บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
ตอน หลุมมืดที่ไร้ก้นบึ้ง
หลังจากได้อยู่ร่วมเป็พยานในเหตุการณ์อันสุดแสนอัศจรรย์ กลุ่มคนทั้งห้าจากหมู่บ้านในหุบเขาต่างก็รู้สึกสับสนงุงงง ราวกับว่าพวกเขากำลังอยู่ในความฝัน แม้จะได้เห็นและได้ยินอย่างแจ่มชัด แต่ก็ยังไม่อาจทำใจให้เชื่อได้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้านั้นเป็ความจริง
และยิ่งเมื่อบังเกิดเสียงใสกังวานดังขึ้นท่ามกลางวงของพวกเขา ทุกคนก็ยิ่งสับสนตะลึงงันหนักเข้าไปอีก
“นั่น!~~นั่นอะไรน่ะ!?”
อินยกมืออันสั่นเทาชี้ไปยังเ้าลายเสือโคร่ง ซึ่งตลอดเวลาซุกตัวแอบอยู่กับหลังของแสน
หินข้าวตอกพระร่วงที่ห้อยคอเ้าลายเรืองแสงสีนวลตาขึ้น!
“นั่นด้วย!~~ที่เอวของพ่อหนานกับไอ้แสนก็ด้วย!”
แสนกับสิงห์คำก้มมองลงไปที่เอวของตัวเองทันที แสงสีนวลตาทะลุผ่านออกมาจากผ้าคาดเอวของพวกเขา ในตำแหน่งที่ซึ่งพวกเขาเหน็บหินข้าวตอกพระร่วงเก็บไว้
แล้วพลันดวงแสงสีนวลตาทั้งสามดวง ก็ลอยแยกออกมาจากหินข้าวตอกพระร่วง ก่อนจะรวมตัวกันเข้าเป็ดวงไฟหนึ่งเดียวเบื้องหน้าทั้งสาม
ดวงไฟนั้นสว่างเรื่อเรืองขึ้นวาบใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนรูปจากไฟดวงกลม กลายเป็รูปร่างคล้ายมนุษย์ที่โปร่งแสงพร่าเลือน
“ผู้ปฏิญาณตนอันประเสริฐทั้งสอง...ได้โปรดหยุดมือก่อนเถิด” เสียงกังวานใสดังออกมาจากร่างพร่าเลือนที่ดูคุ้นตานั้น
“!!!”
“เถรเ้า!” ทั้งแสนและสิงห์คำต่างส่งเสียงเรียกออกมาพร้อมกัน
ร่างนั้นหันหน้ามายังทั้งสอง รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นเป็ใครอื่นไม่ได้อีกแล้ว
“พวกเ้าทุกคนทำได้ดีมาก” เถรเ้าในร่างโปร่งแสงเอ่ยขึ้น
“?!?”
“เป็เถรเ้าจริงรึ? แล้วท่านมาได้ยังไง? ทำไมถึง...?” แสนถามขึ้นอย่างสับสนเมื่อเพ่งมอง
[ดวงจิตเผ่ามนุษย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 30]
-พลังปราณจิต: 280/280
[-พลังแฝง: อำนาจพุทธคุณ: ---]
“อาตมาไม่ได้มาที่นี้ด้วยกายเนื้อ แต่อาตมาถอดดวงจิตออกจากร่าง และแบ่งมันออกเป็สามส่วน สถิตย์อยู่ในหินข้าวตอกพระร่วงของพวกเ้าทั้งสาม มันเป็เพียงวิธีเดียวในตอนนี้ ที่อาตมาจะมายังที่แห่งนี้ได้” เถรเ้าพูด
เ้าลายผละออกจากหลังของแสน มันรีบเดินเข้าไปหาร่างโปร่งแสงนั้นทันที ก่อนจะพยายามเบียดหัวเข้าแอบอิง แต่ร่างของมันกลับทะลุผ่านไป ัักับร่างพร่าเลือนนั้นไม่ได้
เถรเ้ายื่นมือโปร่งแสงออกมาลูบหัวของเ้าลายด้วยกิริยาที่เนิบช้า แม้จะัักับร่างเนื้อนั้นไม่ได้ แต่ความอ่อนโยนของเขาก็ถูกส่งผ่านไปถึง เ้าเสือโคร่งใหญ่รู้สึกผ่อนคลายจนส่งเสียงครืดคราดดังออกมาเบาๆ ในลำคอ
