เมื่อหลินเฟิงอุ้มจางเสี่ยวมานพุ่งพรวดออกมาข้างนอก บนถนนก็เต็มไปด้วยบรรดาฝูงชนที่นั่งกินแตงโมมามุงดูเหตุการณ์
หลายคนล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายคลิปไปที่ภัตตาคารซุ่ยเซียวโหลว และก็มีอีกหลายคนที่กำลังโทรศัพท์แจ้งเหตุไฟไหม้
หลินเฟิงอุ้มจางเสี่ยวมานไปที่ข้างแปลงดอกไม้ฝั่งตรงข้ามถนน จากนั้นก็ค่อย ๆ วางเธอลงอย่างทะนุถนอม และให้เธอนั่งลงบนขอบแปลงดอกไม้
"เท้าข้างไหนเจ็บ?" หลินเฟิงย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้าจางเสี่ยวมานแล้วถามขึ้น
"ซี๊ด! เท้าซ้ายค่ะ เจ็บมากเลย!" จางเสี่ยวมานสูดปากด้วยความเ็ป
หลินเฟิงไม่ได้ถามความเห็นของจางเสี่ยวมานเลยสักนิด เขาถอดรองเท้าส้นสูงที่เท้าซ้ายของเธอออกทันที จากนั้นก็เริ่มตรวจดูอาการาเ็ของเธอ
ตลอดกระบวนการนั้น จางเสี่ยวมานเอาแต่หน้าแดงก่ำอยู่ตลอดเวลา แถมยังก้มหน้างุดจนคางชิดอก ไม่กล้าสบตาหลินเฟิงเลย
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลินเฟิงก็พ่นลมหายใจออกมาแล้วพูดว่า "แค่ข้อเท้าแพลงนิดหน่อยเท่านั้นแหละ นั่งพักอยู่ตรงนี้สักพักก็น่าจะหายแล้วล่ะ"
"จริงเหรอคะ?" จางเสี่ยวมานถามด้วยความสงสัย
"เท้าไม่บวม ปัญหาคงไม่ใหญ่โตอะไร ถ้าเธอไม่วางใจล่ะก็ เดี๋ยวฉันพาไปให้หมอตรวจที่โรงพยาบาลเอาไหม?" หลินเฟิงถาม
"ช่างเถอะค่ะ ขอพักสักหน่อยก่อน รอดูอาการแล้วค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน" จางเสี่ยวมานตอบ
หลังจากตรวจดูอาการของจางเสี่ยวมานเสร็จ หลินเฟิงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขารีบลุกขึ้นยืนทันที จากนั้นก็สอดส่ายสายตามองหาร่างของผู้หญิงขับเฟอร์รารี่คนนั้นไปรอบ ๆ
ตามหลักเหตุผลแล้ว ภัตตาคารซุ่ยเซียวโหลวเกิดไฟไหม้ คนข้างในก็น่าจะรีบวิ่งหนีตายกันออกมาหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?
แต่หลินเฟิงมองซ้ายมองขวายังไง ก็หาผู้หญิงขับเฟอร์รารี่คนนั้นไม่เจอ หรือว่าผู้หญิงคนนั้นยังไม่ได้หนีออกมากันแน่?
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินเฟิงก็เงยหน้ามองไปที่ภัตตาคารซุ่ยเซียวโหลวฝั่งตรงข้ามถนน เห็นเพียงตึกทั้งหลังกำลังมีควันไฟโขมงพวยพุ่งออกมา โถงใหญ่ชั้นหนึ่งถูกเปลวเพลิงกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว แถมไฟยังลุกลามขึ้นไปยังชั้นสองอย่างรวดเร็ว!
"ดูนั่นสิ! มีคนติดอยู่บนชั้นสอง!"
"หา? ทำไมถึงยังมีคนหนีออกมาไม่ทันอีกล่ะ?"
"แย่แล้ว ชั้นสองมีเหล็กดัดกันขโมยติดอยู่ทุกหน้าต่าง คนข้างบนะโลงมาไม่ได้แน่ ๆ "
"รถดับเพลิงมาหรือยัง?"
