ตอนที่ 111 อับอายจนแทบจะระเบิดตนเอง คมกระบี่นี้ถือเป็นการชดใช้ให้เจ้า
“แค่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นเจ้าครองแคว้น ก็ทำให้เจ้าหลงตนเองได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“หรือเพราะหลายวันมานี้พี่มิได้รังแกเจ้า เลยทำให้เริ่มครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมา กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าคิดอันใดกันแน่ หรือคิดจะพลิกกลับมาเป็นนายของพี่เองเสียแล้ว”
กู้ฉางเกอย่อตัวลงพลางยิ้มเย้ยหยัน มือเรียวยาวเอื้อมไปบีบจมูกเล็กโด่งได้รูปของนางเบาๆ ทำเอากู้เซียนเอ๋อร์ขบเคี้ยวฟันแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตากลมโตสีอำพันอ่อนลุกโชนไปด้วยเพลิงแค้นและความมิยินยอมพร้อมใจ
อันใดคือการที่เขามากล่าวหาว่านางหลงตนเอง หรือเขาคิดว่านางมิอาจเอื้อมเทียบเทียมเขาได้
คำกล่าวนี้ฟังดูน่าขันนัก ทว่ามันกลับเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กู้ฉางเกอกำลังหัวเราะเยาะนาง
กู้เซียนเอ๋อร์แทบจะคลั่งเพราะการกระทำของเขา ทว่าสิ่งที่ทำให้นางโกรธเคืองที่สุดยังคงเป็นความคับแค้นและความรู้สึกมิยินยอม นางทุ่มเทฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมาเนิ่นนาน ทุกวันล้วนแล้วแต่นั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญ ดื่มกลืนแสงอรุณแห่งเก้าเทวา หลอมรวมสุริยันจันทรา แล้วนางจะฝึกบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาเทพยุทธ์อันไร้ผู้ต้านทานมาเพื่ออันใดกัน
ก็เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ชำระหนี้แค้น ลากกู้ฉางเกอผู้น่าชิงชังผู้นี้กำราบลงแทบผืนปฐพีให้จงได้ เพื่อให้เขาสำนึกเสียใจต่อสิ่งที่ทำไว้กับนาง ต่อความทุกข์ทรมานที่มิมีวันจางหายนี้
เมื่อครู่ ท่าทีองอาจและผยองลำพองของนาง ที่คิดว่าตนที่เพิ่งจะทะลวงถึงระดับเจ้าครองแคว้นได้ในวัยเยาว์นั้นจะหาผู้ใดเทียบเทียมได้ยาก ในเมื่อตอนที่เขาอายุเพียงเท่านี้ ก็ยังทะลวงมิถึงระดับขั้นพลังในยามนี้ของนางเลยด้วยซ้ำ แล้วเขามีสิทธิ์อันใดจะมาดูแคลนและมิเห็นคุณค่าในตัวนางกัน
นางเพียงแค่อยากจะพิสูจน์ว่าตนเหนือกว่าเขา พิสูจน์ว่านางมีค่าพอที่จะลบล้างความแค้นครั้งเก่าเหล่านั้นได้
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่า... นางยังมิทันได้แสดงพลังทั้งหมดออกไป ก็กลับถูกกู้ฉางเกอกำราบให้ราบคาบอย่างง่ายดายเสียแล้ว
ช่างเป็นการหักหน้ากันอย่างรวดเร็วเหลือเกิน!
สิ่งนี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกทั้งคับแค้น ขมขื่น อัดอั้น หม่นหมอง และท้อแท้ใจ... ความรู้สึกสับสนปนเปกันราวกับทะเลเพลิงที่พลุ่งพล่านในใจ
นางเพียงต้องการใช้พลังของตนเองเอาชนะกู้ฉางเกอ โดยมิพึ่งพาของวิเศษหรือสมบัติล้ำค่าที่เหล่าอาจารย์มอบให้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าหากกู้ฉางเกอคิดจะเอาชีวิตนางขึ้นมาจริงๆ แล้วละก็ นางมิมีทางยอมจำนนโดยมิต่อสู้เด็ดขาด!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาคู่งามของกู้เซียนเอ๋อร์พลันเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ทอประกายราวกับคมกระบี่ที่ชโลมด้วยไอเย็นจรดปลาย นางจ้องเขม็งขึงตามองกู้ฉางเกอ ราวกับจะใช้สายตาเชือดเฉือนเขาเป็นชิ้นๆ ให้โลหิตไหลนอง
พ่ายแพ้ได้แต่ห้ามเสียท่า โดยเฉพาะเรื่องของท่าทีและพลังอำนาจอันข่มขวัญนั้น ห้ามพ่ายแพ้โดยเด็ดขาด!
