ในระหว่างที่กำลังขบคิดอยู่ประชาชนรอบบริเวณก็แย่งกันกล่าวออกมา เริ่มแยกย้ายกันวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา
“เทพเซียนน้อย การที่มีท่านอยู่ภายในเมืองหวู่หลิงทหารผมเปียมีหรือที่จะอาจหาญกล้าบุกโจมตีเข้ามาได้”
“ใช่แล้ว ขอเพียงท่านอยู่ในที่แห่งนี้ได้ก็พอแล้ว ไม่แน่ว่าพวกเรายังไม่จำเป็นต้องอพยพกันไม่ใช่หรอกหรือ?”
เรื่องได้ว่าเป็นน่าจำใจเลยทีเดียวถืออย่างไรก็ไม่มีผู้ใดอยากจะพลัดที่นาคาที่อยู่ คนอื่นเมื่อเป็นเช่นนี้แม้แต่ครอบครัวของตว่อเอ๋อเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
ตว่อเอ๋อได้หันไปมองเจวี๋ยหวู่หมิงด้วยแววตาเฝ้ารอคอยหยาดน้ำตาภายในแววตาส่องเป็นประกายเห็นได้จัดว่าไม่ต้องการที่จะพลัดจากบ้านเกิดเมืองนอน
การที่ได้พบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้แม้แต่เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ยังต้องขมวดคิ้ว ถึงกับแทบจะทนไม่ได้อยู่เหมือนกันในขณะที่คิดจะกล่าววาจา
เพียงแค่ได้ยินเสียงวุ่นวาย เสียงเกือกม้าดังมาจากทางด้านนอกของประตูเมือง
เหอหยงฝูที่กำลังนำกองทัพหมิงก็ได้ถอยกลับมาโดยที่ใบหน้าเปื้อนเต็มไปด้วยฝุ่น
“เจ้าพวกผมเปียเหล่านั้นก็ช่างร้ายกันเกินไปแล้ว!ถึงกับยังไม่อาจกอบโกยช่วงชิงมาได้เท่าที่ควรซ้ำร้ายยังต้องเสียพี่น้องไปกันอีกหลายคน ช่างเป็นที่น่าแค้นใจเสียจริง!”ที่ด้านข้างก็ได้มีคนด่าทอออกมา
ประชาชนบางส่วนถึงกับเงียบเชียบเร่งรุดกันเข้ามาซักถาม
ที่แท้ กองทัพหมิงที่คิดจะฉวยโอกาส [1] ตีสุนัขในขณะที่ตกลงน้ำแต่กลับคิดไม่ถึงว่ากองทัพโฮ่วจินจะถึงกับมีวินัยทางกองทัพที่เข้มงวดจึงได้มีการป้องกันไว้ตั้งแต่แรก ถึงแม้ว่าจะหลบหนี แต่ก็ยังเป็นระเบียบเรียบร้อยสู้พลางถอยกันไปพลาง
[1]สำนวนเปรียบเปรียบถือโอกาสในขณะที่อีกฝ่ายกำลังตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก
กองทัพหมิงที่ดูอ่อนแอมาเนิ่นนานกำลังรบทางกองทัพเองก็ทรุดโทรมตามปกติหากใช้มาเพื่อจัดการคนพาลโดยทั่วไปยังถือว่าใช้ได้ แต่เมื่อต้องพบเจอกับผู้เหี้ยมหาญผมเปียขาวแมนจูพวกนี้แม้แต่เรี่ยวแรงก็ยังเหลือน้อยนิดเป็นอย่างยิ่ง
ไม่เพียงแต่จะไม่ได้กุมความได้เปรียบยังถึงกับถูกอีกฝ่ายตีโต้จนต้องสูญเสียกำลังพลของฝ่ายตัวเองเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ไม่แปลกใจเลยที่กองทัพหมิงจะกลับมาโดยที่ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อยในเวลาที่พบเห็นเจวี๋ยหวู่หมิง จึงยิ่งมีแต่ทวีอาการตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังหวาดหวั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
กองทัพโฮ่วจินที่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ถึงกับถูกเจวี๋ยหวู่หมิงขับไล่จนต้องล่าถอยด้วยตัวเพียงคนเดียวแล้วนี่ถือเป็นความแข็งแกร่งในระดับไหนกันแน่?แทบจะไม่ใช่พลังที่สมควรเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์กันอีกต่อไปแล้ว
“ท่านเทพเทวดาน้อย ท่านเซียน” เหอหยงฝูก็ได้วิ่งพลางตะโกนขึ้นพลางด้วยสภาพร่างกายที่สะบักสะบอมเห็นได้ว่าครั้งที่ออกไปคงจะพลาดท่าไปไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
เจวี๋ยหวู่หมิงจึงได้หันไปพยักหน้าให้แก่เขาเล็กน้อยแต่กลับไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมามากมาย
เหอหยงฝูเพียงฝืนยิ้มก็พอที่จะรู้ว่าตัวเองพึ่งจะกล่าวคำพูดล่วงเกินอีกฝ่ายไปแล้วถึงกับจิตใจแทบหลุดลอย คล้ายกับจะต้องได้รับโทษสถานหนักอย่างแน่นอน
แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าแน่นิ่งของเขา เข่าทั้งสองข้าง ถึงกับคุกเข่าลงจนชิดติดพื้นทันที: “ท่านเซียนน้อย เมื่อครู่นี้เป็นข้าน้อยที่มีตาหามีแววไม่ถึงได้ล่วงเกินท่านเซียนไปยังคงหวังว่าท่านเซียนจะเห็นแก่ปวงประชาที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์ยากไร้ให้โอกาสแก่ข้าน้อยได้ทำความดีชดเชยด้วยเถอะ”
เมื่อได้พบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เจวี๋ยหวู่หมิงก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไร นับตั้งแต่ที่ตัวเองได้บ่มเพาะภาวะจิตใจของเขาก็มีแต่จะยิ่งลึกล้ำขึ้นตามไปด้วยแทบจะไม่เห็นทางโลกอันเต็มไปด้วยกิเลสนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาไม่
เพียงแค่การขมวดคิ้วเล็กน้อยเจวี๋ยหวู่หมิงในที่สุดก็ตัดสินใจขึ้นได้แล้วจึงกล่าวไปว่า :“ครั้งนี้ข้าลงมือก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำไปมากกว่านี้ได้อีกแล้วเจ้าเองก็อย่าได้หวังว่าได้คืบจะเอาศอกเป็นอันขาด!”
“เหอหยงฝูเป็นผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น ย่อมไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำอีกทั้งยังมิกล้าที่จะร้องขอความเมตตาจากท่านเทพเซียนเพียงขอวิงวอนท่านเซียนพอจะเห็นแก่คุณธรรมความดีรั้งอยู่ในเมืองหวู่หลิงอีกสักระยะหนึ่งเพื่อทำให้กองทัพใหญ่โฮ่วจินจากเส้นทางอื่นหวาดกลัวกันในส่วนของการปกป้องเมืองนั้น ย่อมไม่ขอรบกวนท่านเซียนแล้วล้วนแต่ยกหน้าที่นี้ให้แก่กองทัพอารักขาเมืองต้าหมิงอย่างข้าน้อยเองเถอะ”
เหอหยงฝูกำสองหมัดแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดังก้องกังวาน
เจวี๋ยหวู่หมิงหันไปมองตว่อเอ๋อแล้วยังมีสามีภรรยาตระกูลจ้าวที่กำลังแสดงสีหน้าไม่สบายใจ ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง:
“เจ้า ลุกขึ้นเถอะ”
เหอหยงฝูผงะไปชั่วขณะ แล้วจึงค่อยถามซ้ำด้วยความยินดี: “ท่านท่านรับปากแล้ว?”
“ข้ามีเพียงเงื่อนไขเดียวเท่านั้น” เจวี๋ยหวู่หมิงทอแววตาลึกล้ำแต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา
“ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งอย่าง หรือต่อให้เป็นร้อยอย่างพันข้อข้าน้อยจะไม่บ่ายเบี่ยง ขอเพียงแค่กำชับ ท่านเซียนโปรดบอกกล่าว”เหอหยงฝูก็ได้ทุบเข้าไปที่หน้าอกเพื่อเป็นการยืนยัน
“ข้าต้องการที่จะให้เจ้าคอยดูแลตระกูลจ้าวสามคนนี้ให้ปลอดภัยไม่ให้น้อยหน้าไปกว่าผู้มั่งมีขุนนาง”
เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยได้ชี้มือออกไปโดยที่ชี้เข้าหาครอบครัวของตว่อเอ๋อที่อยู่ด้านข้าง แล้วกล่าวออกมา
สิ่งที่กู่ยี่เป็นกังวลมากที่สุดก็คือจ้าวตว่อเอ๋อการที่เจวี๋ยหวู่หมิงทำเช่นนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นการเสร็จสิ้นความปรารถนาของกู่ยี่ได้แล้ว
“ได้ ไม่มีปัญหา ผู้น้อยต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็จะไม่ทำให้การฝากฝังของท่านเซียนต้องผิดหวัง”
เหอหยงฝูยังคิดว่าเป็นเรื่องยากลำบากอะไรเสียอีกแต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายได้ถึงเพียงนี้ย่อมต้องรับปากเป็นมั่นเหมาะแน่นอน เพราะเกรงว่าเจวี๋ยหวู่หมิงจะเสียใจเอาได้
