เกิดใหม่เป็นคุณชายขี้เมาสุดเจ๋ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 53 ดังกระหึ่ม

            เมื่อพูดถึงสำนักข่าวกรอง เซวียนเฉินฮั่นก็รู้สึกสนใจงานนี้เป็นอย่างมาก เมื่อก่อนเขายังมีโอกาสติดตามบิดาและท่านปู่เข้าไปในกองทัพ แต่ตอนนี้กองทัพของจวนอ๋องถูกส่งคืนให้ฝ่าบาทแล้ว ส่วนทหารสามหมื่นนายที่ยังเหลืออยู่ก็เป็นเพียงพลทหารที่มีฝีมือธรรมดา

            การที่ฝ่าบาทมอบทหารจำนวนสามหมื่นนายนี้มาให้ก็เพื่อจะให้ทหารกลุ่มนี้มาช่วยจวนอ๋องทำหน้าที่บุกเบิกพื้นที่ทำกินในเสียนโจว หากเสียนโจวมีผลผลิตและมีเศรษฐกิจที่ดี รายได้จากการจัดเก็บภาษีก็จะมากตามไปด้วย ท้องพระคลังหลวงที่เคยว่างเปล่าก็จะได้รับการเติมเต็ม เมื่อภายหน้ามีศึกสงครามหรือมีพิบัติภัยทางธรรมชาติเกิดขึ้น ราชสำนักจะได้มีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินต่อไป

            เซวียนอ๋องผู้เฒ่ากับเซวียนอ๋องที่เคยออกรบมาทั้งชีวิตไม่ได้รู้สึกเสียดายที่ต้องลดบทบาทจากกองทัพแนวหน้าอันทรงเกียรติมาปกครองพื้นที่ศักดินาพระราชทานเล็กๆ อย่างเสียนโจว พวกเขากลับรู้สึกดีใจที่ได้เกษียณจากภาระอันหนักอึ้งเสียที อีกทั้งตระกูลแม่ทัพที่มีความสามารถของแคว้นก็ยังมีอยู่อีกหลายตระกูล ขาดกองทัพของจวนอ๋องไปก็ไม่ทำให้ความมั่นคงของแคว้นลดน้อยลง

            แต่เซวียนเฉินฮั่นกลับรู้สึกเสียดาย เขายังเป็นคนหนุ่มเลือดร้อนที่รักการต่อสู้และท้าทาย เขาเติบโตมากับตระกูลแม่ทัพและชื่อเสียงที่ดีงามของบรรพบุรุษ เขาอยากแสดงความกล้าหาญเฉกเช่นที่บรรพบุรุษได้ทำมานานหลายชั่วอายุ ดังนั้นการจะให้เขากลับไปช่วยบิดาและท่านปู่ปกครองพื้นที่ศักดินาและใช้ชีวิตอย่างชืดชาไปวันๆ เป็นสิ่งที่เรารู้สึกอึดอัดมาตลอด เมื่อได้ยินว่าน้องเขยกำลังจะตั้งสำนักข่าวกรองลับขึ้น เขาก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที

            “ข้ามีคนที่เหมาะสมกับงานนี้อยู่คนหนึ่งขอรับ เขาเก่งทักษะการจู่โจม อำพรางตัว แทรกซึม หาข่าว ช่วยตัวประกัน รวมไปถึงการลอบสังหาร ทั้งยังมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการทำภารกิจ อย่างเช่น เครื่องดักฟัง กล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล และอาวุธปืน สิ่งของเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อออกไปปฏิบัติงานจริง อาจจะมีอุปกรณ์อื่นเพิ่มเข้ามาด้วย ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสถานที่ที่จะออกไปปฏิบัติภารกิจขอรับ” เซี่ยลี่หยางอธิบายหน้าที่ของสายลับคร่าวๆ