นี่คือคำสอนที่อาจารย์สามเคยกล่าวไว้กับนางอย่างหนักแน่น
“กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้ลำพองไปนัก! ยามนี้เจ้าบรรลุถึงขั้นที่สูงกว่าข้า ทว่าหากข้าตามเจ้าทันเมื่อใด ข้าจะกดหัวเจ้าลงกับพื้น และจะชำระความอัปยศครั้งนี้ให้จนหมดสิ้น!” กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็ง
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็จงตามพี่มาให้ทันเสีย”
“ด้วยความสามารถของเจ้าในยามนี้ ยังกล้ากล่าวว่าจะสังหารพี่เพื่อแก้แค้นอีกหรือ กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าเพ้อฝันเกินไปแล้วกระมัง”
น้ำเสียงเรียบนิ่ง แฝงแววเย้ยหยันและมิใส่ใจของกู้ฉางเกอดังขึ้นอีกครั้ง สุ้มเสียงนั้นแผ่วเบาดุจสายลม ทว่ากลับเสียดแทงใจของกู้เซียนเอ๋อร์จนสั่นสะท้าน
ท่าทีที่อยู่เหนือทุกสิ่ง ราวกับมองนางเป็นเพียงตัวตลก ทำให้นางถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนความเดือดดาลจะเอ่อล้นขึ้นมาแทนที่ นางขบกรามแน่นด้วยความโกรธจัด ทว่ากลับทำได้เพียงดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง
มือยักษ์จากพลังวิชาของกู้ฉางเกอยังคงกดทับนางไว้อย่างมั่นคง นางมิอาจขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย และยิ่งไปกว่านั้น ปลายจมูกเล็กเชิดงามของนางก็ยังถูกเขาบีบไว้อีกครั้ง!
“กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้ลำพองใจในอำนาจเกินไปนัก! ข้าจะสังหารเจ้าให้ได้!” กู้เซียนเอ๋อร์กู่ร้องเสียงสั่น ดวงตากลมโตเปล่งประกายความโกรธเคือง เฉกเช่นแมวป่าที่ถูกบีบคั้นจนแผดเสียงคำราม ขนฟูชูชันด้วยความโมโหสุดขีด
“พี่มอบโอกาสให้เจ้าแก้แค้นแล้ว ทว่าเจ้ากลับมิยอมไขว่คว้าไว้เสียเอง เจ้าช่างทำให้พี่ผิดหวังเสียจริง”
กู้ฉางเกอเผยสีหน้าเย็นชาอันสงบนิ่งราวกับสายธารนิรันดร์ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ในแววตา ทว่าในสายตาของกู้เซียนเอ๋อร์ในยามนี้เขากลับดูเยียบเย็นดั่งเซียนผู้สูงส่งเหนือเก้าสวรรค์ชั้นฟ้า ผู้มิอาจเอื้อมถึงได้
ศีรษะของนางราวกับมีเสียงสะท้อนดังอยู่ภายใน ก่อนจะนิ่งชะงักงันไปชั่วขณะ
ผิดหวังอย่างนั้นหรือ เขาผิดหวังในตัวนางด้วยเหตุอันใดกัน
ในเมื่อเขาสามารถกำราบนางได้อย่างง่ายดายจนมิอาจต่อต้าน นี่มิใช่ว่าควรจะยินดีที่เห็นนางสิ้นท่าหรอกหรือ
คำกล่าวของกู้ฉางเกอทำให้นางมิเข้าใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัย
ทว่ากู้ฉางเกอหาได้กล่าวอธิบายใดๆ เพิ่มเติมไม่ เขายังคงเผยสีหน้าสงบเยือกเย็น ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเพียงการหยอกเย้าสุนัขตัวน้อยที่กำลังอวดดีเท่านั้น