“เอาล่ะ เช่นนั้นข้าก็จะรั้งอยู่ต่ออีกสักระยะเวลาหนึ่งแล้วในช่วงเวลาหลายวันนี้ หากเมืองหวู่หลิงมีความเปลี่ยนแปลงใดข้าจะเป็นคนลงมือจัดการให้เอง”
ต่อมา เจวี๋ยหวู่หมิงก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงได้บอกกล่าวเหอหยงฝูในรวดเดียว
ทันทีที่เหอหยงฝูได้ยินคำพูดประโยคแรกยังถึงกับพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งคำพูดต่อมา แต่กลับทำให้เขาถึงกับแตกตื่นตกใจแทบอ้าปากค้างเลยทีเดียว: “อะไรนะขอรับ?ท่านต้องการซากศพของพวกผมเปีย? นี่……”
“เป็นไรไป? เจ้าลำบากใจมากอย่างงั้นหรือ? ถ้าหากว่ายากไปแล้วละก็ เช่นนั้นก็แล้วกันไปเถอะ”
ภายในแววตาของเจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับสาดเป็นประกายเย็นเยียบแล้วเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา
“ไม่ไม่ไม่ ไม่ได้ยากเลย ไม่ได้ลำบากใจเลยเรื่องนี้กลับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยด้วย ผู้น้อยจะรีบสั่งการกำชับออกไป……”
เหอหยงฝูจึงได้รีบกล่าวออกมาโดยเร็วเพียงแต่ยังมีสีหน้าประหลาดพิกลอยู่บ้างในใจถึงกับอดไม่ได้ที่จะถึงกับเกิดเป็นภาพวาดบางอย่างขึ้นมา
เจวี๋ยหวู่หมิงยืนอยู่เบื้องหน้ากองซากศพของพวกผมเปียกว่าหมื่นพันคนภายใต้การหันหน้าเข้าหากองซากศพของพวกทหารผมเปีย จิตใจถึงกับแทบคลุ้มคลั่งถึงกับกำลังหัวเราะดั่งคนบ้า……
เมื่อคิดไปคิดมา เหอหยงฝูก็ถึงกับสั่นสะท้านทันที
เขาเองก็ได้สืบพื้นเพชาติกำเนิดของกู่ยี่อย่างกระจ่างแจ้งมาได้ตั้งแต่แรกแล้วบิดามารดาได้ถูกทหารผมเปียฆ่าตายยกครัวการที่เกิดความแค้นยากอยู่ร่วมต่อพวกผมเปียย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจชดเชยได้อย่างสาสมอยู่ดี
ดังนั้น ตั้งแต่เริ่มจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาบ้างแต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ที่เจวี๋ยหวู่หมิงทำให้ จึงได้ตัดสินใจรับปากไปแล้ว
พวกผมเปียและวีรบุรุษ สิ่งใดสำคัญกว่ากันเพียงแค่มองดูก็เข้าใจได้แล้ว
เหอหยงฝูเองก็ไม่ใช่คนโง่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้มีหรือที่จะตัดสินใจทำเรื่องโง่เขลา อย่างการไปทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงมีโทสะได้?
……
ในช่วงเวลายามค่ำคืน เมืองหวู่หลิงที่ไฟดับมอดไปทั้งเมืองจนตกอยู่ท่ามกลางความเงียบดุจป่าช้าเลยทีเดียว
ที่ด้านหลังเมืองหวู่หลิงได้มีหลุมไว้ฝังศพแบบสะเปะสะปะอยู่แห่ง สถานที่แห่งนี้ใช้ไว้เพื่อฝังศพทหารที่ตายในสงครามเป็นการเฉพาะถึงแม้จะมีกองทัพหมิง แต่ก็ยังมีพวกผมเปียด้วยเหมือนกัน
ยังไงคนก็ตายไปกันแล้ว ต่อให้ศัตรูกันก็ไม่อาจปล่อยศพทิ้งไว้โดยที่ไม่สนใจได้
เพียงแต่ครั้งนี้กลับถือเป็นข้อยกเว้น
เพียงแต่พบเห็นเงาร่างสายหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ากองซากศพโครงกระดูกที่กองสุมรวมกัน
เหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้วก็ถือได้ว่าเป็นซากศพแต่กลับไม่ได้มีศพของกองทัพหมิงแม้แต่คนเดียว ล้วนแต่เป็นซากศพของชาวแมนจูผมเปีย
“ผู้แซ่เหอนี้ ถือได้ว่ามีความสามารถที่ไม่เลวเลยทีเดียวแบบนี้ก็จะสามารถรวบรวมซากศพในสนามรบมาได้เร็วขึ้นแล้ว ครั้งนี้ก็ถือได้ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงในเรื่องที่จะมีปราณบริสุทธิ์ไม่พออีกต่อไปแล้ว”
เจวี๋ยหวู่หมิงที่กำลังมองไปที่ซากศพพวกนี้ถึงกับยกมุมปากขึ้น พร้อมกับความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
.
.
.