หู่หลี่ลี่ไม่เคยรู้ว่าพ่อของเธอเป็นใคร เธออยู่กับแม่มาตั้งแต่ยังเด็ก
ในสายตาของเธอ แม่เป็นสาวงามที่น่าตะลึง ความงามของแม่เพียงพอที่จะทำให้ชายที่เห็นเธอมักจะลดฝีเท้าลง
ยิ่งกว่านั้นแม่ของเธอยังอ่อนโยน อ่อนโยนกว่าหม่าม๊าทุกคนในโลกนี้ เหมือนกับว่าเธอไม่เคยโกรธ ตี หรือ ด่า หู่หลี่ลี่เลย เมื่อหู่หลี่ลี่ทำผิด แม่ของเธอมักจะยิ้มให้เธอ แล้วบอกว่าจะต้องทำยังไง
หู่หลี่ลี่คิดเหมือนทุกที ‘หรือหม่าม๊าไม่เคยโกรธฉันเลยนะ?’
แม่ของหู่หลี่ลี่ชื่อว่า หู่ชิง เธอเป็นไกด์ให้กับบริษัทท่องเที่ยว แล้วมักจะไม่ค่อยอยู่บ้านหลายวัน ดังนั้นหู่หลี่ลี่จึงต้องอยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่เด็ก เธอมักได้รับคำเยินยอจากเพื่อนบ้านว่าเป็นเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองได้
แต่วันหนึ่ง แม่ของเธอกลับมาจากงานพร้อมเลือดท่วมตัว ทำให้เธอกลัว
“ม๊า เกิดอะไรขึ้น?” หู่หลี่ลี่ถามอย่างกังวล นี่เป็นครั้งแรกที่หู่หลี่ลี่รู้สึกกลัวจนหน้าไม่มีสีเลือด หม่าม๊าเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เธอมี ถ้าหู่ชิงตายเธอก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องมีชีวิตอีกต่อไป
“หม่าม๊าไม่เป็นไร” หู่ชิงปลอบลูกสาวของเธอ ๆ กอดหู่หลี่ลี่แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เธอ “หม่าม๊าก็แค่มีแผลถลอกนิดหน่อย”
“ม๊า ม๊าบาดเจ็บได้ยังไง?” หู่หลี่ลี่วิ่งไปที่ครัวแล้วกลับมาพร้อมกับมีดสองเล่ม แล้วตะโกนด้วยความโกรธ “ม๊า บอกหนู ใครรังแกม๊า? หนูจะไปสับมันเป็นชิ้น ๆ!”
“หลี่ลี่...วางมีดลงก่อน เดี๋ยวจะบาดเจ็บ!” หู่ชิงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือว่าร้องไห้ดี เธอมองไปที่ลูกสาวของเธอ ผู้ที่ตอนนี้เติบโต ตัวสูง บอบบาง แล้วงดงามเหมือนกับเธอ ทันใดนั้นเธอก็ถอนหายใจ แล้วกะพริบตา
“ม๊า ผ่อนคลาย หนูจะไม่ปล่อยให้ใครรังแกม๊า” หู่หลี่ลี่พูดขณะที่สะบัดมีดในมือไปมา “อย่างแย่ที่สุด หนูก็แค่สู้กับมันจนตาย!”
“ลืมมันซะหลี่ลี่ หนูไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันหรอก” รอยยิ้มของหู่ชิงหายไป แล้วทันใดนั้นเธอก็ยื่นมือออกไป ทันใดนั้นลำแสงสีขาวก็ลอยออกมาจากฝ่ามือของเธอ แล้วชนเข้ากับมีดในมือของหู่หลี่ลี่ มีดนั้นปลิวออกจากมือของหู่หลี่ลี่แล้วปักเข้ากับผนัง
“ม๊า...” หู่หลี่ลี่ตกใจ “นี่มัน...เรื่องอะไรกัน?”
