บทที่226ร่วงหล่น
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองฟ้าที่มืดดำ พร้อมกับจ้องไปยังนัยน์ตาแดงก่ำอันชวนให้หวาดหวั่นก่อนจะกล่าวกับเทียนหมิง
“นี่สินะวิธีที่จะใช้สู้กับเทพของเจ้า”
ตัวตนของเทียนหมิงมีเพียงอวิ๋นเซี่ยวซุนที่รู้จักเป็นอย่างดีและเป็นอวิ๋นเซี่ยวซุนที่ชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นทารก มันคิดอยู่เสมอว่าทารกเปรียบเสมือนเป็นผ้าขาวมันคิดว่าจะสามารถชี้นำทารกผู้นี้ให้ไปสู่ทางที่ดีได้ ทว่าสายเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ สายเลือดเทพอสูรยังไงก็ยังคงเป็นเทพอสูรอยู่วันยังค่ำบิดากับบุตรถึงคราวที่พวกมันจะจับมือเพื่อปกครองภพมนุษย์และหาญสู้ภพเทพ
จุดประสงค์เทียนหมิงแท้จริงก็เพื่อคืนชีพแก่บิดา
เทียนหมิงมิได้มองอวิ๋นเซี่ยวซุน มันเพียงมองความมืดที่ก่อเกิดจากมวลมนุษย์ความมืดที่ชั่วร้าย ที่ทุกข์ตรม ที่เห็นแก่ตัว เหล่านี้กำลังเติมเต็มในสิ่งที่มันต้องการโดยไม่สนว่าคนเหล่านี้ คนที่เคยศรัทธามันจะเจ็บปวดล้มตายไปมากเท่าใด เพราะยิ่งกลัวยิ่งโกรธ ยิ่งถูกหักหลัง ยิ่งผิดหวัง เหล่านี้ล้วนเป็นพลังความมืดจากมนุษย์ให้สูบกลืนได้เป็นอย่างดี
“ข้าสังหารผู้ฝึกญาณเพื่อพลังที่จะนำพาไปสู่อดีต…ข้าชุบเลี้ยงมนุษย์ให้เป็นภาชนะเพื่อเพราะบ่มพลังชีวิตรวมถึงพลังฝึกปรือให้แก่ตนเองและข้าก็สร้างความโลภ ความหลง ความทุกข์ยาก ความสุขอันจอมปลอม ความเครียดแค้นเกลียดชังให้แก่มวลมนุษย์เพื่อที่จะดึงเอาจิตวิญญาณอันดำมืดมาจากพวกมัน มนุษย์ชักจูงง่าย เกรงกลัวง่าย โกรธแค้นง่ายนี่จึงเป็นภาชนะชั้นดี มอบความสุข มอบความศรัทธา แล้วพังทลายสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ก็มิอาจหนีพ้นเงามืดที่เกาะกุมขึ้นในจิตใจแล้ว…ยิ่งชั่วมาก แค้นมาก ทุกข์มาก หลงมาก โลภมาก กิเลสมาก เหล่านี้ยิ่งมีพลังความมืดที่มากพอให้ข้าได้เก็บเกี่ยวความมืดที่เพียงพอให้ข้าใช้ล่อลวงเทพอสูรออกมาได้”
อวิ๋นเซี่ยวซุนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่การสร้างนิกายเทวะวจนะการสร้างแรงศรัทธาให้ผู้คน สร้างศัตรู ปลูกฝังความโกรธแค้น จุดหมายทั้งหมดก็เพื่อความมืดในจิตใจคนความมืดเหล่านี้เป็นอาหารและเป็นพลังชั้นดีแก่เทพอสูร มันคงคิดฟื้นฟูพลังแก่เทพอสูรบิดามัน
สิ่งที่อวิ๋นเซี่ยวซุนคิดนับว่าถูกต้อง แต่ก็ยังไม่ถูกทั้งหมดพลังความมืดใช้เพื่อคืนพลังแก่เทพอสูรจริง แต่ในทางกลับกันก็เป็นตัวล่อ เทียนหมิงมันไม่คิดที่จะดึงเทพอสูรออกมาเป็นกำลังรบแต่มันจะควบรวมเอาพลังเทพอสูรมาไว้ที่ตน!
