ตอนที่ 1 (1)
บทนำ
“ ผมไม่คู่ควรกับการได้เกิดมาในตระกูลงั้นเหรอ?... ”
ประโยคพึมพำของเด็กหนุ่ม นามว่า เอ็นจินงํ ดังขึ้นมาเบาๆในตรอกเล็กๆ เป็การพึมพำเพื่อทบทวนอดีตที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าเขาแสดงสีหน้าอันไร้อารมณ์ออกมาด้วย ในคำถามนั้นมันเต็มไปด้วยความเศร้า ความสับสน และอีกมากเกินจะนับได้ แต่เราก็ยังไม่ทราบว่า สิ่งที่เจอมานั้นคืออะไร
สิ่งที่ทำให้เด็กวัย 15 ปี วัยที่ควรจะร่าเริง ไม่ต้องคิดอะไรมาก กลับกลายเป็มีความมืดมนสุมจิตใจ ดังเช่นคนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์มากมาย แล้วหาทางออกจากปัญหาไม่ได้ ทั้งๆที่อายุก็มากแล้ว
[เอ็นจินงํ Enging เหตุผลที่ต้องมี งํ เพราะไม่รู้จะใส่อะไรแล้ว เนื่องจากคำอ่านของชื่อนี้ไม่ได้อ่านว่า เอ็น-จิน นะครับ แต่เป็ เอ็น-จิน+ง โดยในส่วนหลังคืออ่านผสมระหว่าง น.หนู กับ ง.งู ซึ่งภาษาไทยไม่มีตัวอักษรแบบนี้นะ ก็ใครจะอ่านแบบ เอ็นจิน ก็ได้ หรือ เอ็นจินงํ ก็ได้ ตามสะดวก อย่ามา เอ็น-จิ-นะ-งัง ใส่ก็พอ *-_-
ถามว่าจะตั้งชื่อเยอะ ยาก วุ่นวายไปทำไม ก็เพื่อเอกลักษณ์ไม่ให้ซ้ำ คือถ้าซ้ำนี่บ้านบึ้มแล้วนะแบบนี้ และสุดท้ายเท่ดี จบ]
ลมหนาวชื้นเริ่มพัดกระหน่ำ
มันพัดพากลิ่นอายความชื้นเข้าจมูก
เอ็นจินงํเงยหน้าขึ้นพบกับเมฆทมิฬที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ภาพในั์ตาสะท้อนออกมาให้เห็นเพียงเมฆสีดำสนิท ถึงเป็แบบนั้นเขาก็ยังนิ่งเฉย เหมือนตอนนี้จะยังไม่ได้สติ
แปะ...แปะ...แปะ...แปะๆ...แปะๆๆ...แปะๆๆๆ ซ่า! ซ่า!! ซ่า!!!
ฝนกระหน่ำเทลงมา แล้วแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังหนาขึ้นเรื่อยๆ ดั่งหมอกที่ปกคลุมหนาแน่นไปทั่วทั้งเมือง
“ ฝนเหรอ! ต้องรีบหาที่พักให้ได้ ถ้าเพียงแค่ยื่นตราราชวงศ์ก็น่าจะขออาศัยได้สักคืนแล้วล่ะนะ หวังว่าจะใช่อย่างที่คิด…ได้โปรดเถอะ… ”
ตามสัญชาตญาณ ถึงแม้เอ็นจินงํจะมีความเศร้าสุมในจิตใจ แต่มันคงไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดจะนั่งตากฝน หรือรับของขวัญจากฟากฟ้า อย่างฟ้าผ่า ดังเช่นคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย
ไม่สิ ที่เอ่ยมาเมื่อครู่ผิดถนัด ต้องบอกว่าเขายังมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ แสดงให้เห็นว่าเขายังมีเป้าหมายในชีวิตบางอย่างอยู่แน่นอน เพราะคนที่เศร้า ไม่ว่าจะเศร้ามากหรือน้อย แต่ถ้าเศร้าพวกเขาคงคิดที่จะประชดชีวิตโดยการนั่งตากฝนเป็แน่ เพราะไหนๆก็นั่งมันตรงนี้แล้ว ส่วนนี้ก็คงขึ้นอยู่กับนิสัยด้วยล่ะนะ
เอ็นจินงํ วิ่งออกมาจากตรอก ถึงเขาจะกวาดสายตาไปทั่วเพื่อหาสถานที่ที่หลบฝนได้ แต่ตอนนี้ทุกบ้านได้ปิดประตูไปหมดแล้ว
