บทที่ 103 ศึกสัตว์อสูร
ใจกลางของป่าสีเลือดต้นไม้นับไม่ถ้วนล้มระเนระนาดเม็ดทรายสีเหลืองทองม้วนตัวเป็นลูกคลื่นลอยขึ้นไปในอากาศ
ด้านหน้าเสาเปลวไฟสีแดงสัตว์อสูรสองตัวกำลังเผชิญหน้ากัน พวกมันทรงพลังทั้งยังพูดภาษามนุษย์ได้เป็นปีศาจที่ฝีกตนได้สำเร็จ
ความจริงแล้วในบรรดาสัตว์อสูรนั้นมีไม่กี่ตัวที่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้สัตว์อสูรสองตัวนี้เห็นได้ชัดว่ามีสายเลือดโบราณ ดังนั้นพวกมันจึงเชี่ยวชาญภาษามนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่ม
ตัวของสิงโตนั้นมีสีแดงเข้มมีเกล็ดปกคลุมทั้งสี่ขา แสงเย็นๆ ส่องประกายรอบตัว ขนบนหัวที่ฟูฟ่องนั้นยาวมากราวกับหอกสงครามนับพันเล่มมัดเข้าด้วยกัน เขี้ยวฟันขนาดใหญ่สองซี่โผล่ออกมาจากปากดูดุดันและสง่างาม
สิงโตตัวนี้เป็นผู้นำของฝูงราชสีห์เขี้ยวโลหิตและเป็นหนึ่งในสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่สุดในป่าสีเลือดมีสมญานามว่าราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิต
มันพูดภาษามนุษย์กับสัตว์อสูรมังกรด้วยน้ำเสียงโกรธ"เจ้าคิดว่าพาฝูงสัตว์ปีศาจมาเยอะเช่นนี้แล้วจะชนะข้าได้หรือ? เจ้างูเขลา อย่าลืมสิ ป่าสีเลือดแห่งนี้มีข้าเป็นราชา! สมบัติศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดแล้ว อย่าได้คิดจะแย่งไป!”
มังกรยักษ์มีเกล็ดสีทองรอบตัวสะท้อนแสงแวววาวสวยงาม มันเยาะเย้ย "ราชา? เจ้าคู่ควรหรือ? เจ้าก็แค่สิงโตตัวจ้อยที่อารมณ์ร้อนและไร้สมองก็เท่านั้นสมบัติศักดิ์สิทธิ์คือของขวัญจากสวรรค์ เจ้าคิดจะฮุบไปคนเดียวเช่นนี้อ้าปากกว้างเกินไปแล้วกระมัง!”
ทันใดนั้นสัตว์อสูรมังกรก็เหวี่ยงหางของมัน แสงสีทองสว่างวาบกระแทกลงบนพื้นหลายครั้งจนกลายเป็นปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ มันกำลังลองเชิง
“โฮก!!”
ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตโกรธในคำพูดของมังกรทองและคำรามอย่างดุเดือดอากาศสั่นสะเทือน สัตว์ปีศาจตัวสั่นด้วยความกลัว และสนามรบก็เงียบไปชั่วขณะ
“ครืด! เจ้าเป็นเพียงงูไร้แขนขา ไหนเลยจะกลืนของสิ่งนั้นเข้าไปได้ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายเจ้าเป็นธาตุเย็น ข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับสมบัติเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์นี้!”ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตเหยียดหยาม
“ฟ่อ! ช่างน่าขัน!แม้ว่าแกนสัตว์อสูรของข้าจะเป็นหยิน แต่ขอเพียงข้าดูดซับพลังวิญญาณแห่งสวรรค์ข้าก็สามารถไปถึงขั้นสมานหยินหยางได้ เมื่อแกนสัตว์อสูรแปรเปลี่ยนเป็นแก่นแท้การจะกลายเป็นอสูรก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป!” มังกรทองลุกขึ้นสูดลมหายใจที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็งดูสง่าผ่าเผยมาก
สัตว์ปีศาจมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์พวกมันมีเส้นทางแห่งการฝึกฝน ก้าวหน้าไปทีละระดับ ไปถึงท้องฟ้าทีละชั้น
สัตว์ปีศาจดูดซับพลังวิญญาณและควบแน่นแกนสัตว์อสูรให้ตนเองกลายเป็นสัตว์อสูรสัตว์อสูรควบแน่นแกนสัตว์อสูรให้เป็นแก่นแท้เพื่อกลายเป็นอสูรมีพละกำลังมหาศาลจนสามารถปะทะกับนักรบขั้นพื้นพิภพได้
“โฮก! เจ้าคิดว่านี่เป็นวิญญาณเปลวไฟธรรมดาหรือ? โง่เขลา!” ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตคำรามขึ้นสู่ท้องฟ้ารู้สึกว่าคำพูดของมังกรทองนั้นตลกสิ้นดี
“อย่าคิดว่าข้าเป็นผู้ราชันโง่เขลานี่คือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์พิภพ! หากงูเหม็นเช่นเจ้ากลืนมันลงไปในท้องข้ารับรองได้เลยว่าเจ้าจะต้องถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านทันทีแม้แต่แกนสัตว์อสูรของเจ้าก็จะถูกเผาทั้งเป็น!”