เทพอสูรที่เทียนหมิงดึงออกมา เป็นเทพอสูรในสภาพร่างที่แตกสลายกระจัดกระจายเป็นเทพอสูรในตอนที่พ่ายแพ้แก่สองผู้นำตระกูลเฟยและหลงช่วงพันปีก่อน เมื่อเป็นเศษเสี้ยวแห่งพลังการควบคุมแลควบรวมพลังจึงเป็นไปได้ง่ายที่สุด การย้อนคืนสู่อดีตจึงมิได้เกิดก่อนสงครามเทพอสูรแต่เป็นตอนที่เทพอสูรพ่ายแพ้แล้ว เป็นเทพอสูรในสภาพกระจัดกระจายทว่ายังคงมีพลังเปี่ยมล้นทั้งยังมิอาจต่อต้านการหลอมรวมกับความมืดที่ก่อเกิดจากมนุษย์
เศษซากแห่งเทพอสูรที่กระจัดกระจายมุ่งเข้าหาความมืดจากมนุษย์ราวกับปลาที่ถูกเหยื่อล่อนัยน์ตาแดงก่ำวาวโรจน์สูบกลืนพลังความมืดและวิญญาณแห่งความชั่วร้ายจากมนุษย์อย่างตะกละตะกลามผู้คนยิ่งกรีดร้องอย่างหวาดกลัวแลตื่นตระหนก มันก็ยิ่งกลืนกินอย่างคลุ้มคลั่ง เมื่อเศษเสี้ยวที่กระจัดกระจายของเทพอสูรกลืนกินความมืดเหล่านั้นกลืนกินกิเลสความชั่วร้ายของมนุษย์ มันก็ยิ่งก่อร่างกลับกลายเป็นพลังแห่งความมืดอันชั่วร้ายที่ยากต่อต้านและในทางเดียวกัน มันก็เสมือนหนึ่งปลาที่ติดเบ็ด ซึ่งกำลังถูกเทียนหมิงสูบกลืนเก็บเกี่ยวเข้าไปในร่างอีกทอดหนึ่ง!
เสียงครืนครั่นกึกก้องไปทั่วผืนนภา ราวกับเสียงที่พิโรธของมารสวรรค์กลุ่มก้อนพลังของเทพอสูรแสดงความไม่ยินยอม แต่ด้วยในสภาพของมันมิอาจต่อต้านพลังการสูบกลืนที่บ้าคลั่งของเทียนหมิงได้เลย
เสียงที่แหบพร่ากระชากวิญาณจึงดังขึ้นอย่างเดือดดาล
“เจ้าคือบุตรผู้สืบสายเลือดของข้า เหตุใดจึงทำกับข้าเช่นนี้"
เทียนหมิงยังคงสูบกลืนกลุ่มก้อนพลังของเทพอสูรด้วยนัยน์ตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึกมันเพียงกล่าวว่า
“ยุคสมัยของท่านมันจบลงตั้งแต่พันปีผ่านแล้วมอบพลังทั้งหมดแก่ข้า ข้าจะสืบทอดมันแลนำพายุคสมัยใหม่ที่รุ่งโรจน์แก่สายเลือดพวกเราเอง"
เทพอสูรที่ถูกดูดกลืนจนเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวเท่าปลายเล็บมันเดือดดาลถึงขีดสุด ทว่ามันเพียงพ่นวาจาได้ไม่กี่คำก็ถูกเทียนหมิงดูดกลืนพลังทั้งหมดเข้าสู่ร่างเรียบร้อบแล้วเพียงชั่วพริบตา เทียนหมิงก็ได้ใช้ความมืดจากจิตใจมนุษย์ พลังวิญญาณแห่งความชั่วเหล่านั้นล่อลวงเศษซากพลังที่กระจัดกระจายของเทพอสูรให้มารวมเป็นหนึ่ง พร้อมกลืนกินเข้าสู่ร่างกายการเตรียมการมาหลายร้อยปีของเทียนหมิง ในที่สุดวันนี้ก็ประสบผล
มันได้พลังแห่งเทพอสูรที่แท้จริงมาแล้ว
เทียนหมิงในตอนนี้ แข็งแกร่งเกินกว่าตัวตนแห่งมหาเทวะเทียนหมิงก่อนหน้าจะเทียบติด
และมันก็ละจากตัวตนแห่งสมมุติเทพ เป็นเทพอสูรอย่างเต็มตัว
“ย่าห์!!!”
