โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 82 โศกนาฏกรรม(1)

    “ดูเหมือนพวกเราใกล้จะได้เจอกับสิ่งที่ระบุไว้ในแผนที่แล้ว”

    ชายคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นท่ามกลางสหายร่วมเดินทาง พวกเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักผจญภัยที่รับจ้างในนามของประเทศระดับเจ็ดประเทศหนึ่ง เพื่อที่จะเข้ามาสำรวจในดินแดนแห่งนี้ กลุ่มของพวกเขามีทั้งหมด 8 คน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคลาสนักดาบทั้งสิ้น อาจจะเรียกได้ว่ากลุ่มพวกเขาเป็นกลุ่มใจรักในดาบก็เป็นได้

    ในกลุ่มนั้นยังมีหญิงสาวถึงสามคนเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเผ่าพันธุ์ภูตแห่งพงไพรที่หาได้ยาก พวกเขาจะมีผมสีทองและผิวสีขาวที่เหมือนกับผิวของเด็กทารกพึ่งกำเนิด พร้อมกับดวงตาสีฟ้าที่ส่องประกาย พวกเขานับว่ามีวิญญาณที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงเพียงแค่มองที่ภายนอกก็รู้ได้

    “ข้ารู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่เข้ามาที่นี่แล้ว ข้ารู้สึกเหมือนกับตัวเองอยู่ในอันตรายตลอดเวลา ข้าว่าเราควรจะเฝ้าระวังมากกว่านี้แม้แต่ตอนกลางคืนก็ด้วย…”

    ลูกครึ่งเผ่าพันธุ์ภูตแห่งพงไพรได้กล่าวขึ้น เธอนั้นนับว่าเป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่งทีเดียว นั่นทำให้ชายคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่สนใจเธอ อย่างไรก็ตามมันก็น่าเสียดายเพราะเธอนั้นเหมือนจะมีคู่ครองแล้ว และคนคนนั้นก็คือหัวหน้ากลุ่มของนักผจญภัยกลุ่มนี้

    “เมลตี้ เธอกลัวเกินไปหรือเปล่า พวกเราอยู่ที่นี่มาสี่วันแต่ยังไม่เจอสิ่งผิดปกติอะไรเลยนอกจากพวกมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งกว่าปกตินิดหน่อย”

    หนึ่งในสมาชิกกลุ่มกล่าว เขาเป็นชายร่างใหญ่ที่ใช้ดาบที่ใหญ่กว่าคนอื่นในกลุ่ม เขามีชื่อว่าเดมิทัชเป็นนักดาบที่มุ่งแสวงหาแต่ความแข็งแกร่งเรื่องกำลังกายและวิชาดาบที่เน้นกำลังกาย เมื่อเดมิทัชกล่าวเช่นนั้นออกมาคนอื่นๆ ในกลุ่มเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของเขา

    “เมลตี้พวกเราเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งดังนั้นต่อให้เจอกับศัตรูที่จำนวนเยอะหรือแข็งแกร่งยังไงพวกเราก็ยังหนีได้ ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

    “เข้าใจแล้ว เลโอ”

    เมลตี้มองอีกฝ่ายอย่างเชื่อใจและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก เมื่อเห็นเช่นนั้นทุกคนคงสามารถเดาออกอย่างง่ายดายว่าทั้งสองนั้นคบหาดูใจกันอยู่

    “จะหวานกันอีกนานไหม ข้าเห็นแล้วอยากจะอ้วก”

    “ฮ่าๆๆๆๆๆ”

    ทั้งกลุ่มนั้นมีการพูดจาหยอกล้อกันอยู่นานจนในที่สุดก็สงบลงด้วยสัญญาณมือของเลโอซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่เชื่อใจเขาให้เป็นผู้นำในกลุ่มนี้ ไม่ใช่เพราะทักษะดาบเขาดีกว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะความเชื่อใจว่าชายหนุ่มคนนี้นั้นจะนำพาพวกเขาไปในทางที่ถูกต้อง

    เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างสงบลงแล้วเลโอก็ส่ายหัวพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะมองไปที่เมลตี้จากนั้นก็หันกลับไปมองทุกคนในทีมที่จ้องมองเข้าอยู่เป็นตาเดียว