“แต่ถ้าหากเจ้ายอมหลีกทางหลังจากที่ข้ากลืนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นี้แล้วข้าสัญญาว่าจะพาเจ้าและสัตว์ปีศาจทั้งหมดที่นี่ต่อสู้บุกออกจากป่าอันน่าเบื่อหน่ายแห่งนี้ไปพิชิตพื้นที่อื่นๆ ละเลงเลือดไปให้ทั่วใต้หล้า!”
หลังจากพูดจบราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตก็คำรามเสียงดัง ท่าทางที่สง่างามของมันสูงส่งเสียงคำรามที่ดังสนั่น ทำให้สัตว์ปีศาจทั้งหมดตัวสั่น
มันครอบครองป่าสีเลือดนี้มาเป็นเวลานานทั้งยังไม่อนุญาตให้สัตว์ปีศาจตัวอื่นมาท้าทายอำนาจมันต้องการพิชิตมังกรยักษ์ที่ส่องแสงสีทองอยู่ตรงหน้านี้
แต่หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้มังกรทองก็หันร่างและดวงตาอันดุร้ายมาพูดว่า “ข้อเสนอของเจ้าไม่เลวเลย...”
“เพียงแต่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่จะนำสัตว์ปีศาจพิชิตใต้หล้านี้คือข้า!”
ทันใดนั้นดวงตาของมันก็เบิกกว้างด้วยความโกรธ หมุนร่างวนไปรอบๆ ท่ามกลางลมกระโชกแรงฝุ่นควันปลิวฟุ้ง สัตว์ปีศาจที่อยู่ใกล้เคียงจำนวนมากก็ปลิวกระเด็นมันส่งเสียงคำรามซ้ำๆ ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรระดับสูงนี้ช่างไม่ธรรมดา!
“ประเสริฐ!เช่นนั้นข้าก็จะกัดเจ้าให้ตายก่อน แล้วค่อยกลืนกินวิญญาณศักดิ์สิทธิ์!”ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตคำราม ฟันแหลมคมยาวคู่หนึ่งเปล่งประกายด้วยสีเลือดรัศมีอันดุร้ายแผ่ขยาย ไอสังหารเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน
ในเวลาเดียวกันมังกรทองก็พ่นน้ำออกมาจากปาก ทำให้น้ำค้างกลายเป็นน้ำแข็ง หมอกระเหยเรื่อยรินมันต้องเผชิญหน้ากับราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิต
“ตึง--”
ณ ตอนนี้ราชาสัตว์อสูรต้องการเปิดศึก โดยมีคลื่นลมลอยเลื่อนและเสียงดังกึกก้องเป็นพยาน
วายุพัดเมฆาพริ้วไหวพื้นแผ่นดินเลื่อนลั่น สัตว์ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนถอยทัพไปไกลพวกมันตัวสั่นเพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบ
เมื่อราชาสัตว์อสูรทั้งสองกำลังต่อสู้กันฉู่อวิ๋นที่อยู่ในเกราะอากาศสีทองก็แสดงท่าทางประหลาดใจ ใบหน้าของเขาว่างเปล่าและตกอยู่ในอาการงุนงง
“วิญญาณศักดิ์สิทธิ์” สี่คำนี้กำลังดังก้องหมุนเวียนอยู่ในใจของเขา
“วิญ...วิญญาณศักดิ์สิทธิ์? มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่ภายในเสาศักดิ์สิทธิ์นั่นหรือ?!” ฉู่อวิ๋นดูยินดีและรู้สึกเหลือเชื่อ
เดิมทีเขาคิดว่าชีวิตนี้ของเขาคงไม่มีทางได้พบกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แต่เพราะวิกฤติที่เผชิญทำให้ได้พบกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ช่างบังเอิญเหลือเกิน!
