“เจ้าเป็นเผ่าเอลฟ์ ข้าไม่คิดเลยว่าเผ่าพันธุ์ของเจ้าจะยังคงมีหลงเหลืออยู่”
“เผ่าพันธุ์เอลฟ์ของพวกเราเหลืออยู่ไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นพวกเราต้องหลบซ่อนตัวจากการตามล่าของเผ่าพันธุ์อื่น เจ้าเป็นคนแรกที่ข้าเจอที่นี่และยังเป็นคนแรกที่ช่วยเหลือเผ่าพันธุ์เอลฟ์เช่นพวกเราหากเป็นคนอื่นคงจับตัวพวกเราไปตั้งแต่เห็นแล้ว”
“พวกเขาต้องการตัวพวกเจ้าไปทำอะไร?”
“เพราะเผ่าพันธุ์เอลฟ์มีรูปร่างหน้าตาดีพวกเขาจึงชอบจับพวกเราไปเป็นสัตว์เลี้ยงหรือไม่ก็จับไปสนองตันหาของพวกเขานะสิ”
“ข้าต้องขอโทษแทนคนพวกนั้นด้วยข้าไม่คิดว่าเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าจะต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะตันหาของพวกมนุษย์เช่นพวกเรา”
“ไม่ใช่แค่เผ่าพันธุ์มนุษย์หรอกแทบจะทุกเผ่าพันธุ์ที่ต้องการตัวพวกเรา โชคดีที่คนที่พบเป็นท่านหากเป็นคนอื่นข้าคงต้องถูกจับตัวไปเป็นทาส”
“เอาหละนับจากวันนี้ไปข้าจะเป็นเพื่อนกับเจ้าเองหากใครรังแกเจ้า ก็เหมือนมารังแกคนในครอบครัวของข้าข้าจะไม่ยอมปล่อยพวกเขาเอาไว้อย่างแน่นอน อีกอย่างเมื่อข้าหาทางกลับไปยังอาณาจักรของข้าได้ข้าจะช่วยให้พวกเจ้าไม่ต้องอยู่อย่างหลบ ๆซ่อน ๆ อีกต่อไป อาณาจักรของข้าอาณาจักรกาลเวลา พวกเจ้าเคยได้ยินบ้างหรือไม่?”
บาเอลยังไม่กล้าบอกที่อยู่ของเขาให้กับเฟยหลงเขาต้องการทราบว่าเฟยหลงเป็นคนเช่นไร เพราะเผ่าพันธุ์ของเขานั้นถูกตามล่ามาโดยตลอดจึงทำให้เขาไม่กล้าที่จะไว้ใจใครมากเกินไปดังนั้นบาเอลจึงเลือกที่จะไม่บอกสถานที่อยู่ของเผ่าเอลฟ์ให้กับเฟยหลง
“ในเมื่อท่านช่วยชีวิตข้าและยังให้โอกาสข้าได้เป็นสหายกับท่าน ข้าเองก็ไม่ปฏิเสธแต่หากท่านมีภัยข้าเองก็ไม่ยอมอยู่เฉยเช่นเดียวกัน”
“เช่นนั้นพวกเรามาเดินทางร่วมกันในวิหารเทียมเมฆแห่งนี้จะดีหรือไม่?”