"กำลังมา!"
...
จู่ ๆ ในฝูงชนก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น หลินเฟิงมองตามทิศทางที่พวกเขากำลังชี้ไป และก็เห็นเงาของคนคนหนึ่งอยู่ที่หน้าต่างบานหนึ่งบนชั้นสองจริง ๆ
เดิมทีหลินเฟิงยังไม่แน่ใจว่าคนคนนั้นคือใครกันแน่? แต่แสงสีเงินนวลตาที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่ายเป็ตัวบอกเขาว่า คนคนนั้นก็คือผู้หญิงขับเฟอร์รารี่คนนั้นนั่นเอง!
เวรเอ๊ย! ทำไมเธอถึงยังอยู่บนนั้นล่ะ? ทำไมถึงไม่หนีออกมา? อยากถูกไฟคลอกตายทั้งเป็หรือไง?
ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าคนตายไปแล้ว หีบสมบัติที่เกาะติดอยู่บนตัวจะหายไปด้วยไหม? ถ้าเกิดมันหายไปขึ้นมา การลงแรงของเขาที่ผ่านมาก็สูญเปล่าเลยน่ะสิ?
สีหน้าของหลินเฟิงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความลังเล ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็กัดฟันกรอดอีกครั้ง แล้วพุ่งตัววิ่งตรงไปยังภัตตาคารซุ่ยเซียวโหลวอย่างรวดเร็ว
"หลินเฟิง คุณจะไปไหน?" จางเสี่ยวมานที่อยู่ด้านหลังะโเรียกด้วยความร้อนรน
"เธอนั่งอยู่ตรงนั้นห้ามขยับไปไหน เดี๋ยวฉันมา!" หลินเฟิงโบกมือโดยไม่หันกลับไปมอง จากนั้นก็พุ่งฝ่าเข้าไปในกองเพลิงท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของฝูงชน
ฟู่!
เปรี๊ยะ ๆ
เสียงเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ดังสนั่นอยู่ข้างหู ในระยะสายตานอกจากแสงไฟที่สว่างจ้าจนแสบตาแล้ว ก็มีแต่ควันไฟหนาทึบเต็มไปหมด
ทันทีที่หลินเฟิงพุ่งเข้าไปในภัตตาคารซุ่ยเซียวโหลว เสื้อผ้าและเส้นผมของเขาก็ติดไฟลุกพรึบ เขารีบถอดเสื้อเชิ้ตออกแล้วตบไฟที่ลุกไหม้บนเสื้อจนดับ จากนั้นก็ใช้เสื้อที่พังยับเยินตัวนั้นตบดับไฟบนเส้นผมของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ทัศนวิสัยรอบด้านย่ำแย่มาก หลินเฟิงทำได้เพียงอาศัยความทรงจำ คลำทางเดินตรงไปยังทิศทางของบันได
เปลวไฟอันร้อนระอุแผดเผาลงบนิั ส่งผ่านความรู้สึกเ็ปแสบร้อนมาเป็ระลอก ๆ แต่หลินเฟิงก็ยังพอทนไหว เพราะยังไงซะร่างกายของผู้วิวัฒนาการก็ไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น
แต่ควันไฟรอบ ๆ ตัวมันหนาทึบมากจริง ๆ ถึงแม้หลินเฟิงจะใช้มือปิดปากปิดจมูกเอาไว้แล้ว แต่ในหัวก็ยังรู้สึกวิงเวียนอย่างรุนแรง
ต้องรีบแล้ว! ต้องพุ่งขึ้นไปชั้นบนด้วยความเร็วที่สุด!
โครม!
ตอนที่หลินเฟิงคลำทางมาจนถึงข้างบันไดได้อย่างยากลำบาก จู่ ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นข้างหู บันไดที่ทำจากไม้พังครืนลงมาเสียแล้ว!