พลางจะมองขึ้นไป้าเพื่อดูท่าทีของเมฆ แต่ก้อนสีดำนั้นก็ไม่ได้เมตตาแม้แต่น้อย มันยังคงปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าที่มนุษย์สามารถมองเห็น แสดงให้เห็นว่ามันคงไม่หยุดในเร็วๆนี้เป็แน่
เขาจึงได้ตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่สมาคมนักผจญภัย ซึ่งเป็สถานที่ที่เปิดตลอดเวลา แม้เขาจะไม่ค่อยอยากไปก็ตาม จากคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน
ระหว่างทางที่วิ่งไร้ซึ่งผู้คน มันคงไม่น่าแปลกในเวลาแบบนี้ ถ้าจะมีใครสักคนที่ออกมาจากบ้านโดยไม่มีสิ่งป้องกันฝน อย่างเสื้อกันฝนหรือร่ม คงเป็พวกที่ไร้สมองพอสมควร เหมือนอย่างที่เอ็นจินงํกำลังเป็อยู่ตอนนี้
แผ้ะ! เสียงหกล้มของเอ็นจินงํ ร่างกายส่วนหน้าของเขารวมถึงใบหน้าก็จูบกับพื้นไปด้วย ถ้าเขาล้มบนพื้นธรรมดามันก็ว่าไปอย่าง แต่ที่มันแย่ตอนนี้คือการที่พื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำ โชคดีที่ไม่ได้มีโคลนมาก แต่ก็ขุ่นพอใช้ได้
ความซวยตอกย้ำเขาอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เขาคิด
ถึงแม้เขาจะเปียกจากฝนที่ตกลงมาอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ลองนึกดูถ้าเกิดหน้าคุณได้จูบพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำเจิ่งนอง แล้วมันยังขุ่นอีกต่างหาก นอกจากเจ็บยังจะได้เชื้อโรคแถมมาด้วย นี่ยังไม่นับเวลามีคนมาเห็นนะ บันเทิงเลย
ถึงที่หมาย ป้ายสมาคมนักผจญภัยติดไว้ใกล้ๆประตูทางเข้า ซึ่งมันเป็ทางออกไปด้วยในตัว ฉะนั้นถ้าคิดจะเล่นความน่าจะเป็อย่าง มีประตู 1 ประตู จะต้องเข้าไปยังไงให้ออกมาโดยไม่ใช้ประตูเดิม ? ก็คงต้องตอบว่าปีนหน้าต่าง ถ้าเกรี้ยวกราดหน่อยก็พังหลังคาไม่ก็กำแพงออกมาเป็แน่ ถ้าอินดี้กว่านี้ก็คงเป็การขุดดินออกมา ทว่าคำตอบเหล่านี้จะใช้กับโลกแฟนตาซีแบบนี้ได้เสมอไปเหรอ ในเมื่อหลายๆคนทะลุออกมาได้โดยไม่ต้องทำอะไร มันคงเป็เหตุผลที่มีแค่ประตูเดียว ก็ว่าไปเรื่อย
เอ็นจินงํรีบเปิดประตูเข้าไปทันที เราคงเริ่มทราบแล้วว่า เขาเป็พวกที่ไร้สมองจริงๆ จากการที่คราวนี้ก้าวเท้าไม่ดูตาม้าตาเรือเหยียบลงไปในหลุมบนทางเดิน ซึ่งยังไม่ได้ซ่อม เพราะไม่มีงบประมาณหรืออะไรก็ช่าง คราวนี้มันไม่ขุ่นแต่คล้ำเลย
เขานึกสมเพชตัวเอง จากหลายๆอารมณ์ สีหน้าเขาตอนนี้จะนึกตลกก็คงไม่ได้ ตาของเขาเริ่มร้อน ได้แต่เพียงกลั้นน้ำตานั้นไว้ ให้เหลือแต่เพียงดวงตาที่ออกแดงๆ ถึงเขาจะร้องไห้ออกมาก็คงไม่มีใครในสมาคมสังเกตเห็น จากการที่ทั้งเสื้อผ้าและหน้าเปียกไปด้วยน้ำฝน แต่เขาเลือกที่จะไม่ร้องออกมา ใช่ เขาไม่ใช่คนที่จิตใจอ่อนแอขนาดนั้น เราคงทราบแล้วจากตอนที่ฝนเริ่มตก
เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด เขาไม่ได้จะร้องไห้ให้กับความน่าอาย แต่เป็แผลในจิตใจก่อนหน้านั้น ที่เรายังไม่ทราบ หรือมีใครวิเคราะห์ไปแล้วเอ่ย ลองดูๆ