            “แล้วสหายของเจ้าเขาเป็นใคร? อาศัยอยู่ที่ไหน? เจ้าพาข้าไปรู้จักเขาวันนี้เลยไม่ได้หรือ?” เซวียนเฉินฮั่นถามอย่างใจร้อน เพราะสำนักข่าวกรองและสายลับที่เซี่ยลี่หยางพูดออกมาช่างน่าสนใจ ยังมีเครื่องดักฟัง กล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล อาวุธปืน สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้คืออะไร เขาอยากจะเห็นหน้าตาของมันเต็มทีแล้ว

            “สหายของข้าคนนี้มีนามว่าหุยเจียขอรับ แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกที่จะพาเขามาพบ ต้องให้เยว่เยว่รักษาอาการบาดเจ็บของเขาให้หายดีเสียก่อน เขาถึงจะมาพบท่านได้”

            “สหายของเจ้าผู้นี้เป็นชาวเปอร์เซียใช่หรือไม่?” เซวียนเฉินฮั่นถาม

            “ชาวเปอร์เซียหรือขอรับ? ข้าคิดว่าไม่น่าจะใช่” เซี่ยลี่หยางนึกไปถึงรูปลักษณ์ของหุยเจีย นอกจากตาสองชั้นกลมโตและผมดำขลับแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณและสำเนียงการพูดก็ไม่ได้มีส่วนใดบ่งบอกว่าหุยเกอกับหุยเจียเป็นชาวเปอร์เซียเลยแม้แต่น้อย

            “ในแคว้นของเรามีน้อยคนนักที่จะใช้แซ่หุย ถ้าหากเขาไม่ใช่ชาวเปอร์เซีย เช่นนั้นครอบครัวของเขาก็คงเป็นคนงานที่อาศัยอยู่บนเรือบรรทุกสินค้ากระมัง”

            “บิดามารดาของอาเจียเป็นคนงานบนเรือบรรทุกสินค้าจริงขอรับ แต่เวลานี้อาเจียเหลือเพียงพี่ชายฝาแฝดแค่คนเดียว เพราะบิดามารดาของเขาเสียชีวิตไปหมดแล้ว” เซี่ยลี่หยางอธิบาย

            “เจ้าจะโกหกท่านปู่หรือโกหกใครก็ได้ แต่เจ้าโกหกข้าไม่ได้หรอก เพราะข้าแอบขึ้นไปบนเรือบรรทุกสินค้าของชาวเปอร์เซียและชาวตะวันตกมาหลายครั้ง แต่สิ่งประดิษฐ์ที่เจ้าพูดมาข้ากลับไม่เคยเห็น แล้วยังสหายแซ่หุยของเจ้าอีก ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่รู้จักพวกเขา มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จักเจ้าของร้านรถถีบลมกรดบ้างเล่า” เซวียนเฉินฮั่นยักคิ้ว “แต่ข้าจะไม่ถามความสัมพันธ์ของเจ้ากับสองพี่น้องแซ่หุยนั่นหรอกนะ มีใครบ้างที่ไม่มีความลับ ข้าพูดถูกไหม”

            “พี่ใหญ่ ท่านเหมาะที่จะทำงานเป็นสายลับในหน่วยข่าวกรองของเรามากขอรับ” เซี่ยลี่หยางยกนิ้วโป้งชื่นชม

            “เก็บคำชมของเจ้าไว้เถอะ ข้าสัญญาว่าข้าจะเก็บความลับของเจ้าไว้จนตัวตาย ขอแค่เจ้าอย่าเอาของวิเศษออกมาใช้ในทางที่ผิดก็พอ” เซวียนเฉินฮั่นเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่หันมาสบตากัน ต่อไปพวกเขาคงต้องเอาของจากมิติออกมาใช้อย่างระมัดระวังเสียแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกกังวล เวลานี้แคว้นต้าเยี่ยนเริ่มมีการออกเรือบรรทุกสินค้าไปยังดินแดนต่างๆ มากขึ้นแล้ว ตอนที่พวกเขาเดินเที่ยวรอบเมืองหลวง นอกจากชาวเปอร์เซียแล้ว ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้แต่ชาวตะวันตกตาสีฟ้าก็เริ่มมีมาให้เห็นบ้างแล้ว