“ได้ข้าไม่คิดเลยว่าข้าจะมีเพื่อนเป็นเผ่ามนุษย์ได้ ขอบใจเจ้ามากเฟยหลง” บาเอลกล่าวด้วยความยินดีแม้ตัวเขาจะยังไม่คุ้นเคยกับเฟยหลงแต่จากการที่เฟยหลงช่วยเหลือชีวิตของเขาเอาไว้ก็เพียงพอที่บาเอลจะไว้ใจและร่วมทางไปกับเฟยหลง
ทั้งสองจึงร่วมเดินทางไปด้วยกันภายในวิหารเทียมเมฆนี้มีอันตรายเป็นอย่างยิ่งดังนั้นการเดินทางทุกครั้งพวกเขาทั้งสองต้องระมัดระวังตัวมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเพราะบาเอลนั้นเป็นเผ่าเอลฟ์ซึ่งเป็นที่ต้องการของเผ่าต่าง ๆ โดยเฉพาะเผ่าสัตว์ปีศาจเพราะเผ่าเอลฟ์นั้นสามารถทำให้พลังของพวกมันแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างมาก เรียกง่าย ๆว่าเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีสำหรับพวกมันเลยทีเดียว
หลังจากทั้งสองคนเดินทางได้สามวันพวกเขาก็มาถึงยังทางเข้าวิหารเทียมเมฆซึ่งตอนนี้ประตูของวิหารเทียมเมฆนั้นยังไม่เปิดให้เข้าไปด้านในแต่ก็มีเหล่าจอมยุทธ์จากอาณาจักรต่าง ๆเริ่มทยอยมาถึงบ้างแล้ว
“บาเอลเจ้าสะดุดตาเกินไปข้าจะร่ายเวทให้ทุกคนเห็นเจ้าเป็นเผ่ามนุษย์ก็แล้วกัน แต่เวทของข้าจะอยู่ได้เพียงแค่ไม่นานเจ้าอย่าได้ไปไหนไกลจากข้า เพราะเวลาเมื่อเวทเสื่อมลงข้าจะสามารถร่ายใหม่ให้เจ้าได้อีกครั้ง”
“ขอบใจเจ้ามากเฟยหลง”
เฟยหลงร่ายเวทให้กับบาเอลในทันทีหูที่แหลมและยาวเริ่มกลับมาเหมือนมนุษย์ดวงตาของบาเอลเองก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในทันที
“ไปกันเถอะพวกเราไปรอที่ประตูทางเข้าวิหารเทียมเมฆกันเถอะ ข้าเองก็อยากจะรู้ว่ามีอะไรด้านในวิหาร”
“อ้าวท่านเฟยหลงท่านไม่ได้มาเพื่อ ‘ผลไม้แห่งชีวิต’หรอกหรือ ผลไม้แห่งชีวิตเช่นนั้นหรือข้าเองก็พึ่งเคยได้ยินชื่อนี่แหละ”
“ท่านพี่ไม่เคยเล่าเรื่องผลไม้แห่งชีวิตให้ข้าฟังเลยหรือว่าท่านพี่เองก็ไม่รู้เรื่องผลไม้แห่งชีวิตเช่นเดียวกัน” เฟยหลงคิดอยู่ในใจ
“ผลไม้แห่งชีวิตเป็นผลไม้อย่างไรหรือบาเอลข้าอยากจะรู้เช่นกัน ที่ข้าเข้ามาครั้งนี้เป็นครั้งแรกและข้าเองก็รู้เรื่องวิหารเทียมเมฆนี้น้อยมาก”
“เป็นเช่นนี้นี่เองเช่นนั้นข้าจะเล่าเรื่องผลไม้แห่งชีวิตให้ท่านได้รู้เองเพราะผลไม้แห่งชีวิตนั้นเป็นผลไม้ที่ผู้คนเดินทางมาต้องการมากที่สุดผลไม้แห่งชีวิตนี้จะอยู่ในวิหารเทียมเมฆแห่งนี้ ว่ากันว่าหากผู้ใดได้กินจะสามารถกลับคืนชีวิตหลังความตายได้ถึงสามครั้งโดยผลไม้แห่งชีวิตนี้จะสามารถกินได้เพียงแค่ผลเดียวเท่านั้น”
“อะไรนะท่านบาเอลท่านบอกว่าสามารถฟื้นจากความตายได้ถึงสามครั้ง เช่นนั้นเคยมีใครได้ผลไม้แห่งชีวิตไปบ้างหรือไม่?”
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันมันเป็นเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาแต่ผลไม้แห่งชีวิตนี้ต้องทานหลังจากเด็ดผลของมันจากต้นไม่เกินสองชั่วโมงหาไม่แล้วผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ใช่สามครั้ง ทางที่ดีหากท่านเจอผลไม้แห่งชีวิตท่านควรเด็ดและทานตรงนั้นเลยจะดีที่สุด”
“แล้วผลไม้แห่งชีวิตนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร”
“ท่านพอมีพู่กันกับกระดาษไหมข้าจะวาดให้ท่านดู ตามที่ท่านบรรพบุรุษได้เล่าให้ข้าฟังผลไม้แห่งชีวิตนั้นจะมีผลเล็ก ๆ เหมือนผลเชอรี่ แต่มีสีม่วง เมื่อผลของมันสุกจะเปลี่ยนเป็นสีทอง เท่าที่ข้าจำได้ลักษณะมันเป็นเช่นในรูปที่ข้าวาดให้ท่านดูนี่แหละ”
“หากพวกเราหามันเจอก็คงจะดีสินะ จะได้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาลอบทำร้ายพวกเราเหมือนกับว่าพวกเรามีชีวิตเพิ่มอีกสามชีวิต หากสามารถนำมาปรุงโอสถได้มันจะเป็นโอสถประเภทใดกัน?”
“นี่ท่านเป็นนักหลอมโอสถด้วยเช่นนั้นหรือเฟยหลง”
“อ๋อใช่ข้าเป็นนักหลอมโอสถและก็เป็นนักเวทด้วยเช่นกัน”
“อะไรนะท่านฝึกฝนอย่างไร เป็นทั้งนักหลอมโอสถ นักเวท และยังฝึกยุทธ์ด้วย ท่านนี่มันตัวประหลาดชัด ๆ มีใครเขาสามารถฝึกฝนได้แบบท่านบ้างละนี่”
เฟยหลงได้ยินถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียวเพราะตัวเขาเองก็ฝึกฝนทุกอย่างเหมือนเช่นปกติทุกวันอยู่แล้วจึงทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบเท่านั้น
ผู้คนจากอาณาจักรอื่นๆ เริ่มทยอยมาถึงวิหารเทียมเมฆมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนเริ่มจับกลุ่มกันส่วนเฟยหลงและบาเอลยังคงไม่เข้าร่วมกับกลุ่มอื่น ๆพวกเขารอวิหารเทียมเมฆเปิดอย่างเงียบ ๆ หลาย ๆ คนเองก็ไม่ต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ เช่นเดียวกันพวกเขาทำได้เพียงอยู่เงียบ ๆ
เฟยหลงมองไปยังกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีราวๆ ห้าถึงหกสิบคนได้ พวกเขารวมตัวกันเพื่อหวังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากที่สุดหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงประตูวิหารเทียมเมฆจึงค่อย ๆ เปล่งแสงสีทองสว่างจ้า
“ไปเร็วพวกเราประตูวิหารเทียมเมฆเปิดแล้ว พวกเรารีบเข้าไปกันเร็ว”
หลายคนเริ่มวิ่งเข้าไปในวิหารเทียมเมฆส่วนเฟยหลงและบาเอลพวกเขาค่อย ๆ เดินไปช้า ๆ พวกเขาไม่ได้รีบเร่งเหมือนคนอื่น ๆหลังจากที่เดินเข้าไปด้านในวิหารเทียมเมฆ พวกเขากลับต้องแปลกใจเพราะด้านในกว้างขวางและสวยงามเป็นอย่างมาก
“บาเอลพวกเราไปกันเถอะตอนนี้พวกเขาคงกระจายตัวออกไปตามหาของมีค่ากันแล้ว พีชายเคยวาดแผนที่ให้ข้าดูข้าพอจะจำเส้นทางได้ พวกเราไปทางนี้กัน ข้าคิดว่าห้องที่พี่ชายของข้าพยายามเปิดแต่ก็ไม่สามารถเปิดมันได้ ต้องมีของมีค่าไม่น้อยเลยทีเดียว”