“หลี่ลี่ ตอนนี้ลูกก็โตแล้วมีบางอย่างที่ม๊าต้องบอกหนู” หู่ชิงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรงแล้วกวักมือเรียกลูกสาวของเธอให้มานั่งข้าง ๆ
“จริง ๆ แล้วหนู และหม่าม๊าไม่ใช่คนธรรมดา พวกเราถูกพวกเขาเรียกว่า สัตว์อสูร หรือ ถ้าจะพูดให้ถูกคือพวกเราเป็นผู้ฝึกตนอสูรจิ้งจอกหิมะ”
“ม๊า ม๊าพูดเรื่องอะไร?!” หู่หลี่ลี่รีบกระโดดขึ้นจากโซฟา แล้วพูดด้วยความรู้สึกแปลก ๆ “พวกเราเป็นมนุษย์ชัด ๆ ดูสิ เรามีแขนมีขา ไม่เห็นมีอะไรเหมือนจิ้งจอกสักหน่อย เราจะเป็นอสูรจิ้งจอกได้ยังไง!? ม๊า ม๊าต้องดูละครมากไปแน่ ๆ ใช่มั้ย?!”
“หลี่ลี่ หม่าม๊าไม่ได้โกหกหนู” หู่ชิงรู้นิสัยของลูกสาวเธอ ดังนั้นเธอจึงยืนขึ้นแล้ววางมือทั้งคู่ไว้บนหน้าอกตัวเอง
จากนั้นก็มีกลุ่มแก๊สสีขาวระเบิดออกมาจากข้างหลังของหู่ชิง ทันใดนั้น ข้างหลังของเธอ ก็มีหางสีขาวนุ่ม 7 หางงอกออกมา หางพวกนี้ยาวมาก เมื่อหางทั้ง 7 ขยับ มันก็แทบจะเต็มห้อง
“นะ... นี่” หู่หลี่ลี่ตะลึงแทบจะกลายเป็นหินแล้วนั่งลงกับพื้น ทันใดนั้นเธอก็จำได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนในโรงยิม
‘หม่าม๊าของเธอเป็นอสูรจิ้งจอกจริง ๆ?’ หู่หลี่ลี่ถามตัวเอง นี่เป็นเรื่องยากจะจินตนาการ
“หลี่ลี่ หม่าม๊าของหนูเป็นจิ้งจอก 7 หาง ดังนั้นจึงมี 7 หาง เหตุผลที่ม๊าไม่แสดงร่างที่แท้จริงจนมาถึงตอนนี้ เพราะว่าลูกยังเด็ก ดังนั้นม๊าเลยผนึกจิตจิ้งจอกไว้ในตัวหนู ตอนนี้หนูเป็นจิ้งจอก 2 หางแล้ว แต่ว่าพลังของหนูยังอ่อนอยู่”
“นะ...หนูไม่อยากจะเชื่อ” หู่หลี่ลี่ส่ายหัวอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะชื่อของเธอมักจะถูกคนล้อเลียน เรียกเธอว่า ‘จิ้งจอก’ แต่เธอเข้าใจว่านั่นเป็นแค่เรื่องล้อกันเล่น แล้วทำไมตอนนี้ เธอถึงไม่สามารถเชื่อว่าความจริงแล้ว เธอเป็นจิ้งจอกจริง ๆ
หู่ชิงปล่อยหางเธอลง แล้วบังคับตัวเองให้ยิ้มแล้วพูดว่า “หลี่ลี่ หม่าม๊าเป็นหัวหน้านิกายสัตว์อสูร ตอนนี้ นิกายสัตว์อสูรกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นเป็นเหตุว่าทำไมม๊าถึงไม่บอกหนูเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาก่อน”
“นิกายสัตว์อสูร? หัวหน้า?” หู่หลี่ลี่พึมพำกับตัวเอง เธอรู้สึกเหมือนกับกำลังได้ฟังบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็คิดว่าประตูอีกบานของโลกกำลังเปิดอย่างช้า ๆ ตรงหน้าเธอ
‘บางที นี่อาจเป็นโลกที่ฉินเฉามา?’ หู่หลี่ลี่ใคร่ครวญ
แม้ว่าในใจของเธอจะเต็มไปด้วยความกังวล แต่มันก็มีความรู้สึกตื่นเต้นปนมาด้วย