ไม่เพียงเท่านั้น กระแสปราณอบอุ่นสายหนึ่งยังถูกส่งผ่านไปยังเ้าลายอีกด้วย าแจากรอยเขี้ยวของงูั์ที่กลางลำตัวของมันค่อยๆ ทุเลาขึ้น แม้ปากแผลจะยังไม่ถูกปิดสนิท แต่เืที่เคยไหลซึมออกมาตลอดเวลานั้นก็หยุดลง
[เสือโคร่ง: เพศผู้]
[อายุ: 13 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 11]
-พลังกาย:76-77-78- - ---101/110
* * *
“ไม่เป็ไรแล้วนะเ้าลาย อีกไม่นานาแพวกนี้ก็จะหาย อาตมาต้องขอโทษด้วยที่มอบภารกิจที่อันตรายถึงเพียงนี้ให้กับเ้า แต่ต่อไปเ้าจงอย่าได้ทำอะไรที่มุทะลุเกินตัวเช่นนั้นอีก จำไว้นะว่าชีวิตของเ้านั้นยังมีคุณค่า จงใช้มันเพียรสร้างสมกรรมดีต่อไปนะลูกนะ”
แล้วเถรเ้าก็ก้าวอย่างไร้น้ำหนักไปยังสิงห์คำ ภิกษุชราวางฝ่ามือโปร่งจางไปยังแผ่นอกของผู้เป็ศิษย์
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 49 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 6]
-พลังกาย: 17-18-19- - ---42/60
[-พลังแฝง: อำนาจรอยสัก]
* * *
“ศิษย์ข้าเอ้ย จิตใจเสียสละของเ้านั้นสูงส่งยิ่งนัก ไม่เสียแรงเลยที่อาตมาได้สั่งสอนเ้าไว้ การที่อาตมาชักนำให้เ้ามาประสบเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ ก็เพื่อให้เ้าได้รับรู้ และเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า เ้าจะได้สามารถปกป้องคุ้มครองบริวารทั้งหลายให้รอดพ้นจากเภทภัยที่จะมาเยือนได้”
ผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านได้ฟังก็กระจ่างแจ้งในเจตนาของผู้เป็อาจารย์
แล้วร่างโปร่งพร่าเลือนนั้นก็เคลื่อนหันมาหาแสน ใบหน้านั้นยิ้มให้กับเด็กชายอย่างอ่อนโยน
“เ้าเห็นแล้วใช่ไหมแสน พลังปราณจิตนั้นสามารถนำไปใช้ได้หลายวิธี จากนี้ไปเ้าต้องหมั่นฝึกฝน และพลิกแพลงใช้มันให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นไปกว่านี้ให้ได้”
ภิกษุชราเอื้อมมือมาััใบหน้าของแสนอย่างแ่เบา แม้ไม่รู้สึกถึงัันั้น แต่เด็กชายก็รู้สึกปลื้มปริ่มรับรู้ได้ถึงความเมตตา
“เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือสิ่งที่อาตมา้าให้เ้าได้มาเห็นด้วยตาของเ้าเอง จงเฝ้ามองมันอย่างพิจารณา และเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี”
พูดแล้วเถรเ้าในร่างพร่าเลือนนั้นก็หันหลังกลับ ทิ้งแสนให้ยืนงุนงงอยู่กับคำพูดนั้น แล้วเขาก็เคลื่อนไปยังตำแหน่งกลางโถงถ้ำอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยุดลงตรงเบื้องหน้าของร่างอัศจรรย์ทั้งสอง
“ขอเจริญพรต่อท่านผู้ปฎิญาณตนทั้งสอง” เถรเ้าเอ่ยขึ้นด้วยกิริยาสำรวม
พญาผู้สง่างามทั้งสองมองร่างโปร่งแสงเบื้องหน้าอย่างพิจารณา
“เ้าแยกดวงจิตออกมาจากกายเนื้อรึ อืม...หายากนักที่จะพบเจอผู้ฝึกตนที่ทำได้เช่นนี้” พญาคางคกเอ่ยขึ้น “แถมยังรู้เสียด้วยว่าพวกข้าคือผู้ปฏิญาณตน เ้าคงฝึกฝนจนสำเร็จฌานระดับสูงมาสินะ ถึงได้รู้ในสิ่งที่นอกเหนือจากความเข้าใจของมนุษย์ได้”
“เจริญพร ท่านกล่าวชื่นชมอาตมาเกินไปแล้ว อาตมาได้ฝึกฝนตามแนวทางของพระโคดมมาเพียงเล็กน้อย ยังเทียบไม่ได้เลยกับตอนที่ท่านทั้งสองยังครองสังขารกายเนื้ออยู่” เถรเ้าเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ที่แท้ก็เป็สาวกของพระโคดมจากต่างแดนนี่เอง เก่งไม่เลวเลยนี่ สามารถสำเร็จฌานจนรู้เื่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนของพวกข้าด้วย... คงเพราะแบบนี้เองสินะ ลูกหลานในแผ่นดินนี้จึงได้หันไปนับถือลัทธิจากชมพูทวีปนั้นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน... สักวันหนึ่งคงได้ลืมเลือนพวกข้ากันจนหมดสิ้นแน่” มีน้ำเสียงขุ่นเคืองในคำพูดของพญาคางคก
“แม้อาตมาจะศรัทธาในธรรมะของพระโคดม แต่ก็ไม่เคยลืมเลือนเหล่าบรรพบุรุษ ส่วนลูกหลานคนอื่นจะคิดกันเช่นไร อาตมาก็ไม่อาจทราบได้ แต่พระโคดมกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งนั้นไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หากในอนาคตกาลข้างหน้า เื่ราวของผู้ที่จากไปนานแสนนานแล้วจะถูกลืมเลือนหายไป ก็คงไม่อาจห้ามได้เช่นกัน... ดังนั้นอาตมาจึงฝึกตนเพียงเพื่อมุ่งหวังนิพพานในเบื้องปลาย ฌานสมาบัติที่ได้รับในระหว่างการฝึกนั้นก็เป็เพียงแค่หมุดหมาย ที่แสดงให้รู้ว่าหนทางสู่พระนิพพานนั้นยังอยู่อีกไกลมากน้อยเพียงใดเท่านั้น หาใช่เป้าหมายสูงสุดที่อาตมามุ่งหวังไม่”
“...” พญาคันธฆาฎกะเมื่อได้ฟังก็นิ่งเงียบไป
“แล้วผู้สำเร็จฌานขั้นสูงอย่างเ้าไม่รู้รึไงว่า การแยกจิตออกจากกายเนื้อเป็เวลานานเยี่ยงนี้ จะส่งผลอย่างไรตามมา หากรีบคืนกลับสู่ร่างในเวลานี้อาจจะยังทันท่วงที” พญาแถนเอ่ยขึ้น
เถรผู้ชราแย้มยิ้ม “ขอบคุณท่านที่เมตตาห่วงใย แต่สังขารโรยราของอาตมานั้น คงใช้สร้างประโยชน์อะไรไม่ได้มากแล้ว อาตมาคิดว่าการได้ทำหน้าที่เปิดเผยวิธีทำลายหินก้อนนี้แก่เหล่าศิษย์ น่าจะเป็ประโยชน์ได้มากกว่า”
“ชิ! เ้าคิดว่าตัวเ้านั้นสามารถทำลายหินที่แม้แต่พวกข้าก็ยังทำลายไม่ได้เชียวรึ” พญาคางคกเอ่ย
“หาเป็เช่นนั้นไม่ อาตมานั้นย่อมไม่สามารถทำลายหินก้อนนี้ได้ด้วยกำลัง และอาตมาก็รู้ว่าหากท่านทั้งสองลงมืออย่างจริงจัง พวกท่านย่อมทำลายมันลงได้เป็แน่แท้... แต่ผลที่จะตามมาหลังจากนั้นสิ ต้องเสียสละอีกกี่ชีวิตกันเล่า เพื่อแลกกับการทำลายหินก้อนนี้ก้อนเดียว”
คำพูดของเถรเ้า ทำให้สองพญาต้องหันมาสบสายตากัน
“ดังนั้นเพื่อเป็การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ขอท่านผู้ประเสริฐทั้งสอง ได้โปรดเปิดทางให้อาตมาได้ลองในวิธีของอาตมาดูก่อนเถิด” ภิกษุชรากล่าว
พญาทั้งสองมองจ้องพิจารณาไปยังร่างโปร่งแสงเบื้องหน้า ผู้ที่ซึ่งแสดงออกอย่างนอบน้อมและสำรวมในทุกกิริยา ทั้งสองร่างหันมาสบสายตากันอีกครั้ง ก่อนจะก้าวถอยหลังเปิดทางให้แก่เถรเ้า
เถรเ้าค้อมหัวลงอย่างแสดงความเคารพ ก่อนจะก้าวเดินกึ่งลอยเลื่อนอย่างเนิบช้า ผ่านร่างทั้งสองตรงไปยังหินประหลาดสีดำ
ก้อนหินสีดำขรุขระนั้น ยังคงปล่อยไอสีดำหลั่งรินออกมาไม่ขาดสาย เถรเ้าขยับเข้ามาจนใกล้ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ามัน แล้วเขาก็เอื้อมมือข้างขวาออกไปยังหินก้อนนั้น
“ระวัง! อย่าััมันนะ มันสามารถดูดกลืนแสงทิพย์ของข้าได้ ดวงจิตของเ้าก็คงจะโดนไปด้วยเช่นกัน” พญาผู้มีประกายสีทองร้องเตือน
“ท่านช่างมีน้ำใจนัก” เถรเ้ายิ้มให้พญาแถน แต่เขาก็ยังคงยื่นมือออกไป
และทันใดเมื่อปลายนิ้วัักับก้อนหิน ร่างโปร่งแสงของเถรเ้าก็สั่นไหวขึ้นทันที ร่างพร่าเลือนนั้นบิดผันจนแทบคงรูปร่างของมนุษย์ไว้ไม่ได้ แต่เพียงแค่ครู่เดียวอาการบิดผันนั้นก็คลายลง ก่อนจะคืนรูปเป็ร่างของเถรเ้าตามเดิม แต่มันก็ดูซีดจางลงอย่างเห็นได้ชัด
“ลุงหนาน เถรเ้าท่านคิดจะทำอะไรน่ะ?” แสนถามขึ้น พลางมองไปยังเถรเ้าด้วยความเป็ห่วง
“ข้าก็ไม่รู้ แต่คงไม่เป็อะไรหรอกมั้ง เถรท่านมักจะทำในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงอยู่เสมอ... ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน” สิงห์คำมองไปยังอาจารย์ด้วยสายตาเชื่อมั่น
เถรเ้าในร่างซีดเลือนราง มองจ้องที่ก้อนหินนั้นอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะหลับตาลงและนั่งทำสมาธิ มือขวานั้นยังคงวางัับนก้อนหิน
่เวลาที่นิ่งสงบนั้นคล้ายนานแสนนาน ไม่มีแม้สักคนเดียวที่กล้าส่งเสียงออกมา ทุกสายตาต่างจับจ้องมองไปยังเถรเ้า ซึ่งยังคงนั่งสมาธินิ่งไม่ไหวติง และยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไร ร่างโปร่งจางของเถรเ้านั้น ก็ยิ่งซีดหมองลงไปทุกที
และแล้วเถรเ้าก็ลืมตาขึ้น ใบหน้านั้นยังคงสงบนิ่ง “เป็อย่างนี้นี่เอง” ชายชราเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนจะยกมือออกจากหินก้อนนั้น
“ท่านผู้ปฏิญาณตนทั้งสอง และศิษย์ของข้าทั้งสามเอ๋ย” เสียงของเถรเ้าดังกังวานขึ้นจนก้องสะท้อนไปทั้งโถงถ้ำ
“อาตมาตรวจสอบหินก้อนนี้แล้วก็พบว่า มันเป็สิ่งที่มาจากสถานที่ซึ่งอยู่ไกลออกไปแสนไกล ที่แห่งนั้นช่างเวิ้งว้างดำมืดสุดหยั่งถึง หินก้อนนี้เป็เพียงเศษชิ้นส่วนชิ้นหนึ่ง ซึ่งแตกตัวออกมาจากวัตถุขนาดใหญ่ที่มาจากสถานที่แห่งนั้น...”
