บทที่ 2 แว่วเสียงปริศนา รักลูกไม่เท่ากัน
สือเฉิงชางเห็นบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนของตนได้รับความเ็ปจนใบหน้าซีดเผือดในใจก็พลันตื่นตระหนก รีบวิ่งเข้าไปกอดบุตรสาวไว้แน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“อิงเอ๋อร์ เ้าเป็อะไรไปอย่าทำให้พ่อกลัวสิ”
แต่ภาพความทรงจำฉากแล้วฉากเล่ายังคงไหลเข้าสู่โสตประสาทของหญิงสาวราวสายน้ำหลาก
“อิงเอ๋อร์ บุรุษนั้นมากรักหลายใจเ้าอย่าได้หลงคารมหวานหูของพวกเขาเป็อันเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเ้าจะต้องเ็ปทุกข์ระทมไปจนวันตาย”
แว่วเสียงอันไพเราะเสนาะหูของหญิงสาวนางหนึ่งทุกถ้อยวาจาแฝงไปด้วยความเ็ปรวดร้าว ดังขึ้นในหัวของสือซิ่วอิง
เฮือก…!
เสิ่นเยว่หอบหายใจแรง สูดเอาอากาศเข้าไปเต็มปอดแล้วทบทวนภาพความทรงจำทั้งหมด จึงรู้ว่าตอนนี้ตนเองนั้นได้ข้ามภพมาอยู่ในร่างของคุณหนูรองแซ่สือแห่งจวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย เมื่อวานเพิ่งจะมีอายุครบ14ปีบริบูรณ์ ซึ่งเดิมทีเ้าของร่างเดิมมีนิสัยขี้ขลาดอ่อนแอจนโดนคนอื่นรังแกอยู่เสมอและครั้งนี้ก็เช่นกัน
‘เื่นี้มันน่าเหลือเชื่อจนเกินไปแล้ว’
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 วันก่อน สือซิ่วอิงกับสือซูเจินซึ่งเป็น้องสาวของนาง ได้พากันออกไปเดินเล่นนอกจวนในระหว่างนั้นบังเอิญพบกับองค์ชายรัชทายาทซึ่งเป็บุรุษรูปงามที่สือซูเจินรักปักใจมาโดยตลอดแต่ตอนที่พระองค์กำลังเดินผ่านทั้งสองไปนั้น ก็ได้ใช้สายตาจดจ้องมองไปยังสือซิ่วอิงแวบหนึ่งทำให้ในใจของสือซูเจินคิดอิจฉาริษยาจนคั่งแค้น เพราะคุณหนูรองผู้นี้มีรูปโฉมงดงามหาใดเปรียบจนได้ฉายาสาวงามล่มเมืองมา
'ใครก็ตามที่คิดจะมาเป็คู่แข่งแย่งชิงบุรุษที่นางหมายปองเอาไว้ต้องตายสถานเดียว' นี่คือสิ่งที่สือซูเจินคิดอยู่ภายในใจ
สือซูเจินรู้สึกคลางแคลงใจเป็อย่างมากเหตุใดสือซิ่วอิงที่มีบิดาและมารดาเดียวกัน ถึงได้มีรูปร่างหน้าตางดงามเหนือกว่านางได้มากขนาดนี้เล่าเพลิงริษยาที่สุมอยู่ในอกแทบจะเผาไหม้ทำลายนางให้มอดม้วยมรณาไปก่อนเสียแล้ววันนี้จึงคิดวางแผนผลักนังแพศยาลงน้ำให้ตาย แต่ใครจะไปคิดว่านังแพศยานั่น ที่กำลังจะตกลงไปในสระน้ำอยู่แล้วแท้ๆ กลับรีบหมุนกายคว้าข้อมือนางไว้แน่น จนทำให้ทั้งสองตกลงไปในสระด้วยกัน