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นอาจเรียกหาไม่อาจร้องขอทุกครั้งที่ปรากฏขึ้นจะทำให้เกิดพายุนองเลือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งยังดึงดูดกองกำลังอันทรงพลังจากทุกทิศทุกทางเพื่อเข่นฆ่าแย่งชิงมัน
กล่าวอีกนัยหนึ่งเหตุผลที่ทำให้สัตว์ปีศาจทั้งหมดมารวมตัวกันจนเกิดรอยเลือดเป็นระยะทางหลายพันลี้นั้นแท้จริงแล้วคือการกำเนิดของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์!
และทักษะวิชาพิเศษที่ฉู่อวิ๋นฝึกฝนก็ต้องการวัตถุวิญญาณชิ้นนี้
ภาพประกอบห้าวิญญาณแห่งทักษะการขัดเกลาศักดิ์สิทธิ์ที่เขาฝึกฝนนั้นเป็นวิชาลับจากโถงกระบี่แปดบัญชร แม้ว่าทักษะนี้จะมีระดับเริ่มต้นที่ต่ำมากแต่ก็สามารถพัฒนาได้โดยการดูดซับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ มันลึกลับและแปลกประหลาด
ตลอดมาด้วยการฝึกพลังปราณฮุ่นหยวนผ่านทักษะนี้ฉู่อวิ๋นในระดับหกของขอบเขตควบแน่นพลังปราณจึงสามารถแข่งขันกับคู่ต่อสู้ที่สูงกว่าเขาสามระดับได้ทำให้ผู้คนตกตะลึงไปทั่ว
ถ้าได้กินวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์และพิภพความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นขนาดไหนกัน?
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ดวงตาของฉู่อวิ๋นก็สว่างขึ้น เขาจ้องมองไปที่เสาศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าอยากขึ้นไปจนแทบรอไม่ไหว สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการเพิ่มพลังยุทธ์!
แต่ในไม่ช้าเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้และรู้สึกหงุดหงิดมาก
“ให้ตายเถอะ! วิญญาณศักดิ์สิทธิ์หายากเกินยากแต่ตอนนี้มีราชาสัตว์อสูรสองตัวขวางอยู่ และข้าก็ผ่านไปไม่ได้! น่าโมโหนัก!” ฉู่อวิ๋นพูดกับตัวเองด้วยความกังวลอย่างยิ่ง มือกำหมัดแน่น
ตอนนี้แม้ว่าเขาจะมีเกราะอากาศของเสี่ยวหวงปกป้องอยู่ และอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยแต่ทันทีที่เขาก้าวออกไป แม้ว่าจะไม่ถูกสัตว์ปีศาจโจมตีก็คงจะถูกคลื่นอากาศต่อสู้ของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตหรือมังกรทองโจมตีจนแหลกเป็นชิ้นๆแทน
การพุ่งเข้าหาเสาศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ถือเป็นการวิ่งไปฆ่าตัวตาย
“เฮ้อ ที่แท้ในป่าสีเลือดก็มีสัตว์อสูรที่ทรงพลังพวกนี้พบเจอกับวัตถุวิญญาณแสนเจ้าเล่ห์นี่แล้ว”มู่หรงซินเดินเข้ามาและยืนอยู่ข้างๆ ฉู่อวิ๋นในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าก่อนหน้านี้เขาทั้งคู่พลาดเบาะแสอะไรไป
“วัตถุวิญญาณซ่อนอยู่ในอีกพื้นที่หนึ่งจะออกมาก็เพียงช่วงเวลาพลบค่ำเพื่อดูดซับวิญญาณเพลิงไฟเท่านั้นดูเหมือนว่าจะสามารถซ่อนตัวจากสายตาของผู้อื่นได้ดังนั้นเหล่าปรมาจารย์ที่มาที่นี่จึงไม่อาจหาพบ”
“แต่ในป่าสีเลือดก็มีสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังอยู่มากแม้ว่าวัตถุวิญญาณนี้จะปรากฏขึ้นเป็นเวลาสั้นๆ ของทุกวันแต่ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตและมังกรทองก็ยังคงสามารถตรวจจับการมีอยู่ของมันได้!ตอนนี้ที่วัตถุศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้น พวกมันทั้งหมดก็เลยผนึกกำลังกันต่างฝ่ายต่างต้องการจะแย่งชิงมัน!”