ในสายตาของเขา กู้เซียนเอ๋อร์เป็นเพียงเด็กสาวที่ดื้อรั้นและคันไม้คันมือ ที่รอให้เขาจัดการเท่านั้น
หากคอยสงบเงี่ยม มุ่งมั่นขยันฝึกบำเพ็ญเพียรเพื่อพัฒนาตนเองกับอาจารย์เพียงอย่างเดียว นี่นับว่ามิดีหรอกหรือ เหตุใดจึงต้องคิดฟุ้งซ่านไร้สาระ ยึดมั่นในความแค้นอันเลื่อนลอย มุ่งมั่นแต่คอยคิดหาโอกาสมาท้าทายชำระแค้นเขา
เรื่องราวการช่วงชิงกระดูกในอดีตนั้น แม้ความผิดนั้นจะนับว่าเป็นของเขา ทว่าด้วยเป็นเพราะมารครอบงำจิตใจ ครั้งนั้นหาใช่เจตนาที่แท้จริงของเขาไม่
หากระบบตื่นขึ้นเร็วกว่านี้ แก้ไขปัญหาการถูกครอบงำจากมารนั้น กู้ฉางเกอก็ย่อมมิกระทำการช่วงชิงกระดูกเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพราะเขาย่อมมีวิธีการที่ทั้งสง่างาม และได้ประโยชน์กว่าวิธีการนั้นอีกหลายเท่า
การที่เขาละเว้นชีวิตกู้เซียนเอ๋อร์ ที่มัวแต่คิดถึงการแก้แค้นพยายามหาทางล้มเขา นับว่าเป็นความเมตตาอันสูงสุดแล้ว
เพียงแต่ที่ผ่านมาเขายุ่งจนมิมีเวลาไปสนใจนาง จึงปล่อยให้นางอยู่กับอาจารย์ มุ่งมั่นฝึกฝนบำเพ็ญเพียรพลังได้อย่างเต็มที่โดยมิเข้าไปขัดขวาง ทั้งยังยั่วยุกระตุ้นให้อาจารย์ทุ่มเทอบรมสั่งสอนนาง
เขาแทบจะเรียกได้ว่ามอบวาสนาล้ำค่าและโชคลาภทั้งปวงให้แก่นางโดยตรงแล้ว
ทว่าเด็กผู้นี้กลับมิรู้คุณค่า ซื่อบื้อเหมือนท่อนไม้ กลับมาทำตัวโอหัง ท้าทายอำนาจของตนเช่นนี้
หรือเป็นเพราะเขาปล่อยปละละเลยนางมานานเกินไป จึงทำให้นางรู้สึกว่าถูกมองข้ามและน้อยใจขึ้นมา
ความคิดอันหลากหลายผุดขึ้นในใจของกู้ฉางเกอ
ในเมื่อเด็กดื้อผู้นี้มาหาเรื่องกันถึงที่ เขาก็จำเป็นจะต้องสั่งสอนให้รู้ซึ้งเสียบ้างว่าโลกนี้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเพียงใด
มิอย่างนั้น อีกมินานหากนางบรรลุถึงขอบเขตระดับที่สูงขึ้นได้อีก ก็คงจะคิดว่าตนเองนั้นยิ่งใหญ่จนลืมตัวไปอีกเป็นแน่!
“วันนี้ถือว่าเป็นการลงโทษเจ้าเพียงเล็กน้อย หากมีครั้งหน้า พี่จะโยนเจ้าลงไปในก้นบ่อมูลของเสีย กักขังเจ้าไว้ในที่แห่งนั้นสักหลายปี…”
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นอีกครั้ง สีหน้ายังคงสงบนิ่งมิแปรเปลี่ยน
“เพี้ยะ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับที่กู้เซียนเอ๋อร์พลันชะงักค้าง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความมิอยากจะเชื่อ ก่อนที่ใบหน้างามจะขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอายจนแทบจะระเบิดตนเองให้รู้แล้วรู้รอด
นางโกรธเกรี้ยวแทบขาดใจ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีผู้ที่กล้าทำกับนางเช่นนี้
แถมยังเป็นผู้ที่นางเกลียดชังที่สุดอย่างกู้ฉางเกออีกด้วย!