สือเฉิงชางเห็นบุตรสาวไม่พูดไม่จาเอาแต่เหม่อลอยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก็รู้สึกให้กระวนกระวายใจยิ่งนัก หากเขาสามารถเจ็บแทนนางได้เขาก็จะแบกรับเอาความเ็ปนั้นมาไว้เสียเอง
“อิงเอ๋อร์ พ่อขอโทษที่ไม่ดูแลเ้าให้ดีโถ่! บุตรสาวที่น่าสงสารของข้า เ้าคงเ็ปมากสินะ”
บุรุษหนุ่มวัยกลางคนผู้เป็ขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนักถึงกับร้องไห้คร่ำครวญแสดงความอ่อนแอออกมาให้ได้เห็น น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนแก้มสือซิ่วอิงนางถึงได้สติขึ้นมาแต่ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร เพียงได้สบตากับบุรุษที่พร่ำเพ้อคอยเรียกตนเองว่าพ่อผู้นี้แล้วในใจก็เจ็บแปลบ มีความรู้สึกทั้งรักทั้งแค้นอย่างประหลาด
'นี่…นางเป็อะไรไปกันแน่ถึงได้มีความรู้สึกเช่นนี้ต่อบิดาอีกอย่างเสียงของหญิงสาวที่อยู่ในความทรงจำของนางคือผู้ใดกัน เหตุใดภาพถึงได้เลือนรางนัก'
หญิงสาวสะบัดศีรษะไปมาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งให้หมดแล้วจึงเอ่ยกับผู้เป็บิดาอย่างอ่อนโยน
“ท่านพ่อ ข้าไม่เป็อะไรแล้วเ้าค่ะ…ท่านอย่าได้โศกเศร้าเสียใจไปเลยนะเ้าคะ”
สือเฉิงชางได้ยินบุตรสาวพูดจาเอ่ยปลอบตนด้วยท่าทางเป็ปกติก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก เขายอมรับเลยว่าทีแรกนั้นพอได้เห็นบุตรสาวพูดจาเลอะเทอะแถมยังทำกิริยาท่าทางประหลาดนั่นอีก ก็ใเป็อย่างมากจนคิดไปว่าบางทีนางอาจกลัวเขาทำโทษจนเสียสติกลายเป็คนวิปลาสไปเสียแล้วเขาเอ่ยด้วยน้ำตาคลอหน่วย
“ยังดี ๆ อิงเอ๋อร์ของข้ายังมีสติครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ต้องขอบคุณเง็กเซียนฮ่องเต้บน์จริง ๆ”
สือซิ่วอิง: "..."
'เอ่อ…ตาหมอนี่เขาคิดว่านางเป็คนบ้าไปแล้วจริงๆ หรอกหรือ…มันน่าโมโหนัก'
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดีจู่ ๆ สือซิ่วอิงก็ลุกพรวดพราดผลักบิดาออกอย่างแรง แล้วหอบเสื้อผ้าอีนุงตุงนังรีบวิ่งไปยังข้างสระ
อิงเอ๋อร์ !