            หากมีคนถามที่มาที่ไปของสินค้าที่เขานำออกมาขาย เขาก็แค่อ้างว่าติดต่อขอซื้อมาจากพ่อค้าต่างแดนก็สิ้นเรื่อง จะมีสักกี่คนกันที่กล้าบุกขึ้นไปสำรวจสินค้าบนเรือของผู้อื่น เอ่อ...ยกเว้นพี่ใหญ่เฉินฮั่นของพวกเขาเอาไว้สักคนก็แล้วกัน รายนั้นไม่รู้จะเรียกว่ากล้าหาญหรืออยากรู้อยากเห็นจนเกินไปกันแน่

     

            เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ออกจากจวนอ๋องหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ จากนั้นพวกเขาก็ไปที่ร้านรถถีบลมกรดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่ขาให้กับหุยเจีย เมื่อตรวจอาการอย่างละเอียดก็พบว่ากระดูกขาของหุยเจียหัก ยังดีที่ไม่ต้องผ่าตัด เพียงแค่เข้าเฝือกไว้ประมาณสองถึงสามเดือน ขาของหุยเจียก็จะกลับมาเดินได้เป็นปกติอีกครั้ง จากนั้นสองสามีภรรยาก็เดินทางไปบ้านสวนชานเมืองทันที

            ณ บ้านสวนชานเมือง 

            เซวียนเฉินฮั่นยื่นป้ายประจำตัวให้คนเฝ้าประตู

            “คารวะซื่อจื่อขอรับ ขออภัยที่ข้าต้องให้ท่านยืนยันตัวตนก่อน” คนเฝ้าประตูก้มหน้าพูดเสียงเบาเพราะกลัวจะมีคนซุ่มอ่านปาก “ไม่กี่วันก่อนมีคนจากหน่วยพิทักษ์เมืองหลวงเข้ามาขอตรวจค้นพื้นที่ เพราะมีคนไปแจ้งว่ามีทหารปลดประจำการออกรีดไถและทำร้ายชาวบ้าน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นสงสัยว่าจะเป็นพวกเราขอรับ”

            “เจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้ทำร้ายพวกเจ้าหรือไม่?”

            “พวกเขาไม่ได้ทำร้ายเราขอรับ แต่พวกเขาทำลายพืชผลทางการเกษตรของเราเสียหายจนหมด” คนเฝ้าประตูกัดฟันกลั้นน้ำตา “หลายปีมานี้พวกเราอยู่อย่างอดทนมาตลอด เป็นเพราะเราไม่อยากทำให้จวนเซวียนอ๋องต้องเดือดร้อน แต่คนเหล่านั้นกลับถือโอกาสย่ำยีและหยามเกียรติเราเพราะพวกเขาหาว่าเราเป็นทหารแพ้สงครามที่ไร้สังกัดและไร้เจ้านายให้พึ่งพิง พวกเขาจะกลั่นแกล้งเราอย่างไรก็ไม่มีใครมาสนใจ แต่ความจริงปรากฏออกมาแล้วไม่ใช่หรือขอรับว่าที่กองทัพตระกูลเสิ่นเราแพ้สงครามเพราะฝีมือของตระกูลเหยา เหตุใดพวกเขาถึงยังใช้ข้ออ้างนี้มาทำร้ายเราอีก พวกเราไม่อยากทนอีกต่อไปแล้วขอรับ”

            เซวียนเฉินฮั่นสีหน้าเคร่งเครียด “เข้าไปคุยกันด้านในเถอะ”

            ‘ซื่อจื่อ เราจะไม่ทนรับความอัปยศนี้ต่อไปแล้ว กองทัพตระกูลเสิ่นไม่เคยทำผิดต่อแผ่นดิน ที่เราแพ้สงครามเป็นเพราะแผนการต่ำช้าของคนชั่วตระกูลเหยา ต่อจากนี้เราจะไม่ยอมให้ใครมาหยามเกียรติเราได้อีกแล้ว’