เอ็นจินงํ ค่อยๆเดินไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ทางด้านขวา เขารู้สึกโล่งใจที่ตอนนี้มีนักผจญภัยหญิงเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ทางซ้าย เพราะเขาไม่ค่อยโอเคกับสภาพตอนนี้ มันไม่ใช่แค่มอมแมม เสื้อสีขาวที่เปียกฝนัักับตัวของเขา ััเปียกชื้นทำให้เขารู้สึกไม่ดี ฉะนั้นมันจะดีมากถ้าเขารีบไปติดต่อขอเช่าห้องพักจากสมาคมแห่งนี้ แล้วได้ไปอาบน้ำเร็วๆ
“ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่อยู่เหรอ แต่จากที่พี่สอนมา คนดูแลสมาคมจะอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ... ”
เขาเริ่มไม่มั่นใจ มันไม่เหมือนอย่างที่คิด ซึ่งเมื่อเป็แบบนี้ก็เริ่มรู้สึกเกร็ง บางที ที่นี่อาจถึงเวลาปิดทำการไปแล้ว ถ้าเขาเข้ามาโดยที่ไม่รู้ มันคงเป็อะไรที่ทำให้ตัวเองดูโง่ขึ้นไปอีกแน่
ทว่าวางใจได้ ที่นี่เปิดตลอดเวลา สิ่งที่เขากังวลมันขัดแย้งกับสิ่งที่เขาคิดเอง จากนิสัยส่วนตัวของเขา
เขายืนอยู่หน้าโต๊ะได้สักพักนึง ก่อนที่ใจจะเริ่มบอกว่า ไปจากตรงนี้ดีกว่า
“ ยินดีต้อนรับ สู่สมาคมนักผจญภัยครับ ”
แร็กคูน เดินสองขาออกมานั่งเก้าอี้ที่ยกสูงถึงโต๊ะ ทำให้รู้ว่านี่คงจะเป็พนักงานประชาสัมพันธ์แน่ๆ ถึงแบบนั้นเอ็นจินงํก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่เป็แร็กคูนพูดได้แถมยังเดินสองขาเหมือนมนุษย์ เพราะว่า
(“ แร็กคูน! จำได้ว่าเป็เผ่าพันธุ์ที่เชี่ยวชาญมากในด้านการใช้พลังยูลายา แถมยังมีศักดิ์สูงพอๆกับขุนนาง ซึ่งต่างจากตัวเราตอนนี้... แล้วเขามาทำงานเป็พนักงานประชาสัมพันธ์ที่นี่ทำไมกัน? ”)
(“...”) เป็กรอบคำพูดแสดงแทนการคิดในใจของตัวละครนะครับ
เอ็นจินงํรู้สึกโล่งใจที่สักพักก็มีพนักงานออกมาต้อนรับ สิ่งที่เขาแปลกใจคือ พี่ของเขาเคยบอกไว้ว่า แร็กคูน ซึ่งเป็เผ่าพันธุ์ที่สูงส่งกว่ามนุษย์สามัญชน แต่ทำไมเขาถึงมาทำงานในที่แบบนี้
แร็กคูนมองเพื่อพิจารณาคู่สนทนาของเขาในตอนนี้ เขารู้สึกแปลกใจขึ้นมาที่ทำไมถึงเงียบแล้วไม่ตอบอะไรมา หรือเด็กหนุ่มตรงหน้าจะแค่มายืนเฉยๆ แต่เขาเริ่มมั่นใจว่าเขาต้องมาติดต่อสอบถามอะไรสักอย่างแน่ จากการที่เห็นว่า ตัวเด็กหนุ่มนั้นมอมแมม เปียกโชก พร้อมสีหน้าที่ดูไม่มีชีวิตชีวา เมื่อเห็นแบบนั้น เขาจึงจำเป็ต้องเป็ฝ่ายถามต่อไป ตามงานบริการ และสัญชาตญาณของผู้มีมนุษย์สัมพันธ์
[ขอใช้คำว่า “ผู้” “มนุษย์สัมพันธ์” กับแร็กคูนนะ ถึงมันจะไว้ใช้เรียกกับมนุษย์ แต่ว่าในเื่นี้แร็กคูนมันพูดได้ มีกริยา และความฉลาดเทียบเท่าคน แต่ก็นะ ตามหลักภาษาก็ไม่ควรเท่าไหร่]
“ สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่าเอ่ย คุณลูกค้า ”
“ เอ๊ะ! เอ่อ…ไม่มีอะไรหรอกครับ ”