เทียนหมิงคำรามด้วยความยินดี เพียงเสียงคำรามของมันนี้ได้สั่นสะเทือนไปทั่วโลกาแผ่ลามไปทั้งสามภพ เหล่ามนุษย์ที่เหลือรอดชีวิตล้วนสิ้นหวังหวาดกลัว ภพปรโลกและสวรรค์บังเกิดความตื่นตัว
ตัวตนที่อาจเหนือกว่าเทพอสูรเมื่อพันปีได้ถือกำเนิด!
ร่างของเทียนหมิงในตอนนี้ฟื้นฟูราวกับไร้ขีดจำกัดอาการบาดเจ็บที่ถูกพลังแห่งโลกาของหลงผิงเล่นงานแทบหายเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายของมันมีกลุ่มก้อนพลังสีดำอันชวนน่าหวาดหวั่นปกคลุมไม่จางหายรูปลักษณ์ของมันดูเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่กายหยาบล้วนเป็นพลังแห่งความมืดที่ไร้ก้นบึ้งมองเคล้าความเป็นมนุษย์ไม่ออกแล้ว
เทียนหมิงในคราบของสมมุติเทพก่อนหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชายากคาดเดาส่วนเทียนหมิงในคราบเทพอสูรตอนนี้นอกจากจะเต็มไปด้วยความเย็นชา รอบกายของมันยังปลดปล่อยไอสังหารที่น่าหวาดหวั่นทั้งเต็มไปด้วยความเย็นเยือกถึงขั้วหัวใจนัยน์ตาที่ดำมืดไร้ก้นบึ้งนั้นมองไปที่ใด เสมือนหนึ่งวิญญาณของผู้คนจะปลิดปลิวออกจากร่างสิ่งนี้ยิ่งทำให้มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก แรงศรัทธาล้วนมลายหาย ความมืดจากความกลัวยิ่งแผ่ทะลักเป็นอาหารอันโอชะแก่เทียนหมิง
ไม่มีผู้ใดหยุดมันได้อีกแล้ว
หลงผิงไอออกมาคำใหญ่พร้อมสติที่ฟื้นตื่น ข้างกายเป็นมารดาที่เนื้อตัวสั่นพร่าแต่กอดตนไว้แน่นส่วนเบื้องหน้าเป็นร่างสีดำที่ชวนน่าหวาดหวั่นจนนางบังเกิดจิตใจที่ย่นระย่อ
“เกิดสิ่งใดขึ้นกับมัน"
อวิ๋นเซี่ยวซุนมองศิษย์ตน
“พวกเราหมดหนทางแล้ว... ไพ่ตายของมันกลับเป็นมนุษย์ทุกคน”
หลงผิงมองภาพคนหลายผู้ที่ถูกเสียงระฆังและพลังบางอย่างดึงดูดเอาไอดำออกจากกายสิ่งนี้นางย่อมสัมผัสได้ว่าเป็นความมืดในใจมนุษย์ มนุษย์ทุกผู้มีความมืด มากน้อยแล้วแต่บุคคลผู้ที่มีจิตใจดำมืดมากก็ล้วนถูกสูบกลืนไปถึงพลังแห่งชีวิต ตกตายอย่างน่าเวทนา มารดาของนางเองก็กำลังเจ็บปวดจากการถูกความมืดกัดกินเช่นเดียวกันหลงผิงจึงกัดฟันแลกำหมัดแน่น
“ข้าไม่คิดว่าโลกนี้ยังมีวิธีการที่โหดเหี้ยมทั้งยังเต็มไปด้วยความอำมหิตเช่นนี้ได้อีก"