    เลโอกางกระดาษซึ่งดูเหมือนจะเป็นแผนที่บางอย่างที่เก่าแก่และมันถูกวาดเอาไว้นานแล้ว มันเป็นแผนที่เดินเรือซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันอย่างมากกับที่เซนเคยพบบนเรือล้างที่อยู่กลางทะเลทราย

    “จากแผนที่เดินเรือนี้ ข้าเชื่อว่าพวกเราคงเหลืออีกไม่ไกลก็จะถึงสถานที่ ที่เป็นจุดมาร์คในแผนที่นี้แล้ว เมื่อพวกเราถึงที่นั่นเราจะต้องเจอกับสมบัติ และแน่นอนพวกเราจะร่ำรวย ทุกคนจะต้องแบ่งส่วนแบ่งเท่ากัน ไม่มีใครได้มากกว่าใคร ข้าเชื่อใจพวกเจ้าทุกคน ดังนั้นอย่าทำให้ข้าผิดหวัง…”

    เมื่อเลโอกล่าวจบสมาชิกในทีมคนอื่นๆ ก็พยักหน้า พวกเขานั้นล้วนเป็นสหายกันแน่นอนว่าไม่มีทางขัดแย้งกันด้วยผลประโยชน์แน่นอน แม้ว่าพวกเขานั้นจะโลภมาก แต่ในความเป็นจริงนั้นจิตใจของมนุษย์น่ากลัวกว่าใครๆ ในกลุ่มนั้นจะสามารถจินตนาการได้

    ทั้งกลุ่มยังคงเดินทางกันอีกเป็นเวลากว่าสองวันแน่นอนว่าพวกเขาล้วนแล้วแต่ต้องเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา ดังนั้นทั้งกลุ่มจึงจำเป็นต้องหยุดพัก ตลอดเส้นทางนั้นราบรื่นไม่มีการปรากฏตัวขึ้นของพวกมอนสเตอร์เลยนั่นยิ่งทำให้เมลตี้ที่มีสัมผัสอันตรายที่แตกต่างจากมนุษย์เนื่องจากเธอเป็นภูตแห่งพงไพรครึ่งนึง อย่างไรก็ตามคำเตือนของเธอเมื่ออยู่ต่อหน้าความละโมบของทั้งกลุ่มมันก็เหมือนจะไร้ค่า

    และในที่สุดพวกเขาที่เดินทางกันมานานก็ได้พบกับสิ่งปลูกสร้างบางอย่างที่ถูกระบุไว้บนแผนที่ อย่างไรก็ตามมันยังไม่ถึงจุดเป้าหมายแต่ก็นับว่าอยู่ไม่ไกลแล้ว สิ่งปลูกสร้างนั้นเหมือนกับจะเป็นมหานครบางอย่างที่ถูกฝังเอาไว้ใต้ทราย แต่มีเสาและหลังคาโผล่มาให้พวกเขาเห็น

    ในขณะที่ทั้งกลุ่มนั้นกำลังตื่นเต้นกับการค้นพบอันยิ่งใหญ่นี้ กลุ่มชายประหลาดสองคนก็ได้ปรากฏตัวขึ้นภายในสายตาของพวกเขา ทั้งสองนั้นเดินเข้ามาใกล้พวกเขาจนในที่สุดทั้งกลุ่มก็สามารถสังเกตเห็นอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

    ชายหนึ่งมีร่างกายที่ใหญ่โต เขาแต่งชุดคลุมเหมือนกับพวกนักบวชอย่างไรก็ตามชุดนักบวชของเขากลับเป็นสีดำ ในมือของเขายังถือพระคัมภีร์ของศาสนาเอาไว้ แต่คัมภีร์กลับไม่เหมือนคัมภีร์ปกติมันส่งกลิ่นคาวเลือดออกมา แม้ว่ากลุ่มของพวกเขาจะยื่นกันอยู่ไกลแต่ก็ยังสามารถได้กลิ่นได้ ชายคนนี้ยังมีผิวซีดและดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา หากมองเพียงผิวเผินเขาอาจจะดูเป็นคนดี แต่คนดีที่ไหนกันจะมีกลิ่นคาวเลือดอยู่เต็มตัวในขณะที่เดินทางในทะเลทราย

