลัคนาก็ผล็อยหลับไป
“...เธอเครียดสะสมหนักกว่าฉันอีก นิสัยแต่เดิมก็เป็นพวกชอบคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว”หญิงสาวพูดพลางมองร่างที่ขดตัวนอนบนเบาะหลังของอดีตกุญแจ “ยานั่น...ถ้าแบ่งส่วนของฉันกับลัคนาจะอยู่ได้นานแค่ไหน?”
“สักอาทิตย์หนึ่ง ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าลัคนาจะอาการกำเริบแบบเมื่อครู่บ่อยแค่ไหน”ซาโตรุตอบ ไคล์ส่งกระเป๋าใส่ยาให้เขาไปถือแทน
“เรอะ แล้วหลังจากนั้นล่ะ? ถ้ามีอะไรผิดพลาดแล้วพวกเธอไม่สามารถทำให้ไอ้ดอกเตอร์นั่นรับกรรมได้จะทำยังไง? พวกเราต้องระเห็จกลับไปขอยาจากมันเหรอ?”
ไม่มีใครตอบ
“เฮ้อ ช่างเถอะ ยังไงฉันก็เป็นคนตัดสินใจจะออกจากที่นั่นเอง มาถึงตอนนี้ฉันพร้อมรับทุกอย่างที่ตามมาแล้วล่ะ” หญิงสาวกอดอก
“ช่าย ผมเองก็เสนอตัวเข้าร่วมแผนการระห่ำของพี่เคทเอง ถือว่าลงเรือลำเดียวกันหมดด้วยความสมัครใจ”ไคล์ยิ้มแป้น
“ขอบใจนะ...” เคทถอดแว่นนวดหัวตา “พวกเราต้องช่วยยูริ...แล้วเปิดโปงโปรเจกต์สตาร์ดัสต์เรล์มต่อโลกให้จงได้...”
“อื้อ เพื่อการนั้นเราเลยติดต่อพวกเพื่อนๆ ของลัคนาไว้แล้ว ไปถึงที่หมายเมื่อไหร่ก็เตรียมเลี้ยงโต๊ะจีนรวมญาติได้เลย”
“ไคล์นี่อยู่เมืองไทยนานจนจะกลายเป็นคนไทยอยู่แล้วนะ” นาธานหลุดหัวเราะ บรรยากาศในรถสดใสขึ้นเล็กน้อย และในที่สุด พวกเขาก็มาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ
ที่นั่น... มีใครคนหนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว
...
ลัคนาโดนอรุโณทัยเขย่าตัว เสื้อผ้าชุดหนึ่งและรองเท้าแตะคีบถูกยื่นให้เด็กสาวจัดการสวมเสื้อยืดและกางเกงขาสั้น รู้สึกแปลกๆ ที่ไม่ได้ใส่ชุดชั้นใน ไคล์ช่วยพยุงเธอลงจากรถทว่าตั้งแต่เขาเห็นเธอล่อนจ้อนทั้งร่าง ลัคนาก็รู้สึกมองหน้าเขาไม่ติดหน่อยๆ
พอก้าวลงจากรถ ภาพตรงหน้าก็ทำให้ลัคนาแทบล้มทั้งยืน
เธอ...คุ้นเคยกับที่นี่
มันเป็นโรงยิม พื้นส่วนหนึ่งปูด้วยแผ่นยาง ผนังด้านหนึ่งติดกระจก ด้านหลังเป็นบ้านหลังเล็กดูอบอุ่น กำแพงทาสีเขียวอ่อน ทางเข้าเต็มไปด้วยกระถางต้นไม้หน้าต่างติดเหล็กดัดลายนกแก้ว บนหลังคามีแมวสีขาวเดินอาดๆ ผ่านไป หมู่บ้านโดยรอบเป็นสวนไม่ก็บ้านหลังใหญ่โตรั้วสูง มีลุงยืนรดน้ำพุ่มดอกเข็มหน้าบ้านหนึ่งคน
รถตู้สีเงินจอดตรงลานจอด นาธานส่งกุญแจให้ลุงที่ยืนรดน้ำเมื่อครู่ เขาขับรถออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำราวกับนัดแนะไว้ก่อน
รอบๆ โรงยิมและตัวบ้านไม่มีใครอยู่ แต่มีคนเปิดประตูจากห้องที่ดูเหมือนห้องรปภ.บวกออฟฟิศที่ตั้งอยู่มุมหนึ่ง...