            ‘องครักษ์พิทักษ์เมืองหลวงทำงานไม่ได้เรื่องเอง แต่เขากลับจะให้เราเป็นแพะรับบาป เหตุการณ์ที่มีทหารปลดประจำการออกรีดไถเงินชาวบ้านไม่เกี่ยวกับเรา เรื่องเลวทรามเช่นนี้เราไม่เคยทำ’

            ‘พี่น้องของเราเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องแคว้น แต่เวลานี้กลับไม่มีใครเห็นถึงความดีที่เราทำ พวกเขาอยากจะขังให้เราตายอยู่ที่นี่ แม้แต่ผลผลิตที่เป็นเสบียงเพื่อต่ออายุให้เรา พวกเขายังมาทำลายมันไปจนหมด ซื่อจื่อขอรับ...เรารู้ว่าถ้าเราตอบโต้คนจากหน่วยองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวง ย่อมส่งผลกระทบต่อจวนเซวียนอ๋อง แต่เราไม่อยากทนอีกต่อไปแล้ว หากคนจากหน่วยองรักษ์พิทักษ์เมืองหลวงกลับมาคราวหน้า พวกเราจะขอสู้ตายกับเขา’

            เสียงอดีตทหารจากกองทัพตระกูลเสิ่นตะโกนอย่างเจ็บแค้น พวกเขาต้องแบกรับกับคำว่าทหารแพ้สงครามมาเป็นสิบปี กว่าความจริงทั้งหมดจะปรากฏ ท่านแม่ทัพเสิ่นอันเป็นที่เคารพรักของพวกเขา รวมถึงเจ้านายคนอื่นหากไม่ตายก็หายสาบสูญไปจนหมด พวกเขาไม่มีร่มไม้ใหญ่ให้พักพิง แต่ความภักดีของพวกเขากลับไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย พวกเขายอมให้คนเลวเหยียบย่ำเพื่อหวังว่าจะมีทายาทของท่านแม่ทัพเสิ่นมาปรากฏตัวขึ้นในสักวัน แต่เวลานี้พวกเขาทนไม่ไหวแล้ว หากพวกเขาไม่ลุกขึ้นมาสู้บ้าง พวกเขาก็ต้องตาย ทหารอย่างพวกเขาไม่ได้กลัวความตาย แต่ยอมรับไม่ได้หากจะต้องมาตายด้วยมือคนชั่วอย่างไร้เกียรติ

            “พวกเจ้าลุกขึ้นก่อนเถิด ข้าเข้าใจในความคับแค้นใจของพวกเจ้า วันนี้ข้าพาคนที่พวกเจ้ารอคอยกลับมาแล้ว” เซวียนเฉินฮั่นหันไปแนะนำ “นี่คือคุณชายเซี่ยลี่หยาง เขาเป็นบุตรชายของท่านอาหญิงหงหนิง และคุณหนูท่านนี้คือภรรยาของเขา คุณหนูหลี่เหิงเยว่”

            ชายฉกรรจ์ทั้งสามพันคนต่างตกตะลึงและดีใจจนพูดไม่ออก ในที่สุดวันที่พวกเรารอคอยก็มาถึงเสียที ท่านแม่ทัพยังมีทายาทหลงเหลืออยู่จริงๆ คนดีย่อมไม่ไร้ทายาท หมายความว่าพวกเขายังมีเจ้านาย พวกเขาไม่ใช่คนไม่มีสังกัดอีกต่อไปแล้ว

            “พวกเราทหารกองทัพตระกูลเสิ่น ขอคารวะคุณชายลี่หยาง คารวะคุณหนูเหิงเยว่ขอรับ!” 

            เสียงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่รับรู้ถึงความฮึกเหิมและความปีติยินดีในน้ำเสียงนั้นได้ในทันที

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณชายขี้เมาสุดเจ๋ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน