“เป็นอย่างไรบ้างจินเออร์” เป่ยหลินเหมยถามออกมาด้วยสีหน้ากังวล
“เรียบร้อยเจ้าค่ะท่านแม่ ต่อแต่นี้ไปคนตระกูลเจียจะมิมารบกวนพวกเราอีกแล้วเจ้าค่ะ” จินเออร์เอ่ยตอบมารดา
“อืม เช่นนั้นหรือ เช่นนั้นแม่จะไม่ถามว่าเจ้าใช้วิธีใดจัดการกับคนเหล่านั้น” หลินเหมยเอ่ยออกมาอย่างเข้าใจกับวิธีการรับมือของบุตรสาวที่ไม่ว่าจะใช้วิธีใด เจ้าตัวก็พร้อมจะเข้าใจและยอมรับไปกับบุตรสาว
“เจ้าค่ะ คนอื่นๆ เล่าเจ้าค่ะท่านแม่ลูกอยากคุยด้วย” เมื่อจินเออร์มองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นใครเลย
“อืม กำลังฝึกพลังนะ” เป่ยหลินเหมยที่ตื่นจากภวังค์ความคิดรีบเอ่ยตอบออกมา
“ข้าคิดว่าหากทุกคนพร้อมแล้ว เราก็ควรกลับสู่โลกภายนอกกันสักที” จินเออร์เอ่ยออกมาพร้อมกับลอบมองสีหน้าของท่านแม่ไปด้วย การที่นางพูดแบบนี้ ไม่ได้หมายถึงการออกไปเผชิญโลกภายนอกอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการตามหาอดีตของท่านพ่อและท่านแม่เช่นกัน
“อืม แม่ว่าเช่นนั้นก็ดี เพราะตอนนี้ทุกคนคิดถึงบ้านแย่แล้วล่ะ” เป่ยหลินเหมยยิ้มบางตอบรับประโยคของบุตรสาวออกมาเบาๆ
“อิอิ เจ้าค่ะ”
“อ้าว จินเออร์กลับมาแล้วหรือ” ซานหลงที่เพิ่งกลับมาจากการฝึกฝนพลังเอ่ยถามออกมาทันที ที่เห็บุตรสาวของตนเองกลับเข้ามาในมิติ
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” จินเออร์ตอบรับ
“เช่นนั้น ทุกคนตอนนี้อยู่ในระดับไหนกันแล้วหรือเจี่ยฉง” จากนั้นจึงหันไปถามเจี่ยฉงที่บินตามท่านพ่อและท่านตาท่านยายมาติดๆ
“ทุกคนในตอนนี้ หากเทียบกับคนที่โลกภายนอก ถือว่า มิมีใครสามารถทำอันตรายใดๆ ได้แล้วล่ะ” เจี่ยฉงตอบออกมาตามความจริง ที่ตอนนี้ตนเองสัมผัสได้ว่าระดับพลังของแต่ละคนพัฒนาไปมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“เช่นนั้นก็ดี เพราะข้าต้องการพาทุกคนออกไปเผชิญโลกภายนอกแล้วล่ะ” หลังจากนั้นจินเออร์จึงนำทุกคนออกมาสู่โลกภายนอก สถานที่ที่ออกมาปรากฏก็คือบ้านของพวกเขานั้นเอง
“นายท่านยินดีด้วยขอรับ” อวี้จิงเอ่ยออกมาคนแรก เมื่อเห็นนายท่านทั้ง สี่คนที่กลับออกมาแล้ว ตามมาด้วยคนอื่นๆ ในตระกูลซู ที่ต่างก็วางงานที่ทำและมารวมตัวกันที่โถงของบ้าน เพื่อต้อนรับการกลับมาของนายท่านทุกคน
“ขอบใจเจ้ามาก ที่คอยดูแลจินเออร์และบ้านของข้าตลอดเวลาที่ผ่านมา” เป่ยตงหลินเป็นฝ่ายเอ่ยออกมา
“มิเป็นไรขอรับนายท่าน ข้าเป็นเพียงข้ารับใช้ สมควรแล้วที่จะกระทำ” ซูเหลียงอี้หรือพ่อบ้านซูเอ่ยออกมาพร้อมกับโน้มตัวลงมาเล็กน้อย
“ค…คุณหนู สบายดีนะขอรับ”
“แน่นอนสิ เจ้าล่ะ ดูสวนผักของข้ากับเจ้าจินหลงดีใช่หรือไม่ อิอิ”