“ที่เ้าพูดนั้นก็ตรงกับที่ข้าคาดคิดไว้” พญาแถนเอ่ยขึ้น
“แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ หินก้อนนี้ยังคงเชื่อมโยงไปถึงความมืดอันลึกล้ำในสถานที่ซึ่งมันจากมาได้อยู่ คล้ายเป็ดั่งประตูบานเล็กที่เชื่อมต่อไปยังดินแดนที่มืดมิดและเวิ้งว้างนั้น ส่วนไอสีดำที่ไหลรินออกมาจากหินก้อนนี้ก็คือ ไอความมืดจากสถานที่แห่งนั้นซึ่งได้หลุดรอดออกมายังประตูบานนี้ มันมีอำนาจตอบสนองกับความคิดชั่วร้าย และสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็พลังได้ตามใจประสงค์ ดังนั้นหากสิ่งนี้อยู่ใกล้กับผู้ที่มีจิตใจด้านลบ มันก็จะชักนำให้ผู้นั้นตกลงสู่หลุมมืดที่ไร้ก้นบึ้งได้ในที่สุด...”
“หลุมมืดที่ไร้ก้นบึ้งรึ?!” พญาแถนเอ่ยขึ้น
“เพราะมันเป็หลุมมืดที่ไร้ก้นบึ้ง ที่ซึ่งไม่มีแม้แต่แสงสว่างใดๆ ดังนั้นเมื่อโจมตีใส่หินก้อนนี้ พลังงานทั้งหมดจึงถูกมันดูดกลืนหาย และส่งต่อไปยังหลุมลึกที่เชื่อมโยงกับมันอยู่จนหมดสิ้น”
“เป็เช่นนี้เองรึ!” พญาคางคกเอ่ย
“การจะทำลายหินก้อนนี้ จึงต้องใช้พลังงานมหาศาลอย่างฉับพลัน ถึงระดับแหวกูเา หรือแผดเผามหาสมุทร จึงจะทำลายการเชื่อมต่อของมันกับหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้งนั้นได้”
“มีวิธีนั้นวิธีเดียวจริงรึนี่!” พญาผู้มีร่างเป็ประกายเอ่ยขึ้น
“ท่านเชื่อหรือยังล่ะว่า มันไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากวิธีของข้า” พญาในร่างคางคกั์พูด
“ได้โปรดฟังอาตมาให้จบก่อนเถิดท่านทั้งสอง เมื่อสักครู่ที่อาตมาัักับหินก้อนนี้ อาตมาได้ปล่อยให้ดวงจิตไหลไปกับกระแสธารที่ดำมืดของมัน อาตมาพบว่า มันยังเชื่อมต่อไปยังหินในลักษณะเดียวกันนี้อีกมากมายหลายก้อนบนโลกนี้ แต่ละก้อนล้วนตกกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ หากท่านคิดจะทำลายหินทุกก้อนด้วยพลังมหาศาลขนาดนั้น โลกทั้งโลกนี้คงต้องย่อยยับจนมิอาจหลงเหลือสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่ได้อีกเลย”
“!!!”
“ถ้าเช่นนั้น จะต้องทำลายมันด้วยวิธีใดกันเล่า” พญาคางคกเอ่ยเสียงเครียด
เถรเ้าเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปมองสบตากับแสนที่กำลังมองมา ราวกับว่าประโยคต่อไปที่เขาจะพูดนั้น เขากำลังจะพูดกับแสน
“ไม่จำเป็ต้องทำลายหินก้อนนี้ แต่สิ่งที่ต้องทำก็คือ...”
.......................
.......................