กล่าวคำออกมา มารดาที่สวมกอดนางก็ล้มฟุบลงเสียงระฆังไม่มีผลกับหลงผิง เพราะหลงผิงเป็นผู้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ความแค้นหรือกิเลสแทบไม่มีมิหนำซ้ำนางยังควบคุมได้ เช่นนั้นนางจึงมิได้รับผลกระทบ ต่างจากมารดาที่มีความโกรธแค้นโศกเศร้าเพราะการสูญเสียเป็นทุนเดิมเป็นความแค้นและความทุกข์ที่หยั่งรากฝังลึก นางจึงได้รับผลกระทบและถูกดูดกลืนความมืดไปอย่างต่อเนื่อง
“ท่านแม่ฟังข้า จงปล่อยวางจิตใจ ทุกสิ่งคิดว่ามันเป็นเพียงธาตุอากาศ"
หลงฮูหยินพยายามทำตาม แต่นางมิใช่ผู้ที่จะสงบจิตใจอย่างลึกซึ้งได้จึงยังคงมิอาจตัดขาดจากความมืดในใจ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง นางได้ตายแน่ หลงผิงพยายามหาวิถีทางช่วยมารดาแต่ยิ่งค้นหายิ่งหมดหนทาง ตราบใดที่ระฆังสวรรค์ยังคงดังสะท้อนอยู่เช่นนี้ ความมืดในใจคนก็ไม่มีวันหมดสิ้นนอกเสียจากจะตกตายพร้อมดวงวิญญาณที่สูญไปกับความมืด
“ท่านแม่"
ด้วยพลังถูกชิงไปแล้วนางจึงทำได้เพียงเท่านี้ ใจอยากออกไปสู้กับเทพอสูรเทียนหมิงแต่นางไร้พลังญาณแล้วอย่างสิ้นเชิง
เทียนหมิงกวาดสายตามองหมู่มนุษย์ที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเหล่านั้นเสียงสาปแช่งด่าทอของผู้คนทั่วปฐพีมิได้ทำให้มันเดือดดาลหรือมีโทสะแม้แต่น้อย เพราะความแค้นเหล่านี้ความเกลียดชังทั้งปฐพีนี้ และความหวาดกลัวสุดหยั่งลึกล้วนเป็นความมืดอันโอชะแลเต็มไปด้วยพลังที่เหนือคำบรรยายทั้งสิ้น
ทว่าในเหล่าบุคคลทั้งหลาย มิน่าเชื่อจะมีผู้ที่จิตใจบริสุทธิ์ไร้กิเลสได้หลงผิงสตรีผู้ฝึกญาณที่บีบให้มันแทบย่ำแย่เป็นผู้หนึ่ง ส่วนอีกผู้ก็คือเจียวมิง ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในเหล่าภาชนะของมันมิน่าเชื่อนางกลับขัดเกลาสิ่งที่ดำมืดให้สว่างเจิดจ้าได้ แม้แต่ถูกชิงพลังแห่งวจนะคืนกลับไปนางก็ยังเปล่งแสงเจิดจ้าแห่งปัญญาที่เหนือล้ำกว่าวจนะปัญญาของมันอีก
“มนุษย์ทุกผู้ล้วนมีจอมคนซ่อนแฝง พวกเจ้าทั้งสองนับว่าเป็นจอมคนเหมาะแก่การเป็นผู้ติดตามของข้ามากกว่าสามเฒ่าศักดิ์สิทธิ์เสียอีก"
เจียวมิ่งแม้มีลมหายใจหอบหนักจากอาการบาดเจ็บที่ถูกดึงดูดเอาวิถีแห่งเทวะวจนะไปแต่นางยังคงอยู่ในสภาวะความนิ่งสงบแห่งสมาธิ โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า นิ่งสงบจึงเป็นปัญญานางยึดถือสิ่งนี้จึงมิได้ถูกเสียงระฆังกร้ำกราย ไม่มีความมืดในจิตใจ ประหนึ่งว่านางได้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงไปแล้ว