“อะ..แอ่ม ดีขอรับ” พร้อมกับเหลือบสายตาไปมองจินหลงที่ตอนนี้กำลังนอนบิดขี้เกียจดูคนทักทายกันบนฝูกส่วนตัวของตนเอง
หลังจากนั้นทุกคนจึงได้พูดคุยเรื่องต่างๆ กัน ทั้งแต่เรื่องของจวนไปจนถึงเรื่องการค้าขายกิจการต่างๆ ของตระกูลที่ทำต่อเนื่องกันมา
“อืม จินเออร์ เจ้าจะทำอันใดต่อหรือ” เมื่อพูดคุยเรื่องต่างๆ กัน จบแล้ว ซานหลงจึงหันมาถามจินเออร์ต่อว่าจะทำอันใดต่อไป
“เช่นนั้น ท่านแม่และท่านยายเชิญไปพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ” จินเออร์ที่เห็นว่าท่านแม่และท่านยายน่าจะอยากไปดูสวนผักของตนเองแล้วจึงพูดเกริ่นนำ
“ได้ๆ เช่นนั้นยายกับแม่เจ้าไปพักก่อน ยายคิดถึงจวนของเรามากทีเดียว ต้องไปดูสวนผักของยายสักหน่อยแล้ว” ท่านยายเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและดีใจ
“ท่านแม่เจ้าคะ ลูกไปด้วยเจ้าค่ะ สวนผักของลูก ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไรแล้ว” ท่านแม่รีบเอ่ยขอท่านยาย เนื่องจากตนเองก็คิดถึงเช่นกัน
“แล้วเจ้าเล่าจินเออร์” ท่านตาที่เห็นว่าหลานสาวเหมือนมีเรื่องจะทำต่อจึงเอ่ยถามออกไป
“ลูกว่าจะชวนท่านพ่อและท่านตา ออกไปหาท่านปู่หลิงเจ้าค่ะ” จินเออร์รีบตอบคำถามออกไปทันที
“หืมม ได้สิ” ท่านตาเอ่ยรับปากออกมาทัน โดยไม่ถามสิ่งใดต่อ
“อวี้จิง ไปเอาเจ้าแฝดมาเถิด” ซานหลงเอ่ยสั่งอวี้จิงทันที เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวต้องการออกไปข้างนอก แม้จะเป็นห่วงอยากให้บุตรสาวพักผ่อนก็ตามที
“ขอรับนายท่าน” อวี้จิงรับคำ
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์หลังจากพูดคุยความคืบหน้ากับเถ้าแก่เฉินเรื่องร้านแล้ว ปรากฏว่าตอนนี้ร้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยความแปลกใจจินเออร์จึงเอ่อยถามออกไปว่าเหตุใดถึงเสร็จไวและเรียบร้อยขนาดนี้
จึงได้ความว่าเป็นเพราะท่านปู่หลิงที่คอยมาดูและจัดการปัญหาต่าง ๆ ให้ร้านจึงเสร็จ และรอเพียงแกะสลักหรือเขียนชื่อร้านลงไป พร้อมกับการนำสมุนไพรและโอสถมาจัดการ
และเมื่อตกลงกับเถ้าแก่เฉิน เรื่องกำหนดการเปิดร้านใหม่และการตั้งชื่อร้าน โดยจินเออร์ต้องการให้ร้านมีชื่อว่า เลี่ยงเฟิ่ง ที่หมายถึง หงส์ที่มีรัศมีสว่างไสว เพื่อย้ำเตือนว่าต้องการสิ่งใด และมีเป้าหมายใดต่อไป
“นี่ๆ ข้าได้ข่าวมาว่าจะมีร้านขายสมุนไพรและโอสถมาเปิดใหม่ ไปดูกันหรือไม่”
“ไปสิ ว่าแต่ร้านมันอยู่ที่ใดกัน”
“ก็ตรงนั้นอย่างไรเล่า ตรงข้ามร้านของเถ้าแก่หลิงนะ”
“ห๊าา แล้วไม่ใช่ว่า ตรงข้ามนั้นคือสมบัติของเถ้าแก่หลิงหรอกหรือ”