“ถูกแล้ว นิกายสัตว์อสูร!” หู่ชิงพยักหน้า แล้วพูดว่า “นิกายสัตว์อสูร เป็นนิกายที่พวกเราสัตว์อสูรก่อตั้งขึ้น มันเป็นหนึ่งในหกของนิกายปีศาจ โชคไม่ดีที่แดนปีศาจกำลังเสื่อมลง โดยเฉพาะนิกายสัตว์อสูร หลังจากที่หัวหน้าคนก่อนตายไป ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งของนิกายสัตว์อสูร พวกเราก็กลายเป็นนิกายที่อ่อนแอที่สุด”
“ม๊า งั้นทำไมม๊าถึงบาดเจ็บ?” หู่หลี่ลี่ถามหม่าม๊าของเธออีกครั้ง
“มันเป็นเพราะเจ้าพวกสารเลวขี้โกงจากนิกายหยานโล่ว!” หู่ชิงพูดพร้อมกับเหมือนมีพิษงูในน้ำเสียงของเธอ หู่หลี่ลี่ผู้ที่ไม่เคยเห็นแม่ของเธอแสดงท่าทางที่เต็มไปด้วยจิตสังหารแบบนี้มาก่อน เธอก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก หู่ชิงยังคงพูดต่อไป “เมื่อพวกมันรู้ว่านิกายสัตว์อสูรเป็นนิกายที่อ่อนแอที่สุด พวกนิกายหยานโล่วนั่น ก็คุกคามพวกเราอย่างต่อเนื่องโดยไม่เลือกวิธีการ เป้าหมายของพวกมันคือการดูดกลืนนิกายสัตว์อสูรของพวกเราเข้าไปรวมกับนิกายของพวกมัน หึ! ฝันไปเถอะ!”
“ต่อให้ม๊าถูกฆ่า หลี่ลี่ต้องรับแก่นพลังของหม่าม๊า แล้วกลายเป็นผู้นำคนต่อไปของนิกายสัตว์อสูรของเรา”
“ม๊า...หนูจะทำให้พวกที่รังแกม๊าต้องทรมาน” เมื่อเห็นแม่ของเธอบาดเจ็บสาหัสอย่างนี้ หู่หลี่ลี่ ผู้ที่มีชะตาผูกกับแม่ของเธอตั้งแต่เด็กก็โมโห ร่องรอยของความโกรธที่ไม่สามารถลบได้ลุกโชนในใจของเธอ
“ดี หลี่ลี่ ตราบเท่าที่หนูทำบางอย่างให้ม๊า หม่าม๊าก็จะสามารถกลายเป็นจิ้งจอก 9 หางได้ ม๊าจะทำลายไอ้พวกสารเลวหยานโล่วแล้วทำให้นิกายสัตว์อสูรเป็นนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนปีศาจ”
“เรื่องอะไร? ม๊าบอกหนูมาเลย” หู่หลี่ลี่รีบถาม
“หนูเป็นลูกของม๊า หมายความว่า หนูก็มีเสน่ห์ของจิ้งจอกติดตัว ดังนั้น มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับหนู ถ้าหนูเรียนรู้วิธีใช้เสน่ห์ล่ะก็ เรื่องที่จะเอาแก่นแท้ปีศาจมาก็เป็นเรื่องง่ายเหมือนยื่นมือออกไปหยิบนั่นแหละ”
“แก่นแท้ปีศาจ?” หู่หลี่ลี่งุนงง นี่เป็นศัพท์ใหม่สำหรับเธอ
“ใช่ แก่นแท้ปีศาจ!” หู่ชิงพยักหน้า “หม่าม๊าพบว่าบางคนที่ใกล้กับหนูเกิดมามีกายาปีศาจ ถ้าหนูดูดเอาแก่นแท้ปีศาจมา แล้วเอามาให้หม่าม๊า ม๊าก็จะสามารถผ่านคอขวดของ 7 หาง แล้วกลายเป็นจิ้งจอก 9 หางได้ จากนั้น พลังของหม่าม๊าก็จะแข็งแกร่งจนสามารถกลายเป็นผู้ปกครองแดนปีศาจได้!”
“คนที่ใกล้กับหนู?” หู่หลี่ลี่เดาไม่ถูก ดังนั้นจึงถาม “ใครเหรอคะ?”
“เขาคือฉินเฉา!”
................