บ้าเอ๊ย! ทำไมถึงไม่สร้างบันไดด้วยปูนซีเมนต์ ดันมาใช้ไม้มาทำบันไดสไตล์เรโทรแบบนี้ทำไมเนี่ย?
หลินเฟิงด่ากราดญาติพี่น้องของเถ้าแก่ภัตตาคารแห่งนี้ไปชุดใหญ่ในใจ จากนั้นเขาก็รีบถอยกรูดไปด้านหลัง
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว... หลินเฟิงถอยร่นออกไปไกลถึงเจ็ดแปดก้าวรวดเดียว จากนั้นเขาก็เร่งความเร็วแล้วพุ่งตัวทะยานไปข้างหน้าอย่างสุดแรง!
"ฮึบ!" เมื่อวิ่งมาถึงใต้บันได หลินเฟิงก็ย่อเข่าลง แล้วออกแรงะโขึ้นไป้า ร่างทั้งร่างของเขาลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศทันที
ตุบ!
หลินเฟิงพุ่งทะลุกลุ่มควันอันหนาทึบขึ้นไปยืนหยัดอยู่บนชั้นสองได้อย่างมั่นคง การะโครั้งนี้ ทำให้เขาทำลายสถิติะโสูงของกีฬาโอลิมปิกไปได้สบาย ๆ เลยทีเดียว!
เปรี๊ยะ ๆ
ลูกไฟกลุ่มหนึ่งแลบออกมาจากราวบันได มันจุดไฟลุกพรึบที่กางเกงของหลินเฟิงในชั่วพริบตา เขาไม่ลังเลเลยที่จะยื่นมือทั้งสองข้างออกไปบีบดับเปลวไฟอย่างบ้าบิ่น จากนั้นก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในโถงทางเดินชั้นสองทันที
ห้องส่วนตัว 201, ห้องส่วนตัว 202, ห้องส่วนตัว 203...
เมื่อหลินเฟิงวิ่งมาถึงหน้าห้องส่วนตัว 208 เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าประตูห้องนี้ผลักยังไงก็ผลักไม่ออก เห็นได้ชัดว่ามันถูกใครบางคนล็อกเอาไว้จากด้านใน!
หลินเฟิงจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายกขาขวาขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วถีบโครมเข้าใส่บานประตูอย่างเต็มแรง
ถูกต้องแล้ว! กระบวนท่านี้เป็ท่าที่เขาเรียนรู้มาจากตำรวจหญิงฉู่อิ๋งอิ๋งนั่นเอง ตอนที่ฉู่อิ๋งอิ๋งถีบประตูห้องของโจวเหล่ย เธอก็ใช้กระบวนท่านี้แหละ หลินเฟิงถึงกับตั้งชื่อให้กับกระบวนท่านี้ว่า 'ลูกเตะอิ๋งอิ๋ง' เสียด้วยซ้ำ
ปัง!
ได้ยินเพียงเสียงดังทึบ ๆ ประตูที่ถูกล็อคแ่าก็ถูกถีบจนเปิดออก และสภาพการณ์ภายในห้องก็ปรากฏสู่สายตาของหลินเฟิงในทันที
ภายในห้องส่วนตัวขนาดไม่ใหญ่มากนักมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารและสุราเลิศรสมากมาย เก้าอี้ถูกจัดวางล้อมรอบโต๊ะอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย สภาพภายในห้องดูราวกับว่าไม่ได้ผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายใด ๆ มาก่อนเลย
เื่พวกนี้ไม่สำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญก็คือ ภายในห้องดันมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่างด้วย! และตอนที่หลินเฟิงพังประตูเข้ามา อีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ!
บนใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นมีเพียงร่องรอยของความประหลาดใจพาดผ่านเพียงวูบเดียวเท่านั้น โดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย!