    คนที่สองนั้นเป็นชายร่างเตี้ยขนาดร่างกายของเขานั้นเล็กกว่ามนุษย์ปกติเสียอีก มันผอมแห้งอย่างมากผิวหนังของเขาเป็นสีดำผิดมนุษย์ และเดินหลังงอตลอดเวลา มือของเขาข้างหนึ่งถือเคียวขนาดเล็กเอาไว้ตลอดเวลา และที่ทำให้เขาดูโดดเด่นก็คือหมวกเล็กๆ สีแดงที่อยู่บนหัว

    “เดินทางมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้พบมนุษย์เสียที…ข้าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

    ชายร่างเตี้ยถือเคียวสีแดงได้กล่าวขึ้นในขณะที่ใช้ลิ้นยาวๆ ของตนเองนั้นเลียริมฝีปากอย่างน่าเกลียด ในขณะเดียวกันชายที่ดูเหมือนนักบุญนั้นก็พนมมือขึ้นพร้อมกับขยับปากพึมพำบางอย่าง

    “กริมอายข้าบอกกี่ครั้งแล้ว พวกเราไม่มีการสวดภาวนากัน ดูเหมือนเจ้าจะติดนิสัยเสียของพวกมนุษย์มานะ…”

    ชายผู้สวมหมวกแดงกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่หงุดหงิด อย่างไรก็ตามชายร่างใหญ่คนนั้นที่ถูกเรียกด้วยชื่อกริมอายรีบสวนกลับทันที

    “เรดแฮ็ท ตัวข้าพเจ้ามิได้ภาวนาให้กับพระเจ้าของมนุษย์ แต่กำลังสวดภาวนาให้กับองค์เหนือหัวของพวกเรา…”

    “จะแบบไหนก็เหมือนกันนั่นแหละข้าเห็นแล้วหงุดหงิด…”

    เรดแฮ็ทกล่าวโต้แย้งออกมาดูเหมือนทั้งสองนั้นจะไม่ค่อยถูกกัน กลุ่มของนักผจญภัยเมื่อเห็นทั้งสองกำลังเดินใกล้เข้ามาพวกเขาต่างชักดาบออกมาเตรียมพร้อมจะต่อสู้ทันที อย่างไรก็ตามเลโอนั้นพยายามจะหลีกเลี่ยงปัญหา ดังนั้นเขาจึงก้าวเข้ามาหาทั้งสองพร้อมกับกล่าวเจรจา

    “ทั้งสองท่าน หากเป็นไปได้พวกเราไม่อยากจะปะทะกับพวกท่าน ดังนั้นขอให้พวกเราผ่านไปทางใครทางมันตกลงหรือไม่?”

    “พวกเราเยอะกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำไมต้องไปเจรจากับพวกมันด้วย แทนที่จะปล่อยให้พวกมันผ่านไปเฉยๆ สู้ปล้นพวกมันไม่ดีกว่าเหรอ?”

    เดมิทัชได้กล่าวขึ้นพร้อมกับยกดาบใหญ่ขึ้นก่อนที่จะฟาดมันลงพื้นทรายจนเกิดเป็นคลื่นขนาดยักษ์ที่น่ากลัว

    “ตูม!”

    เรดแฮ็ทมองดูการกระทำด้วยสีหน้าโง่งมนั่นทำให้พวกนักผจญภัยต่างหัวเราะออกมา เพราะคิดว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังหวาดกลัวพวกเขา

    อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเรดแฮ็ทก็ได้กล่าวบางอย่างขึ้น ซึ่งเหมือนกับส่งระเบิดลูกใหญ่ลงใจกลางกลุ่มของพวกนักผจญภัย

    “ข้าให้เวลาพวกเจ้ายี่สิบวินาที ให้พวกเจ้าวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด หากหมดเวลาแล้วข้าจะตามล่าพวกเจ้า…เอาเถอะเกมวิ่งไล่จับเองก็ไม่เลว…ใช่ไหมกริมอาย?”

    กริมอายพยักหน้าพร้อมกับเปิดคัมภีร์ของเขาทำให้ผู้คนต่างเห็นข้อความในคัมภีร์ซึ่งมันถูกเขียนด้วยเลือดทั้งหมด ก่อนที่กริมอายจะปิดคัมภีร์ลงพร้อมกับพึมพำบางอย่างก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า

    “การจะฆ่าพวกเขาเลยก็ดูจะง่ายดายเกินไป ข้าพเจ้าคิดว่ามันอาจจะเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาได้บ้าง หากเล่นไล่จับ”