“กู้ฉางเกอ…”
ขณะที่นางกำลังเคืองแค้นจนแทบจะลุกเป็นเปลวเพลิง ด้านข้างนั้น เยวี่ยหมิงคงเองก็มองภาพตรงหน้าด้วยอาการตะลึงงันไปชั่วครู่ แม้จะรู้สึกว่าท่าทีของกู้ฉางเกอที่มีต่อกู้เซียนเอ๋อร์นั้นดูประหลาดอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเห็นว่าเขามิได้มีเจตนาจะสังหารนาง ก็นับว่าเป็นเรื่องดีอยู่มิน้อย
ในฐานะพี่ชาย การอบรมสั่งสอนน้องสาวผู้ดื้อรั้นย่อมมิใช่เรื่องแปลกอันใด ทว่าการที่เขาถึงขนาดที่…ตีก้นนางเช่นนี้ มันก็ออกจะดูเกินไปอยู่บ้าง
ทว่าถึงอย่างนั้น สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว การลงโทษแค่นี้ก็นับว่าเบาเกินไปเสียด้วยซ้ำ หากจะกล่าวว่าเกินเลยไปก็คงจะมิใช่
ยิ่งไปกว่านั้น โชคดีที่ ณ ที่แห่งนี้มีเพียงพวกเขาสามคน หากข่าวนี้แพร่ออกไป เกรงว่ากู้เซียนเอ๋อร์คงได้อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่!
“เซียนเอ๋อร์...”
ขณะที่เยวี่ยหมิงคงกำลังจะกล่าวห้ามปรามออกไป ทว่าทันใดนั้น กู้เซียนเอ๋อร์ก็พลันระเบิดความโกรธออกมา
“กู้ฉางเกอ ข้าจะสังหารเจ้า! ข้าจะสู้กับเจ้าให้ตายกันไปข้างหนึ่ง!”
กู้เซียนเอ๋อร์กัดฟันแน่น ดวงหน้าที่เย็นชาแลดูโกรธเกรี้ยวราวกับจะสังหารคนให้ได้ นางแทบอยากจะตัดมือของกู้ฉางเกอทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่าตรงข้ามกับความโกรธของนาง กู้ฉางเกอกลับยังคงมีท่าทีเฉยเมย แสดงออกอย่างมิยี่หระ ราวกับเรื่องทั้งหมดมิใช่เรื่องราวใหญ่โตอันใด
“คิดจะสังหารพี่เพื่อแก้แค้นอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็จงเผยความสามารถที่แท้จริงออกมาเสีย อย่าทำให้พี่ดูถูกเจ้าไปมากกว่านี้เลย”
เขาได้แต่เพียงส่ายศีรษะเบาๆ ด้วยดวงตาฉายแววผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะหันกายเตรียมกลับเข้าสู่ตำหนักของตน
ครืน!
ทว่าทันใดนั้น กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวกลับพลันปะทุออกมาจากร่างของกู้เซียนเอ๋อร์ ทันใดนั้นก็ชักศาสตราวุธซึ่งเป็นกระบี่สีดำสนิทเล่มมหึมาออกมา ทั่วทั้งกระบี่เล่มนั้นแผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารที่น่าสะพรึงกลัว
ปลายกระบี่เปล่งประกายคมกล้า ราวกับสามารถฉีกทึ้งท้องนภาและสังหารสรรพสิ่งในปฐพีได้
จากนั้นมันก็ลอยสูงขึ้นเหนือศีรษะของนาง ฉับพลันก็ปรากฏภาพมายาสะท้านฟ้าสะเทือนดินขึ้นโดยรอบกระบี่ มิว่าจะเป็นภาพของจักรพรรดิโบราณที่สิ้นชีพพร้อมโลหิตท่วมสมรภูมิ ภาพของเซียนแท้ถูกสังหารสิ้น ภาพของจักรวาลที่แตกสลายและล่มสลายราวกับวันสิ้นโลก
พลังอันมหาศาลและน่าสะพรึงกลัวไหลเวียนอยู่รอบตัวด้าม ดั่งเป็นศาสตราแห่งการทำลายล้างที่มิอาจต้านทานได้
“นั่นมันคือสิ่งใดกัน!”
“ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก! บนยอดเขาไร้พ่ายเกิดอันใดขึ้นกันแน่ นั่นมันเขตพำนักของศิษย์เอกกู้มิใช่หรือ หรือว่ามีการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในที่แห่งนั้นกัน”
ณ ชั่วขณะนั้น ศิษย์มากมายแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างตื่นตะลึงพรึงเพริด หลายร่างปรากฏขึ้นจากยอดเขาและเกาะศักดิ์สิทธิ์ จับจ้องมองไปยังทิศทางนั้นด้วยความตกตะลึงพรั่นพรึง
คมกระบี่สีดำทมิฬอันน่าสะพรึงกลัวเล่มนั้น ทำให้พวกเขารับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจนวิญญาณแทบสั่นไหว มิอาจระงับอาการแข้งเข่าอ่อน ราวกับจิตสำนึกสั่งให้ทรุดกายลงคารวะโดยมิรู้ตัว
พลังอำนาจอันน่าสะพรึงนั้นได้แผ่กลิ่นอายเหนือกว่าขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของขั้นศักดิ์สิทธิ์ออกมา เพียงปลายคมกระบี่ที่ฟาดฟันลงไปก็สามารถทำลายล้างสวรรค์และปฐพีได้โดยง่าย!
โดยเฉพาะเหล่าศิษย์แห่งยอดเขาไร้พ่าย ต่างก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันนี้ได้อย่างเด่นชัดยิ่ง จิตใจแทบมิอาจต้านทาน ถูกแรงมหาศาลบดขยี้จนแทบมิอาจจะหายใจได้ไหว
ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่า กู้เซียนเอ๋อร์จะหยิบยกสิ่งของเช่นนี้ออกมาได้โดยง่ายดาย
“ศาสตราวุธที่มีพลังเหนือกว่าขั้นศักดิ์สิทธิ์นี้ นางสามารถครอบครองมันไว้ได้อย่างไรกัน หากมิใช่เพราะพลังบำเพ็ญของนางยังมิถึงขั้น พลังแห่งคมกระบี่เล่มนี้ก็คงยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิมหลายเท่า...”
เหล่าผู้อาวุโสหลายท่านปรากฏตัวขึ้นในอากาศเบื้องบน ดวงตาฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
แม้แต่พวกเขา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นยอดคนแห่งยุคผู้ครอบครองพลังขั้นสูงสุด ก็ยังสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นพรั่นพรึงจากคมกระบี่นี้
ถึงแม้กู้เซียนเอ๋อร์จะยังเยาว์วัย ทว่าภูมิหลังของนางนั้นย่อมต้องมิใช่ธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน มิน่าเล่านางจึงได้รับการปฏิบัติอย่างดีเยี่ยมจากท่านผู้อาวุโสใหญ่เช่นนั้น
พวกเขาล้วนสืบทราบมาว่า กู้เซียนเอ๋อร์มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ทว่าความลึกลับเบื้องลึกของนางนั้น พวกเขาก็ยังมิอาจสืบทราบได้อย่างถ่องแท้
ขณะจับจ้องไปยังคมกระบี่ที่ผ่าท้องนภานั้น ความสงสัยและความเงียบงันยิ่งครอบคลุมจิตใจของเหล่าผู้อาวุโสทุกคน พวกเขาอดมิได้ที่จะยิ่งประหลาดใจใคร่รู้ถึงที่มาของนางผู้เยาว์วัยผู้นี้
“กู้ฉางเกอกับกู้เซียนเอ๋อร์นั้นมีเรื่องกระทบกระทั่งกันมิน้อยเลยทีเดียว ทว่าในฐานะทายาทของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงแล้ว ต่อให้เป็นคมกระบี่สายฟ้าฟาดนี้ เขาก็คงมิกลัวเกรง… ทว่าอย่างไรเสียก็คงหนีมิพ้นที่จะได้รับความเจ็บปวดอยู่บ้าง”
เหล่าผู้อาวุโสโดยรอบต่างจับจ้องไปยังทิศทางของยอดเขาไร้พ่าย ก่อนเอ่ยวาจาออกมาด้วยท่าทีคาดเดาสถานการณ์
“ไอ้เจ้าตัวประหลาดนั่นถึงกับมอบสิ่งของเช่นนั้นให้กับนางเชียวหรือ ล้วนเป็นเพราะกู้ฉางเกอหาเรื่องใส่ตนเองทั้งสิ้น เช่นนั้นเขาก็มิอาจจะถือโทษผู้ใดได้…”
ในห้วงอากาศอันเวิ้งว้าง เบื้องบนอันเงียบสงบไร้คลื่นลม ใบหน้าของท่านผู้อาวุโสใหญ่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสงบนิ่งดั่งเซียนในยุคบรรพกาล
เขาเอื้อมมือขึ้นลูบเคราด้วยรอยยิ้มอันยากจะปกปิดความพึงพอใจที่เอ่อท้นออกมาจากแววตา
ยากนักที่จะได้เห็นกู้ฉางเกอเผชิญกับความลำบากเช่นนี้บ้าง นี่ช่างทำให้เขามีความสุข ประหนึ่งได้จิบน้ำหวานเย็นจากสายธารใสในคิมหันตฤดู ช่างทำให้สมองโล่งโปร่งเบาสบายเสียจริง!