“ เอ๋?… ”
ในสถานการณ์ตอนนี้สำหรับเอ็นจินงํเป็เหมือนความสับสนที่รุนแรงมาก เนื่องจากเขาเป็คนที่ไม่เคยได้คุยกับคนแปลกหน้ามาก่อนเลย
ถึงแม้ว่าเขาตั้งใจจะมาขอห้องพักก็ตาม แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่กล้าที่จะคุยกับแร็กคูนตรงหน้าแล้ว
เพียงเพราะรู้สึกประหม่า หรือกลัวที่ได้คุย มันไม่แปลกเลยสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้คุยกับใคร จริงไหม
แร็กคูนเกิดความงงอย่างมาก เขารออยู่ที่เดิมไม่ได้ลุกออกไปไหน เหตุเพราะอะไรน่ะเหรอ เอ็นจินงํหลังจากพูดตัดบทกับเขาไปแล้ว ก็ไม่ได้เดินออกไปเหมือนกัน ได้แต่ยืนเกร็งอยู่ตรงนั้น และมีท่าทีเหมือนมีเื่จะคุยด้วยจริงๆ
“ ขอพักที่นี่สักคืนได้ไหมครับ?... ”
กลิ่นอายที่รุนแรงอย่างความเงียบ ทำให้เอ็นจินงํทนไม่ได้ จนต้องเอ่ยปากพูดออกมา ในน้ำเสียงที่ไม่มีความมั่นใจอยู่เลย มันทั้งเบา และออกสั่นๆ
แร็กคูนเมื่อเห็นแบบนั้น เขาก็คงไม่จำเป็ต้องถามว่าโกหกทำไม เขาพอเข้าใจได้ จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานเกี่ยวกับการสนทนากับผู้คนมากมาย
“ อื้ม! ยินดีรับใช้ครับ คืนนึงก็ราคา 50 ลายา ถ้ายังไงคุณลูกค้าสามารถใช้เป็บัตร VIP จ่ายแทนได้ครับ ”
“ บัตร VIP ที่ว่ารวมถึงสิ่งนี้ด้วยรึเปล่าครับ ”
เอ็นจินงํ ยื่นเหรียญตราบางอย่างให้กับ แร็กคูน เขาไม่รู้ว่าใช้ได้ไหม แต่ถ้ามันใช้ไม่ได้ก็เท่ากับเขาไร้สินทรัพย์ เพราะตอนนี้ก็ไม่ต่างจากเด็กเร่ร่อนไร้บ้านคนนึง ด้วยเหตุผลบางอย่างมันทำให้เขาอยู่ในสภาพนี้
ไม่ว่ายังไงเขาก็้าคำตอบแนวๆ “เชิญครับ” ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมา ดูท่าจะไม่ได้ถูกใจเขาเป็แน่
“ เหรียญตรานี้คือเหรียญตราราชวงศ์ แอเรียว แต่มันใช้ไม่ได้แล้วครับ เนื่องด้วยประกาศปลดสิทธิ์ทุกอย่างของเหรียญไปเมื่อเร็วๆนี้ จากทางราชวงศ์เอง ถึงแม้ผมจะไม่รู้เหตุผล แต่คุณขโมยมารึเปล่า เพราะมันสอดคล้องกับการกระทำของทางราชวงศ์ พวกเขาไม่ได้ประกาศในส่วนของเหตุผลมา อีกหลักฐานถ้าคุณคือทายาทของราชวงศ์จริง ผมของคุณมันควรเป็สีเงิน ไม่ใช่สีแดง… ”
เอ็นจินงํกำลังประหลาดใจ
มันไม่ควรเป็แบบนี้ สิ่งที่เขากังวลมันเป็จริงขึ้นมา
ไม่ใช่แค่ไม่มีที่พัก จากการที่ไม่มีอะไรจะจ่ายแล้ว
ที่หนักกว่านั้นคือคำพูดของแร็กคูน มันได้เผยความจริงที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้น
ก่อนที่เขาจะรีบคว้าเหรียญตราในมือแร็กคูนกลับคืนมา แล้ววิ่งออกประตูไปทันที
(“ ทำไมผมถึงไม่คู่ควรกับการได้เกิดมาในตระกูลของพวกคุณกัน...เพราะอะไร...เพียงเพราะอ่อนแอ แค่นั้นจริงๆเหรอครับ... ”)
...เด็กหนุ่มกลับสู่สายฝน หยดน้ำไหลจากผมลงมาที่หน้า มันไหลปนกันไปกับน้ำตา ตลอดทาง…
_______________________
จบบทนำ
[ED.]