มู่หรงซินจ้องมองไปข้างหน้าและรู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่อเห็นสัตว์ร้ายสองตัวต่อสู้กันที่หน้าเสาศักดิ์สิทธิ์พวกมันดุร้ายและทรงพลัง
ฉู่อวิ๋นถอนหายใจและพูดว่า“น่าเสียดายที่เราเข้าใกล้ได้เพียงแค่นี้ หากมีโอกาสข้าจะต้อง...”
ก่อนที่เขาจะพูดจบดวงตาของฉู่อวิ๋นก็มืดมน
เขาในตอนนี้อ่อนแอเกินไปแม้ว่าจะเห็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่ใกล้ตรงหน้า แต่ก็ไม่สามารถเอื้อมคว้าหรือแย่งมันมาครองได้นี่คือโลกแห่งสัตว์ปีศาจ แม้ว่าจะมีนักรบขั้นมหาสมุทรมาที่นี่ก็ยังต้องคุกเข่าลง
“ไม่ต้องกังวลเกราะอากาศของเสี่ยวหวงปกป้องพวกเราได้ อาศัยจังหวะนี้หนีออกไปกันเถอะ!”มู่หรงซินตบไหล่ของฉู่อวิ๋นเบาๆ ด้วยต้องการปลอบโยนนางไม่รู้ว่าเขาต้องการแย่งชิงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มา...
“ตูม--”
ทันใดนั้นเสาแสงสีแดงก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า อ่อนแสงลงเรื่อยๆและสิ่งที่อยู่ภายในก็แทบจะมองไม่เห็น
“ฟุ่บ--”
มองเห็นเสาศักดิ์สิทธิ์หดตัวลงแสงเรืองรองก็จางไป และปรากฏแท่นบูชาขึ้นที่ด้านล่าง สลักด้วยลวดลายเทพสุริยันเผยให้เห็นบรรยากาศที่เก่าแก่และลึกลับ
เหนือแท่นบูชา มีเปลวไฟดวงเล็กๆลอยขึ้นมา สะเก็ดไฟกะพริบระยิบระยับ
แม้ว่าลูกไฟขนาดเล็กนี้จะดูลวงตาและเปราะบางมากคล้ายสามารถมอดดับได้ทุกเมื่อ แต่พลังที่อยู่ในนั้นทำให้พื้นดินแตกแยกเกิดความสับสนวุ่นวาย
ลูกไฟดูเหมือนจะมีชีวิตอยากรู้อยากเห็นมาก อยากจะบินออกจากแท่นบูชา แต่เมื่อเกิดประกายไฟ มันก็หดกลับไปดูตัวสั่นราวกับเด็กหัดเดิน
“วิญญาณศักดิ์สิทธิ์!”
ในขณะนี้ไม่เพียงแต่ฉู่อวิ๋นเท่านั้นแต่ยังรวมถึงราชาสัตว์อสูรที่กำลังต่อสู้กันก็กำลังจ้องมองที่ด้านในของเสาศักดิ์สิทธิ์ความโลภในดวงตาของพวกมันชัดเจนแจ่มแจ้ง
ลูกไฟเล็กๆที่มีประกายศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนอยู่รอบๆ นี้ เป็นวัตถุวิญญาณสูงสุดที่เกิดจากสวรรค์และพื้นพิภพวิญญาณเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์!
“ของข้า! นั่นของข้า!”ดวงตาของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตเบิกกว้าง มันคำรามเสียงดังรีบวิ่งออกไปคว้าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในทันที
“อยากฮุบไปคนเดียวหรือ? ผ่านข้าไปให้ได้ก่อน!”
มังกรทองพุ่งเข้าใส่อย่างดุเดือดร่างของมันบิดเกลียว เกล็ดของมันเรืองแสงสีทองก่อนจะกระโดดขึ้นไปในอากาศและพ่นหนามน้ำแข็งออกมาจากปาก แทงไปที่ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิต
“ฟิ้ว——”
หนามน้ำแข็งเหล่านี้กลายเป็นลูกศรน้ำแข็งกวาดล้างไปทั่วความว่างเปล่าราวกับมังกรน้ำแข็งที่ทะยานสูง
“ฉึก--!”
ด้วยเสียงฉึกนั้นราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตที่รีบวิ่งไปข้างหน้าด้วยประมาทไปครู่หนึ่งร่างกายของมันก็ถูกหนามน้ำแข็งทิ่มแทง ด้วยพลังอันเย็นเสียดกระดูกทำให้ร่างกายของสัตว์ปีศาจทั้งหมดที่อยู่ใกล้เคียงเปลี่ยนเป็นสีม่วงไอความหนาวเย็นอบอวลไปในอากาศ มันจึงเคลื่อนไหวช้าลงมาก
“อย่าคิดหนีเชียว!”