“ใช่ ข้าก็สงสัยเช่นกัน จึงชวนเจ้าไปดูอย่างไรล่ะ”
“ไปสิๆ”
ไม่นานนักด้านหน้าร้านขายสมุนไพรและโอสถเลี่ยงเฟิ่งก็เต็มไปด้วยชาวเมืองมากมายที่มารอดู จินเออร์ที่ยืนมองลงมาจากชั้นสามยิ้มออกมาบางเบาด้วยความพึงพอใจ ส่วนเรื่องสมุนไพรนั้น เพียงแค่เจี่ยฉงและจินหลงจัดการให้ก็เรียบร้อยแล้ว สมุนไพรและโอสถนางได้เตรียมไว้ในมิติแล้ว รอเพียงแค่เจี่ยฉงและจิหลงจัดการ
“ผู้คนมากมายเชียวจินเออร์”
“ฮ่าๆ ก็ชาวบ้านเล่นพูดกันปากต่อปากไปเรื่อยเปื่อยขนาดนั้น ใครๆ ก็ต่างอยากมาดูหน้าเจ้าของกิจการอยู่แล้ว”
“อีกไม่นานจะถึงฤกษ์แล้ว ไปเตรียมตัวเปิดร้านด้านล่างกันเถิด”
“เจ้าค่ะ ท่านปู่หลิง ท่านพ่อท่านแม่ ท่านตาท่านยาย เชิญเจ้าค่ะ”
“อืม”
ชาวบ้านและชาวเมืองทั้งหายที่รอกันอยู่หน้าร้านต่างยืนรอกันอย่างใจจดใจจ่อ บ้างก็มาเพื่อดูหน้าเจ้าของร้าน บ้างก็มาเพื่อรับโอสถและสมุนไพรแจกฟรีและลดราคากลับไป และบ้างก็มาเพื่อสืบเรื่องราวของคนตระกูลเป่ย
///แอ๊ดดด/// เสียงประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก
เพียงเท่านั้นก็ทำให้ทุกคนต่างเงียบลงไป เพราะผู้ที่ปรากฏกายคนแรกคือ หญิงสาวนางหนึ่งอายุราว สิบขวบกว่าๆ ตามมาด้วยเถ้าแก่หลิงและครอบครัวเป่ย เรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้านได้เป็นอย่างมาก เพราะเล่าลือกันไปว่า เจ้าของร้านทำสิ่งใดเพื่อแลกกับพื้นที่ตรงนี้ของเถ้าแก่หลิง แรกเริ่มก็เป็นเรื่องศีลธรรม ไปจนถึงการชดใช้หนี้
“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ร้านค้าเลี่ยงเฟิ่งเจ้าค่ะ (เลี่ยงเฟิ่ง ที่หมายถึง หงส์ที่มีรัศมีสว่างไสว) ข้าเป่ยจินเออร์ หลานสาวบุญธรรมของเถ้าแก่หลิงร้านขายสมุนไพรเซี่ยงจ้าวจู ขอแนะนำทุกท่านเรื่องกฏของร้านให้ทุกท่านได้ฟังเจ้าค่ะ”
“อ่าาา หลานบุญธรรมเช่นนี้เองหรือ”
“แค่หลานบุญธรรมถึงกับยกที่ดินให้เลยรึ”
“อ่า นางยังเด็กนัก แต่งดงามมากเหลือเกิน”
“ข้าอยากให้นางแต่งเข้าตระกูลข้าเหลือเกินลูกชาย”
“โถ่ ก็แค่เด็กน้อย ริอาจจะมาเปิดร้านค้าเช่นนี้หรือ”
เสียงพูดคุยต่างๆ ดังไปทั่วร้านค้า ขณะเดียวกันจินเออร์ยังตั้งใจอธิบายกฏเกณฑ์การซื้อขายสมุนไพรและโอสถให้คนที่ยังยืนรอกันหน้าร้านได้ฟัง
“ก่อนอื่น อย่างที่ทุกท่านทราบร้านขายสมุนไพรและโอสถเลี่ยงเฟิ่ง ของเรามีทั้งสมุนไพรและโอสถ ตามชื่อร้านเลยเจ้าค่ะ”
“ไม่ใช่ว่าโอสถต้องมีคนปรุงโอสถหรอกหรือ”
“นั้นสิ นางจะเอาโอสถมาขายจากที่ใดกัน”
“แอ่ม ข้อแรกนะเจ้าค่ะ ชั้นล่างสุดเป็นร้านขายสมุนไพรชนิดต่างๆ ระดับสมุนไพร จะมีตั้งแต่ ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง เจ้าค่ะ”