หากต้องเผชิญหน้ากับเหวไร้ก้นบึ้ง ฉันจะยังมั่นใจต่อไปได้อีกไหมนะ
ฉันกำลังกลัว...
ูเาน้ำแข็งมันจมน้ำ และตอนนี้มันกำลังจะแตก
ถ้าเกิดเป็จริงขึ้นมาฉันมีเื่นึงอยากให้ช่วย...
ช่วยหายไป แล้วจบลงที่ฉันเป็ฝ่ายรอดที
ใบหน้าฉันตอนนี้มันสิ้นหวัง เสียงร้องขอชีวิตที่แหบแห้ง
ความดีที่เคยสั่งสม ภาพพจน์ที่เคยสร้างอย่างดี
ความห่วงใยที่ฉันเคยมีให้ และการตอบแทนที่ฉันเคยช่วยเหลือไว้
ฉะนั้นแล้วขณะนี้เธอควรจะตอบแทนฉันคืนบ้าง...
"ฉันไม่อยากพบเจออะไรแบบนี้อีก ถ้ามันเป็ไปได้ ต่อจากนี้ และตลอดไป"
ฉันไม่เหลือเกียรติยศใดๆอีกแล้ว หรือแม้แต่ผู้คนที่รัก
ถึงแบบนั้นฉันก็ยังไม่เสียสติ ความทรงจำทุกอย่างยังคงเหลือ
ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มต้นใหม่ได้ หลีกหนีมันแล้วเริ่มต้นใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
ฉันควรจะพูดแบบนี้...
ทว่าบาปที่ก่อไว้มันฝังลึกใกล้เคียงเหวไร้ก้นบึ้งนั้นไปแล้ว
รวมทั้งสิ่งที่ฉันสร้างมามันพินาศไปหมด
ฉันได้แต่เพียงคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ต้องเสียอีกต่อไป
บาปกรรมที่สร้างไว้ด้วยความตั้งใจก็จะแบกไว้เป็เครื่องราง
แน่นอนฉันไม่มีทางเลือกอะไรอีก นอกจากทำลายเหวเวรๆนั่น
ในก้นเหวด้านล่างที่เต็มไปด้วยความมืดมิด
ถ้าฉันไปอยู่ที่นั่นจะต้องมองไม่เห็นอะไรแน่นอน
ถ้ารู้แบบนั้นทำไมฉันถึงไม่กลับไปเอาทุกอย่างที่สร้างแสงสว่างมาได้กัน
แต่ฉันจะลงไปทำไม...
มันไม่มีเหตุจำเป็ที่ฉันจะต้องไปทำเื่แบบนั้น
ใบหน้าฉันตอนนี้มันสิ้นหวัง เสียงร้องขอชีวิตที่แหบแห้ง
ความดีที่เคยสั่งสม ภาพพจน์ที่เคยสร้างอย่างดี
ความห่วงใยที่เคยมีให้ และการตอบแทนที่ฉันเคยช่วยเหลือไว้
ฉะนั้นเมื่อเธอตอบแทน ฉันก็ควรใช้มันให้ดีที่สุด
“ไม่มีสิ่งใดที่ต้านอำนาจความเย็นของูเาน้ำแข็งใต้ทะเลได้ ทุกอย่างถูกแช่แข็ง แล้วทำได้แต่เพียงผนึกไว้ในจิตใจของฉัน ต่อจากนี้ จนถึงเวลาที่ฉันต้องหลับไปตลอดกาล..."
By 7MW