มังกรทองทะยานขึ้นไปในอากาศพลิกตัวม้วนตลบ เคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น และพันรอบร่างของราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตอย่างแน่นหนามันพลิกตัวอีกสองสามครั้งพยายามรัดคอสัตว์อสูรสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ให้ตายด้วยพลังอันมหาศาลของมัน
“ครืด--!”
ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตถูกรัดคอก็ส่งเสียงคำรามอย่างดุเดือดในเวลาเดียวกัน เท้าเหล็กก็เหยียบลงบนพื้น แยกพื้นดินให้แตกออกเสียงกึกก้องดังไม่มีที่สิ้นสุดการต่อสู้นั้นทรงพลังจนสัตว์ปีศาจจำนวนมากหวาดกลัวไปหมด
ยามนี้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้เสาศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด ก็คือฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินเช่นเดียวกับสัตว์อสูรสองตัวที่กำลังต่อสู้กันอยู่
สัตว์ปีศาจธรรมดาต่างหวาดกลัวกันหมดหากพวกมันถูกมังกรทองรัดแน่นเช่นนั้น กระดูกและเนื้อของพวกมันคงจะแหลกเหลวไปแล้วไหนเลยจะยังเคลื่อนไหวดิ้นไปมาได้อย่างราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตได้อีก?
“โฮก!!”
ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตจ้องมองด้วยความโกรธร่างกายถูกรัดพันจนหายใจไม่ออก มันวิ่งอาละวาดทันทีพยายามหลบหนีจากร่างงูยาวเฟื้อย
ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตพุ่งขึ้นไปในอากาศกระโดดสูงร้อยหมี่แล้วกระแทกพื้นโดยคว่ำหน้าลงจนกลายเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ขึ้นทันทีความตกใจทำให้มังกรทองไอออกมาเป็นเลือดสกปรก เกล็ดทองคำหลุดร่วงไปหลายชิ้น
แต่มังกรทองยังคงเกาะติดกับราชันราชสีห์ไม่ปล่อยพ่นลมหายใจแห่งความเยือกแข็งอันหนาวเย็นออกมา
นี่คือการต่อสู้เอาชีวิตรอดเพราะราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตมีพลังมหาศาล โดยเฉพาะเขี้ยวสีเลือดคู่นั้นขอเพียงแค่ถูกกัด แก่นแท้และเลือดในกายเหยื่อก็จะถูกดูดจนแห้ง
มังกรทองรู้ดีว่าพลังของมันกับราชันราชสีห์นั้นมีช่องว่างอยู่ดังนั้นหากมันต้องการต่อสู้เพื่อชีวิตตัวเอง ขอเพียงแค่ชนะมันก็จะสามารถกลืนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เปลวไฟได้เพียงลำพังแล้วขัดเกลาร่างกายและจิตวิญญาณ เส้นทางการฝึกฝนที่เคยยุ่งเหยิงก็จะราบเรียบ!
“ตูม--”
สัตว์อสูรตัวใหญ่สองตัวพัวพันเข้าด้วยกันและในขณะที่ราชันราชสีห์เขี้ยวโลหิตต่อสู้นดุเดือดมันก็กลายเป็นเงาดำที่อาละวาดไม่หยุด ดีดดิ้นไปมา ขึ้นๆ ลงๆจนทำลายพื้นโลกให้แตกออกเป็นหลุมขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน ชุลมุนสิ้นดี
“น่ากลัวมาก!”
“พวกเขาจะทำลายโลกแล้วหรือ?”
เมื่อมองดูสัตว์อสูรระดับสูงทั้งสองต่อสู้กันจนเละเทะไปทั่วฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินต่างก็รู้สึกใจสั่น ทั้งคู่กลืนน้ำลายลงคอพลังการต่อสู้นี้สำหรับเขาทั้งสองคนยังคงห่างชั้นกันเกินไป ไม่อาจเข้าร่วม!
“แกรก...”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังดูการต่อสู้อย่างตั้งใจรอยแตกก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบๆ ที่ไหนสักแห่งในเกราะอากาศ ส่งเสียงแตกร้าวเล็กน้อยและแสงสีทองก็ค่อยๆ จางลง