ในสายตาของผู้อาวุโสใหญ่ ต่อให้กู้ฉางเกอจะเก่งกล้าสักเพียงใด หรือครอบครองกลยุทธ์นับร้อยนับพันแผนการ ก็มิมีทางหนีพ้นคมกระบี่เล่มนี้โดยมิบาดเจ็บเสียหายได้
แต่ทว่าในวินาทีถัดมา รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่กลับแข็งค้างไปโดยมิรู้ตัว
ดวงตาของเขาเบิกโพลงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่คิ้วขาวหนาขมวดมุ่น ราวกับกำลังได้พบเห็นสิ่งที่มิอาจทำใจเชื่อได้อยู่เบื้องหน้า
เหตุการณ์ที่ทำให้เขาถึงกับตื่นตระหนกได้ถึงเพียงนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
ภายนอกตำหนัก ขณะกู้เซียนเอ๋อร์ชักกระบี่สีดำขึ้นมานั้น กู้ฉางเกอก็ได้สังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้ว เขาได้คาดการณ์ถึงเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ต้น จึงยังคงเผยใบหน้าอันสงบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์
ก่อนหันกลับจ้องมองตรงไปยังคมกระบี่นั้น
“เซียนเอ๋อร์ หยุดเดี๋ยวนี้...”
เยวี่ยหมิงคงพลันมีสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นางรีบเอ่ยห้ามปราม ทว่าก็มิทันการณ์เสียแล้ว
กว่าที่กู้ฉางเกอจะเลิกคิดสังหารเซียนเอ๋อร์ได้นั้นก็นับว่าเป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง หากเซียนเอ๋อร์ทำเช่นนี้จริง นั่นย่อมหมายถึงการฉีกหน้าและเปิดเผยความแค้นระหว่างทั้งสองให้ปรากฏแจ้งชัด
หากถึงตอนนั้น สถานการณ์ก็ยากเกินกว่าจะควบคุมได้โดยสิ้นเชิง
ด้วยพลังในยามนี้ของกู้เซียนเอ๋อร์ หากคิดจะเอาชนะหรือทัดเทียมกับกู้ฉางเกอ ก็ย่อมเป็นไปมิได้โดยสิ้นเชิง เว้นเสียแต่นางจะหนีกลับไปยังหมู่บ้านท้อโบราณ หรือไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ของนาง
เยวี่ยหมิงคงมิได้กังวลในตัวกู้ฉางเกอนัก
เพราะนางรู้ดีว่าเล่ห์กลและวิธีการของกู้ฉางเกอนั้นหลากหลายและยากจะคาดเดาได้ กระบี่ครานี้ของกู้เซียนเอ๋อร์ มิมีทางทำอันตรายถึงชีวิตเขาได้
สิ่งที่นางกังวลกลับเป็นสถานการณ์อันยากเกินจะประสานหลังจากนี้ต่างหาก
ขณะเดียวกัน กู้เซียนเอ๋อร์เองก็เพิ่งจะได้สติและรู้สึกเสียใจขึ้นมา
เมื่อครู่โทสะนั้นได้ครอบงำนางจนหมดสิ้น นางจึงลงมือไปโดยมิทันได้ไตร่ตรอง พลันชักกระบี่สีดำทมิฬซึ่งอาจารย์ใหญ่เคยมอบให้ไว้ มุ่งหวังฟาดฟันฉีกทึ้งกู้ฉางเกอให้เป็นชิ้นๆ
ทว่าการกระทำเช่นนี้ขัดกับความตั้งใจของนางที่เพียงแต่ต้องการเอาชนะกู้ฉางเกออย่างเปิดเผยและเที่ยงตรงในยามแรก
อีกทั้งกู้ฉางเกอก็เพียงแค่สั่งสอนและหยอกเย้านางเล็กน้อย มิได้คิดหมายเอาชีวิตนาง
ทว่าถึงยามนี้ แม้จะอยากชักมือกลับ ก็กลับสายเกินการณ์เสียแล้ว
กู้เซียนเอ๋อร์รีบเร่งถอนพลังที่ส่งไปยังกระบี่สีดำ แต่ทว่าคลื่นพลังอันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกไปแล้วนั้น จะเรียกกลับคืนมาได้อย่างไร
เพียงแค่กระแสพลังของคมกระบี่นั้น ก็สามารถฉีกกระชากทุกสรรพสิ่ง ฟาดฟันภูผาและแหวกผืนธาราได้ในพริบตา
ฟิ้ว!