“เช่นนั้นเจ้าก็นำทางพวกเราจะไปที่ห้องนั้นกัน หากเป็นอย่างที่เจ้าข้ายินดีให้เจ้าเลือกสมบัติภายในนั้นก่อน”
“ได้ตกลงตามนั้น เจ้าตามข้ามาทางนี้”
เฟยหลงนำทางบาเอลไปตามแผนที่ที่อยู่ในหัวของเขา แม้แผนที่ที่เป่ยหลงวาดให้เฟยหลงดูจะเป็นแผนที่แบบหยาบ ๆ แต่รายละเอียดสำคัญตามจุดต่าง ๆ เขากลับบอกได้อย่างแม่ยำเพียงไม่นายเฟยหลงและบาเอลทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงยังห้องที่เฟยหลงกล่าวถึง
ทั้งสองช่วยกันสำรวจรอบๆ เพื่อหาทางเปิดห้องให้ได้ทั้งสองหาวิธีอยู่กว่าสามชั่วโมงแต่ก็ไม่สามารถหากลไกหรือวิธีเปิดประตูห้องนั้นได้เลยจนผู้อาวุโสไท่หลุนที่อยู่ในวิหารเทพสงครามทนไม่ไหว
“เจ้าหนูเจ้าคิดจะเปิดห้องนี้เจ้าต้องใช้โลหิตของเจ้าหยดลงไปตรงประตูเจ้าจึงจะสามารถเข้าไปด้านในได้”เสียงดังมาจากวิหารเทพสงครามที่อยู่ภายในตัวของเฟยหลง
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมาก”
เฟยหลงทดลองหยดโลหิตของเขาลงไปตรงประตูตามที่ผู้อาวุโสไท่หลุนแนะนำเมื่อโลหิตของเขาหยดลงไปที่ประตู ประตูนั้นค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ
“บาเอลพวกเรารีบเข้าไปเถอะก่อนที่คนอื่นจะมา”
บาเอลเห็นดังนั้นจึงรีบตามเฟยหลงเข้าไปด้านในหลังจากที่ทั้งคู่เข้าไปด้านในด้าน ประตูห้องพลันปิดลงในทันทีแต่ทั่วทั้งห้องกลับสว่างไสวเฟยหลงและบาเอลทั้งคู่มองไปยังกลางห้องซึ่งในตอนนี้มีสมบัติลอยอยู่สองชิ้น ชิ้นแรกเป็นธนูส่วนชิ้นที่สองนั้นเป็นเพียงแค่เมล็ดพันธุ์พืชสองเมล็ดลอยู่อยู่กลางห้อง
บาเอลมองไปยังธนูตาไม่กระพริบ เฟยหลงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมา
“ธนูนั้นไม่เหมาะสำหรับข้าเจ้าให้ข้าเลือกสมบัติก่อน เช่นนั้นข้าขอเลือกเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดนั้นแทนก็แล้วกันบางทีมันอาจจะเป็นเมล็ดของสมุนไพรหายากมันจะมีประโยชน์กับข้ามากกว่าธนูอย่างแน่นอน”
บาเอลยิ้มในทันทีเขามองไปยังเฟยหลง พร้อมกับพยักหน้าตอบรับในทันที
“ขอบใจเจ้ามากเฟยหลง”หลังจากพูดจบบาเอลเดินเข้าไปยังกลางห้องตรงจุดที่ธนูลอยอยู่แต่เขาไม่สามารถเข้าไปใกล้ ๆ ได้มากกว่านี้เพราะมีม่านพลังป้องกันเอาไว้อยู่บาเอลลองโจมตีใส่ม่านพลังนั้นแต่เมื่อโจมตีใส่ม่านพลังกลับมองเห็นอักขระมากมายรายล้อมม่านพลังนั้นอยู่
“บาเอลหยุดโจมตีก่อน”เฟยหลงเอ่ยขึ้นมา บาเอลจึงได้หยุดการโจมตี พร้อมกับเดินมาหาเฟยหลงอีกครั้ง
“รอข้าทำความเข้าใจอักขระพวกนั้นก่อนบางทีพวกเราอาจจะไม่ต้องออกแรง”
เฟยหลงมองดูอักขระพวกนั้นผลึกปัญญาแห่งแสงทำงานทันที เฟยหลงรีบนั่งสมาธิพร้อมกับย่อยความรู้ที่เขาได้เรียนรู้จากอักขระพวกนั้นทันทีเขาใช้เวลาย่อยสลายความรู้จากอักขระพวกนั้นราว ๆ สองชั่วโมง เฟยหลงจึงได้ลืมตาขึ้น พร้อมกับเดินไปยังจุดกลางห้องจากนั้นเฟยหลงจึงได้วาดอักขระสี่ห้าตัวลงบนพื้น
“บาเอลข้าจัดการคลายอักขระพวกนั้นให้แล้วเจ้ารีบไปเอาธนูของเจ้าเถอะ”