ไฟลามมาถึงลนก้นขนาดนี้แล้ว อีกฝ่ายยังแสดงท่าทีสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ หลินเฟิงอดไม่ได้ที่จะนับถือในความใจเด็ดของเธอจริง ๆ
"คุณเป็ใคร?" ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบใจเย็นสุด ๆ
"ก็เป็คนที่มาช่วยเธอน่ะสิ!" หลินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก เขารีบวิ่งตรงเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้น ตอนที่เดินผ่านโต๊ะอาหาร เขาก็คว้าเก้าอี้ติดมือมาด้วยตัวหนึ่ง
"คุณจะทำอะไรน่ะ?" หลินเฟิงที่เปลือยท่อนบนวิ่งพุ่งเข้ามาด้วยท่าทางดุดัน ในที่สุดภาพฉากนี้ก็ทำให้ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นเผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนกออกมาได้เสียที
บ้าเอ๊ย! นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน? ที่แท้ก็เก๊กไปงั้นเองนี่หว่า!
หลินเฟิงไม่ได้สนใจอีกฝ่าย เขาง้างเก้าอี้ในมือขึ้น แล้วฟาดโครมเข้าใส่หน้าต่างบานที่อยู่ด้านหลังของหญิงสาวอย่างจัง
เพล้ง!
โครม!
กระจกหน้าต่างถูกทุบจนแตกกระจายเกลื่อนกลาด หลังจากที่หลินเฟิงจัดการกวาดเศษกระจกที่คาอยู่ตรงขอบหน้าต่างออกจนหมด เขาก็โยนเก้าอี้ในมือทิ้งทันที จากนั้นก็เอื้อมมือออกไปงัดเหล็กดัดกันขโมยที่อยู่ด้านนอก
"เปล่าประโยชน์น่า เหล็กดัดแบบนี้มีเหล็กเส้นเสริมอยู่ข้างใน คุณคนเดียวไม่มีทางงัดมันออกหรอก" ผู้หญิงคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ หลินเฟิง พร้อมกับเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "พวกเรารอความช่วยเหลือดีกว่าค่ะ!"
"เธอไม่กลัวตายหรือไง?" หลินเฟิงหันขวับกลับมามองผู้หญิงคนนี้ด้วยความประหลาดใจ
แววตาของผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะสั่นไหวเล็กน้อย เธอหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ แล้วพูดว่า "กลัวสิ! ทำไมจะไม่กลัวล่ะ!"
"ในเมื่อกลัวตาย งั้นก็เลิกพูดมากได้แล้ว!" หลินเฟิงกลอกตามองบน จากนั้นก็รีบปีนขึ้นไปบนหน้าต่าง
"คุณจะทำอะไรน่ะ?" ผู้หญิงคนนั้นมองหลินเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลินเฟิงหันกลับมาฉีกยิ้มแปลก ๆ ให้กับเธอ จากนั้นเขาก็ยื่นขาข้างหนึ่งออกไป แล้วถีบเข้าใส่เหล็กดัดกันขโมยบานนั้นอย่างเต็มเหนี่ยว
ปัง!
เสียงดังกัมปนาทตามมา เหล็กดัดกันขโมยที่เสริมเหล็กเส้นเอาไว้ก็ยังไม่อาจทนรับลูกเตะอันหนักหน่วงของหลินเฟิงได้ เหล็กดัดทั้งบานรวมไปถึงน็อตที่ยึดติดอยู่กับกำแพง ถูกถีบจนหลุดกระเด็นออกไปพร้อม ๆ กัน!