ทันใดนั้นหู่หลี่ลี่ก็ตื่นจากฝันกลางวัน คำพูดของหู่ชิงวันนั้นยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของเธอ
เธอมองฉินเฉาที่ยังยืนทื่ออยู่บนเวที ทันใดนั้นในใจเธอก็ว่างเปล่า เธอคิดว่า ‘ฉันจะสามารถลงมือกับชายคนนี้ได้จริง ๆ เหรอ?’
เธอได้จดจำวันเขาที่ช่วยเธอไว้บนถนน
ต่อจากนั้นเขาก็ช่วยเพื่อนของเธอฟางเหวินจากดาดฟ้า
‘ฉันจะสามารถลงมือกับผู้ช่วยชีวิตของฉันได้ยังไง?’ หู่หลี่ลี่ถามตัวเองซ้ำอีกครั้ง
หู่หลี่ลี่มองลงไปที่มือของเธอที่มีประกายแสงสีขาวกระจายออกมา
“หลี่ลี่ เป็นอะไรเหรอ?” เมื่อเห็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธออยู่ข้าง ๆ ฟางเหวินก็ถามอย่างไม่ลังเล
หู่หลี่ลี่สะดุ้ง เธอรีบทำให้แสงสีขาวทึม ๆ บนมือของเธอหายไป โบกมือ แล้วพูดว่า “ฉันไม่เป็นไร เหวินเหวิน ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
ในตอนนี้เอง ที่บนเวทีทันใดนั้นก็วุ่นวายเล็กน้อย เพราะว่าเมื่อฉินเฉาทำให้ริว เคนตะ ตกลงไปในหลุมอีกครั้ง พวกนักเรียนญี่ปุ่นที่ดูอยู่ก็โกรธ นักเรียนหลายคนที่ดูเหมือนจะเป็นพี่น้องที่เรียนศิลปะการต่อสู้กับริว เคนตะ ก็ตะโกนออกมาอย่างไม่คาดคิด แล้วพากันขึ้นมาบนเวที
“เร็ว รีบหยุดพวกนักเรียน!” ผู้อำนวยการวูคิ้วกระตุก เขาตะโกนอย่างไม่ลังเล “อย่าปล่อยให้เรื่องมันเกินจะควบคุม!”
ก่อนที่ซูเฟยจะได้เห็นฉากที่วุ่นวายนี้ เธอรีบโบกมือให้บอดี้การ์ดของเธอ พวกบอดี้การ์ดรีบไปที่หน้าเวทีแล้วตั้งแถวกันพวกนักเรียนที่พากันเข้ามา แต่พวกนักเรียนญี่ปุ่นต่างพากันเรียนบูโดกัน พวกเขาไม่ทนแล้วใช้กำลังฝ่าแถวของบอดี้การ์ดแล้วปีนขึ้นไปบนเวที
ริว เคนตะ ไม่พอใจที่แพ้ เขาปีนขึ้นมาจากหลุมอีกครั้ง แม้ว่าร่างจะบาดเจ็บ เขาก็ยังคงพูดอย่างโอหังว่า “นายจบแล้ว นี่เป็นพี่น้องร่วมสำนักของฉัน”
“พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญบูโดกัน นายจะต้องพบกับความโกรธของบูโดกันอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา!” เขายังคงพูดต่อ
หลังจากนั้นนักเรียนกว่าสิบคนก็พุ่งเข้าใส่ฉินเฉา โอบล้อมเขาไว้
พวกเขาไม่ได้ทำตัวเหมือนพวกนักเลงที่พุ่งเข้ามาโจมตีพร้อมกัน กลับกัน นี่เหมือนกับรายการทีวี พวกเขาล้อมฉินเฉาเอาไว้ แล้วจากนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้น
จากนั้น พวกนักเรียนญี่ปุ่นก็พากันยืนขึ้น เดินเข้ามาตรงหน้าฉินเฉาแล้วตั้งท่าเริ่มต้นของคาราเต้
“คิดจะรุมงั้นเหรอ?” ฉินเฉาเลิกคิ้วแล้วหัวเราะ เขาหยิบเอาไฟแช็กออกมาจากกระเป๋าแล้วจุดบุหรี่ให้ตัวเอง “ได้ ถ้าพวกนายอยากจะเล่นล่ะก็ ฉันจะเล่นเป็นเพื่อนพวกนายเอง ไม่เอาดีกว่า พวกนายเข้ามาพร้อมกันเลยแล้วกัน”