“มหาเทวะท่านผิดแล้ว มนุษย์เราล้วนเท่าเทียมไม่มียอดคน ไม่มีจอมคน มีเพียงจิตใจให้ยึดมั่น ใจใฝ่ดีประสบผลดี ใจใฝ่ร้ายย่อมมิอาจหลุดพ้นความเลวร้ายท่านเองก็เช่นกัน หากท่านไม่หยุดมัน ซักวันท่านจะได้รับผลนั้นตอบแทน"
เทียนหมิงตอบโต้ว่า
“ผู้ที่ผิดคือผู้ที่ทำได้เพียงพร่ำวาจาสำหรับข้านั้นมิว่าสิ่งใดล้วนถูกต้อง หากว่านั่นอยู่ในกำมือข้า… มนุษย์เอ๋ย ใฝ่ดีจะได้อะไร เจ้าก็เห็นแล้วว่าโลกนี้ผู้ที่ดีมากล้วนอายุสั้นข้าเดินตามเส้นทางที่ต้องการ กลับมีพลังอำนาจเหนือคนดี"
“ในอดีตก็มีมารคิดเช่นท่าน"
“ในอดีตมีตัวตนจอมแส่ ทว่าในตอนนี้ยังจะมีใครที่สามารถแส่อดีตมีเพียงเทพอสูรหาญสู้สองอาชาสวรรค์ แต่ตอนนี้มีข้าที่หลอมหลวมพลังจากเทพอสูร ส่วนสองตระกูลนั่นก็จบสิ้นแล้วอวิ๋นเซี่ยวซุนก็มิต่างจากเรือผุใกล้ฝั่ง สายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลในตำนานเป็นผู้พิการไร้พลังตอนนี้เจ้าลองตอบข้า ว่ามีใครจะหยุดข้าได้บ้าง”
“วัฏสังขารแห่งนี้มิได้มีเพียงภพเดียว"
เทียนหมิงรู้ว่าเจียวมิ่งหมายถึงเหล่าเทพมันจึงผายมือออกด้วยความท้าทาย
“ก็ให้พวกมันมา ตอนนี้ข้าพร้อมแล้ว"
เสียงที่ท้าทายนี้หาได้กระตุ้นให้ฟ้าพิโรธหรือปฐพีผ่าแยกไม่ยิ่งเป็นสิ่งยืนยันชั้นดีว่า ไม่ว่าจะภพไหนก็มิอาจจะมากร้ำกรายมัน บางทีฟ้าก็ไม่กล้าที่จะเสี่ยงเปิดขึ้นเหนือนิกายเทวะวจนะ!
“เห็นหรือยัง ว่าพวกมันไม่สนใจมนุษย์ที่มิต่างจากฝุ่นธุลีอย่างพวกเจ้า"
คำกล่าวของเทียนหมิงดังขึ้นพร้อมกับเสียงเหง่งหง่างแห่งระฆังสวรรค์สุดท้ายสงบลงพลังแห่งความมืดที่ล่องลอยจากร่างมนุษย์ได้หยุดนิ่งราวกับไร้การชักนำ ความเจ็บปวดเป็นตายของผู้คนเริ่มสงบเป็นเทียนหมิงที่แหงนหน้าไปยังยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของระฆังสวรรค์ ในใจพลางคิดว่า
“ข้าไม่มีคำสั่งหยุดตี เหตุใดพวกมันสามคนจึงกล้าหยุด!"
เพียงความคิดปรากฏขึ้นในหัว แสงวิบวับทองอร่ามสายหนึ่งก็สาดประกายแยงตาจากฟ้าด้านบนก่อนจะร่วงครืนลงมาอย่างรวดเร็ว แลจมลงยังผืนปฐพีทันใด เทียนหมิงมองตามสิ่งนั้น
มันก็คือระฆังสวรรค์ที่ร่วงหล่นพร้อมกับสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ที่นอนจมกองโลหิตแอ่งใหญ่!