สือเฉิงชางตระหนกใเป็อย่างมากถึงกับเปล่งเสียงอุทานเรียกชื่อนางออกมาอย่างดัง
“อิงเอ๋อร์ เ้าอย่าได้คิดสั้นไปเลยพ่อไม่เคยคิดที่จะทำโทษเ้าเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เ้ามีความผิดมากกว่านี้เป็ร้อยเท่าพันเท่าพ่อก็จะไม่มีวันทำร้ายเ้าเด็ดขาด เด็กดีกลับมาหาพ่อเถอะนะ”
สือเฉิงชางพลางวิ่งพลางะโตามหลังนางไปอย่างกระวนกระวายใจ
สือซูเจินที่ได้ยินบิดากล่าวเช่นนั้นออกมาก็รู้สึกน้อยใจเป็อย่างมากจนน้ำตาไหลอาบแก้ม‘เหตุใดเวลาสือซิ่วอิงทำผิดท่านพ่อถึงไม่กล้าแม้แต่จะทำโทษนางเลยแม้แต่น้อย ผิดกับตัวนางเองที่ทำผิดเพียงเล็กน้อยท่านพ่อถึงกับดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรง บางครั้งถึงขั้นโดนโบยก็มีมาแล้ว หรือว่านางจะไม่ใช่บุตรสาวของท่านพ่ออย่างนั้นหรือ’
สือฮูหยินมองดูสามีที่วิ่งตามบุตรสาวคนรองไปด้วยความเป็ห่วงแล้วสลับหันมามองดูบุตรสาวคนที่สามของตนก็ให้รู้สึกเจ็บแปลบหัวใจยิ่งนัก นางพยายามก้าวขาอันสั่นเทาเดินไปหาสือซูเจินจากนั้นก็ดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เจินเอ๋อร์ เ้าอย่าได้คิดมากไปเลยถึงอย่างไรพ่อกับแม่ก็ยังรักเ้ามากที่สุดอยู่ดี”
“ท่านแม่ ฮือๆ ๆ ข้ารู้มาโดยตลอดว่าท่านพ่อนั้นรักและลำเอียงไปทางพี่รองมากแค่ไหน ไม่ว่านางจะทำผิดอะไรหรือใหญ่โตแค่ไหนท่านพ่อก็ไม่เคยลงโทษนางเลยสักครั้ง แต่เหตุใดพอเป็ข้าทำผิดบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้นท่านพ่อถึงกับด่าทอ ตบตีข้า ราวกับว่าข้าไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงของเขาอย่างไรอย่างนั้นท่านแม่ในใจบุตรสาวคนนี้ของท่านเ็ปเหลือเกินฮือ ๆ ๆ”
สือฮูหยินแววตาไหววูบดูมีพิรุธแต่ก็หายไปอย่างรวดเร็วนางนั้นทั้งรู้สึกสงสารบุตรสาวและสงสารตัวเองไปพร้อม ๆ กัน เพียงเห็นลูกเจ็บเล็กน้อยใจของแม่นั้นเจ็บยิ่งกว่าเป็ไหน ๆ นางกอดรัดบุตรสาวแน่นขึ้นอีก
“เจินเอ๋อร์ เ้าอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหลแบบนี้ให้พ่อเ้าได้ยินเป็อันเด็ดขาดไม่อย่างนั้นเ้าอาจโดนทำโทษได้ อีกอย่างคำพูดเช่นนี้มิใช่เป็การตั้งคำถามหลู่เกียรติแม่ของเ้าอยู่หรอกหรือ”
สือซูเจินสะดุ้งโหยงได้สติโดยพลัน‘ใช่แล้ว นี่นางพูดออกไปแบบนั้นได้อย่างไรกันนั่นไม่ใช่เป็การสงสัยว่ามารดาของตนนั้นแอบคบชู้สู่ชาย สวมหมวกเขียวให้บิดาของตนอยู่มิใช่หรอกหรือทำไมนางถึงได้สะเพร่าขาดความรอบคอบมากขนาดนี้นะ’เมื่อคิดได้ดังนี้จึงรีบหันหน้าไปหามารดา เอ่ยด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“ท่านแม่ เจินเอ๋อร์ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลู่เกียรติของท่านเลยแม้แต่น้อยเป็ข้าที่คิดน้อยเกินไปจึงได้กล่าววาจาโง่เขลาเช่นนั้นออกมา ท่านแม่โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิดเ้าค่ะ”
สือฮูหยินมีหรือที่จะโกรธบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนที่น่าสงสารของตนลงนางยกมือขึ้นลูบศีรษะที่เปียกน้ำของสือซูเจินเบา ๆ อย่างอ่อนโยน
“เด็กโง่ แม่เคยโกรธเ้าได้สักครั้งที่ไหนกันเล่า”
ในที่สุดสือซูเจินก็เผยยิ้มกว้างออกมาทั้งๆ ที่น้ำตายังคงไหลรินอาบสองแก้มอยู่อย่างนั้น
“เจินเอ๋อร์รักท่านแม่ที่สุดเลยเ้าค่ะ”