สุ้มเสียงการสั่นสะท้านของห้วงมิติแว่วดังขึ้น สัญลักษณ์เรืองแสงมากมายพลันระเบิดประกายเจิดจ้า ราวกับจะแผ่ปกคลุมทั่วทั้งท้องนภา
“กู้ฉางเกอ เจ้ารีบหลบไปเร็วเข้า...”
ในชั่วขณะนั้น สีหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์เต็มไปด้วยความร้อนรน นางรีบร้องตะโกนให้กู้ฉางเกอรีบรุดหลบหนี
การลงมือครั้งนี้เป็นฝีมือของนาง ทว่าก็กลับกลายเป็นนางที่ร้องกล่าวถ้อยคำให้เขาหลบหนีเองเช่นกัน นางรู้สึกขัดแย้งและคับข้องใจยิ่งนัก ด้วยเพราะมิต้องการจะเอาชนะกู้ฉางเกอด้วยวิธีการเช่นนี้
ทว่าเมื่อได้ยินคำกล่าวของนาง…
กู้ฉางเกอซึ่งหยุดยืนอยู่หน้าตำหนัก กลับแสดงท่าทีสงบนิ่ง เขาหันกลับมาจ้องมองกระบี่ที่ฟาดฟันเข้าใส่โดยไร้ซึ่งความตื่นตระหนกอันใด และยิ่งมิแม้แต่จะมีทีท่าต่อต้านหรือตั้งรับ
สีหน้าอันสงบนิ่งของเขา ทำให้หัวใจของกู้เซียนเอ๋อร์ไหววูบด้วยความหวาดหวั่นขึ้นมา
“คมกระบี่นี้...ถือเป็นการชดใช้ให้เจ้า...”
กู้ฉางเกอกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไร้ซึ่งความสำคัญใดๆ
จากนั้น เขาจึงยืนนิ่งมองกระบี่ที่ผ่าแหวกลงมาจากหัวไหล่ ก่อนทะลวงลงไปจนถึงกึ่งกลางของร่างกาย
ความเจ็บปวดนี้ช่างแสนสาหัส ราวกับจะแบ่งแยกร่างเขาออกเป็นครึ่งซีก
แต่ทว่าเขากลับยังคงสงบนิ่ง มิแม้แต่จะขมวดคิ้วหรือแสดงความเจ็บปวดใดๆ ออกมา
โลหิตสีแดงฉานพลันสาดกระเซ็น พร้อมกับเผยให้เห็นกระดูกที่แฝงไว้ด้วยสัญลักษณ์แห่งมหามรรคา ซึ่งเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างน่าอัศจรรย์
ภายใต้คมกระบี่นั้น พลันมีเสียงแตกหักดังขึ้นอย่างแผ่วเบา พร้อมกับรอยแตกร้าวที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งกระดูก
“นี่มัน...”
เยวี่ยหมิงคงที่มองเห็นภาพนี้กับตาตนเอง ถึงกับตื่นตะลึงไปชั่วขณะ มิอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
นางมิคาดคิดเลยว่ากู้ฉางเกอจะมิทำอันใดทั้งสิ้น นอกเหนือจากยืนมองกู้เซียนเอ๋อร์ฟาดฟันคมดาบลงมาทั้งอย่างนั้น
ด้วยความสามารถของเขา หากต้องการจะต่อต้านขัดขืนก็คงจะกระทำได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่า...เขากลับปล่อยให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่มิทำสิ่งใด!