"ว้าย!" หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความใ จากนั้นก็เบิกตากว้างมองหลินเฟิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ฟู่! ในตอนนั้นเอง ควันไฟกลุ่มใหญ่ก็พวยพุ่งเข้ามาในห้องส่วนตัว หลินเฟิงกับผู้หญิงคนนี้ต่างก็ยกมือขึ้นมาปิดปากพร้อม ๆ กัน แล้วไอสำลักออกมาไม่หยุด
"แค่ก! ตอนนี้มีทางเลือกอยู่สองทาง ตกลงว่าเธออยากจะตายหรืออยากจะรอดล่ะ?" หลินเฟิงะโถามหญิงสาวเสียงดังแข่งกับเสียงไฟ
"ทางเลือกอะไร?" ผู้หญิงคนนั้นถามกลับไปตามสัญชาตญาณ
"หนึ่ง อยู่ที่นี่แล้วรอโดนไฟคลอกตาย! สอง ะโลงไป!" หลินเฟิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว
"หา? สูงขนาดนี้ จะะโลงไปยังไงล่ะคะ?" สีหน้าของหญิงสาวเริ่มฉายแววร้อนรนขึ้นมาบ้างแล้ว
"ถ้าะโลงไป อย่างมากก็แค่ขาหักสองข้าง อย่างน้อย ๆ ก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้!" หลินเฟิงชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "แต่ถ้าอยู่ที่นี่ มีแต่ตายสถานเดียว!"
"ต... แต่ว่า..." ผู้หญิงคนนั้นยังคงมีท่าทีลังเลตัดสินใจไม่ได้
"งั้นให้ทางเลือกเธออีกสองทาง!" หลินเฟิงพูดแทรกขึ้นมา
"อะไรเหรอคะ?" หญิงสาวถามออกไปโดยอัตโนมัติ
บนใบหน้าของหลินเฟิงปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์ เขาพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่า "ข้อแรก เธอะโลงไปเอง อย่างมากก็แค่พิการ แต่ไม่ถึงตายหรอก!"
"แล้วข้อสองล่ะคะ?" หญิงสาวขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เห็นด้วยกับวิธีแรกของหลินเฟิง
หลินเฟิงหัวเราะฮ่า ๆ แล้วพูดว่า "ฉันอุ้มเธอะโลงไป แล้วฉันจะเป็เบาะมนุษย์รองรับเธอเอง!"
"หา?" ผู้หญิงคนนั้นอุทานเสียงหลงอีกครั้ง จากนั้นก็โพล่งออกไปโดยไม่ต้องคิดว่า "ไม่ได้นะ!"
"ทำไมล่ะ?" หลินเฟิงมองผู้หญิงคนนั้นด้วยสีหน้าแปลก ๆ
ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลเลยว่า "ฉันขอบคุณมากนะที่คุณบุกเข้ามาช่วยฉันในเวลาแบบนี้ แต่จะให้คุณมา... เสียสละตัวเองเพื่อฉัน เื่พรรค์นี้หลิวเยว่หรูคนนี้ทำไม่ลงหรอกค่ะ!"
"เธอชื่อหลิวเยว่หรูเหรอ?" หลินเฟิงถามด้วยความประหลาดใจ
"อืม ขอบคุณนะที่มาช่วยฉัน แต่ว่า... ฉันเหมือนจะทำให้คุณพลอยซวยไปด้วยเลย" หลิวเยว่หรูพูดด้วยความรู้สึกผิด
"เธอรวยมากไหม?" หลินเฟิงโพล่งถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"เอ่อ ก็ถือว่ารวยล่ะมั้งคะ" หลิวเยว่หรูตอบด้วยความงุนงง
จู่ ๆ หลินเฟิงก็หัวเราะร่วน เขาไปอยู่ข้าง ๆ หลิวเยว่หรูในพริบตา และท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความใของอีกฝ่าย เขาก็ช้อนตัวอุ้มเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนทันที
ในขณะเดียวกัน มือข้างหนึ่งของหลินเฟิงก็ััโดนแผ่นหลังของหลิวเยว่หรูเข้าพอดี พร้อมกับมีเสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยจากระบบดังขึ้นข้างหู
[ติ๊ง! กำลังเก็บหีบสมบัติ กรุณารอสักครู่...]
[20, 19, 18...]
"ถ้าฉันพิการไป เธอก็แค่รับผิดชอบเลี้ยงดูฉันไปตลอดชีวิตที่เหลือก็พอแล้ว!" หลินเฟิงจ้องมองหลิวเยว่หรูด้วยสีหน้าจริงจังพลางเอ่ยขึ้น
...