“จองหองจริง ๆ!” นักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นพูดเป็นภาษาจีน ดูเหมือนว่าพวกนักเรียนญี่ปุ่นพวกนี้จะเรียนภาษาจีนก่อนที่จะมาจีน
นักเรียนญี่ปุ่นตรงหน้าเขาเริ่มก้าวเข้ามาข้างหน้าสองก้าว รองเท้าทำให้เกิดเสียงเมื่อลงเท้ากับพื้น
เขาเข้าใกล้ฉินเฉาระหว่างพลิกฝ่ามือไปด้วย มันตะโกนขึ้นแล้วลอบเคลื่อนไหวเข้าใส่กระเพาะฉินเฉาด้วยความเร็วปานสายฟ้าได้
ฝ่ามือที่ฟาดเข้ามานี้ทั้งเร็วแล้วไร้เมตตา โดยเฉพาะฝ่ามือของนักเรียนญี่ปุ่นคนนี้ยังสูงกว่าริว เคนตะ 2 ขั้น
แต่การโจมตีไม่สามารถทำร้ายฉินเฉาได้ เขาโยนบุหรี่ขึ้นไปเคลื่อนร่างกายหลบไปด้านข้าง ขณะเดียวกัน มือข้างหนึ่งจับมือของนักเรียนญี่ปุ่นที่พุ่งเข้ามาขณะที่มืออีกข้างฟาดกลับหลังใส่ช่องท้องของนักเรียนคนนั้น
พร้อมกับเสียงอู้อี้ที่ส่งออกมา นักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นพ่นกรดในกระเพาะอาหารออกมา ท้องได้รับการกระทบกระเทือนอย่างน่ากลัว แต่ฉินเฉาไม่ได้หยุด เขาดึงแขนกลับมาแล้วทำให้ร่างกายของนักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นหมุน โดยมีฉินเฉาเป็นแกน เขาหมุนนักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นไปรอบ ๆ แล้วโยนเขาลงจากเวที
“ฮ่าห์!” หลังจากนักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นตกจากเวที นักเรียนอีกคนก็รีบพุ่งเข้ามาแล้วชกหมัดตรงเข้าใส่ สไตล์ของพวกเขาเป็นต่อเนื่อง หมัดตรง หรือ อาจจะเป็นเตะ แม้ว่าเทคนิคของพวกเขาจะธรรมดา แต่มันก็เต็มไปด้วยพลัง ถ้าคนธรรมดาถูกมันเข้าล่ะก็ กระดูกของพวกเขาต้องหักแน่ ๆ
แต่ฉินเฉาไม่ใช่คนธรรมดา เขายื่นมือออกไปจับที่ก้นบุหรี่ที่กำลังตกลงมา คาบไว้ในปาก แล้วยืนอย่างไม่ใส่ใจ เขาปล่อยให้ฝั่งตรงข้ามปล่อยหมัดตรงมาที่หน้าอก
“ว้ายยย!” เมื่อเห็นฉากนี้ ซูเฟยก็ร้องออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
แต่อารมณ์ของคนที่นั่งอยู่หลังเวที ซูจี ยังคงสวยงามสดใส
‘หึ! อยากจะทำร้ายผู้ชายของฉันเหรอ? ฝันไปเถอะ!’ ซูจีคิด
กร๊อบ! เสียงกระดูกหักดังออกมาอย่างชัดเจน ทุกคนพากันตะลึง พวกเขาเห็นนักเรียนญี่ปุ่นคนนั้นกุมแขนแล้วคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด
ฉินเฉาทำตัวเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายืนอยู่ที่นั่น แล้วสูบบุหรี่อย่างเกียจคร้าน
“กระจอก ไอ้พวกอ่อนเอ๊ย” ฉินเฉายกนิ้วกลางตรงหน้า
“เข้าไปพร้อมกัน!” นักเรียนที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าตะโกนออกคำสั่ง
“ไฮ้!”
จบตอน#