หัวใจลัคนาเต้นแรงจนแทบทะลุจากอก น้ำตารื้น เธอก้าวขาออกไปข้างหนึ่ง ขณะที่คนคนนั้นเดินเข้ามาหาเธอช้าๆเท่าที่ไม้ค้ำของเขาจะอำนวย
“ไง”
ใบหน้าเบื่อโลกตามปกติของเขา ตอนนี้หยักยิ้มอ่อนโยน อัดแน่นด้วยความรู้สึกร้อยแปดพันเก้าที่คำพูดสื่อได้ไม่หมด
“ฮิ...บิคิ...”
เธอจำชื่อของเขาได้ จำใบหน้านั้นได้จำเสียงเขาได้
“อะไรเล่า ยัยบ๊อง ทำหน้าแบบนั้น...”
ลัคนาไม่ปล่อยให้เขาพูดจบประโยค เธอโผเข้าไปกอดจนเด็กหนุ่มเกือบล้มหงายเขาเกาะเธอแทนไม้ค้ำ ลูบหลังเธอเบาๆ
“โธ่เอ๊ย อยากเขกหัวเธอแรงๆ สักที คราวหน้าอย่าทำอะไรห่ามๆ อย่างเอาดาบแทงคอตัวเองต่อหน้าทุกคนจะได้ไหม?” เขาเอ็ดเสียงเบา ลัคนากะพริบตาปริบๆ เขาเลยรู้ว่าเธอจำตอนนั้นไม่ได้ “...ไม่เป็นไรหรอก...แค่เธอยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว...ดีจริงๆ...”
อรุโณทัยอมยิ้ม ฮิบิคิเล่าเสียงเบา
“เธอแลกชีวิตตัวเองกับซิลเวสเตอร์ หลังเธอไป...ฉัน...ฉันก็ฆ่าโฮเซ่...กับซุยเร็น...”เด็กหนุ่มกล่าวลอดไรฟัน แขนกอดรัดเธอไม่ยอมปล่อย “พวกนั้นก็ฆ่าหัวหน้าประกายมาศ...ฆ่าอึนริว...ทุกคนเข่นฆ่ากัน...แล้วหลังจากนั้นก็เหลือแต่ความว่างเปล่า ฉันไม่เหลืออะไรเลย...”
“ฉัน...จำไม่ได้ แต่...ขอโทษนะ ที่ทำให้เจ็บปวด...”
เกิดอะไรขึ้นมากมายเหลือเกิน
ในที่สุดฮิบิคิก็ปรับสีหน้าเป็นปกติและผละออก
“อย่าบอกนะว่าเธอสูงขึ้น?” ฮิบิคิพูดเหมือนไม่สบอารมณ์ทำให้ลัคนาหลุดหัวเราะ
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่? เกิดอะไรขึ้น...? ที่นี่คือ...?” เธอมีคำถามมากมายจนเรียบเรียงไม่ถูก
ฮิบิคิก้มทักทายอรุโณทัยแวบหนึ่งก่อนหันกลับมาหาเธอ เขาเองก็พูดไม่ออกเลยใช้แขนโอบร่างเด็กสาวเข้ากอดอีกครั้ง สัมผัสความอบอุ่น จมูกได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแต่เขาไม่สน...
มันเป็นการพบกันอีกครั้งที่รอคอยมาแสนนาน...
ลัคนาอาจจะลืมเขา แต่เขาเฝ้ารอพบกับเธอมาตลอดตั้งแต่รู้ว่าทุกคนในบาเรียยังมีชีวิตอยู่อีกโลก
“เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า” ไคล์บุ้ยไปทางประตูบ้านเล็กด้านหลัง ตรงนั้นมีชายวัยกลางคนมีสง่าราศีคนหนึ่งยืนอยู่ชายคนนั้น พอเห็นว่าลัคนาไม่มีทีท่าจะรู้จักตนก็น้ำตารื้น แต่ปากยังยิ้ม
“มากันแล้ว” เขาหักใจหันไปเรียกคนในบ้าน “แม่ รินคำมาแล้ว!”
“อะ อะไรนะ...?”
ทุกคนช็อกค้าง คนเดียวที่ไม่ตกใจคือฮิบิคิ เขาเบือนหน้าไม่ยอมสบดวงตาเต็มไปด้วยคำถามของลัคนาและคนที่เหลือ
“หมายความว่ายังไง?”
“...ก็ ไม่ได้หูฝาดหรอก” ฮิบิคิกล่าวเสียงเบา “เข้าไปในบ้านเถอะ เดี๋ยวจะได้ฟังทุกอย่าง...”