อาหลิ่งหน้าเสียนึกถึงเรื่องที่ตงเปียนเล่าให้ฟังทันทีว่าเขาเห็นไอปิศาจมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านหลี่เคิง
“แต่ถ้าหากเจ้าสามารถฝึกการสะสมพลังวิญญาณได้สำเร็จ เจ้าทั้งสองคนก็จะปลอดภัย”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว
“แต่หากข้าต้องฝึกสะสมพลังวิญญาณในขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ข้าก็จะมิสามารถปกป้องเขาได้” อาหลิ่งดูวิตกกังวลเป็นอย่างมาก“หากระหว่างที่ข้ากำลังฝึกแล้วเฉินอี้ถูกทำร้ายเล่า ข้าควรทำเช่นไรดี”
หากนางไม่ฝึกสะสมพลังวิญญาณนางก็จะไม่สามารถปกป้องเฉินอี้ได้ แต่ถ้าหากนางเข้าไปฝึกในขวดแก้วก็เท่ากับว่าต้องทิ้งเฉินอี้ไว้เพียงลำพังจะเป็นทางไหนเฉินอี้ก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น แล้วนางควรทำ เช่นไร
“เพราะอย่างนั้น อาตมาจึงอยากให้พวกเจ้าได้รู้จักกันไว้อย่างไรเล่า”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว “วิญญาณผู้พิทักษ์และเจินจูของเขา”
อาหลิ่งจึงมีสีหน้าราวกับเห็นประตูสวรรค์เปิดและเริ่มมีรอยยิ้มอีกครั้ง
“อาหลิ่ง” เฉินอี้เอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบา และไอสองสามครั้ง
“อาอี้!” จางฝูลู่และจินลี่หยางปราดเข้ามาถึงตัวเฉินอี้ทันที เถ้าแก่ถังเกือบโดนเบียดกระเด็น
“เหล่าจาง เจ้ามาทำอันใดที่บ้านข้า” เฉินอี้ถาม จางฝูลู่กับจินลี่หยางมองหน้ากัน
“เฉินอี้ เจ้าจำมิได้หรือ”
“พี่ลี่หยาง? แล้วท่านมาทำอันใดที่บ้านข้าขอรับ”เฉินอี้ขมวดคิ้วและค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นแต่กลับรู้สึกเจ็บหน้าอกจนต้องยกมือขึ้นคลำและไอออกมาอีก
“เสี่ยวอี้ เจ้าอย่าเพิ่งลุกขึ้น นอนลงไปก่อนเถิด”
“เถ้าแก่ถัง!” เฉินอี้มีสีหน้างงงันอย่างหนัก“ทุกคนมาทำอันใดที่บ้านข้ากันนี่!”
เฉินอี้เห็นตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยมองมาที่เขาและมีสีหน้าประหลาดใจเฉินอี้ที่ถูกบังคับให้นอนอยู่นิ่งๆ รู้สึกสับสนไปหมดแล้ว
“เจ้ามิได้อยู่ที่บ้าน เจ้ายังอยู่ที่อารามผิงจิ้ง” จางฝูลู่บอกกับเขา
เฉินอี้จับๆคลำๆ ผ้าห่มที่คลุมตัวของเขาอยู่แล้วก็นึกในใจ แล้วเขามานอนทำอันใดที่อารามผิงจิ้ง
“เจ้าจำอันใดมิได้เลยหรือ” จินลี่หยางถามเฉินอี้
เฉินอี้นอนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า “มีอันใดเกิดขึ้นหรือขอรับ”
จินลี่หยางจางฝูลู่ และเถ้าแก่ถัง ทั้งสามคนหันมองหน้ากัน จินลี่หยางจึงเป็นคนกล่าว
“เจ้าไม่สบาย ข้ากับจางฝูลู่ไปเจอเจ้าในป่าท้ายอารามจึงพามานอนพักและให้เถ้าแก่ถังมาดูอาการเจ้า”
“ข้าไม่สบายหรือ” เฉินอี้ขมวดคิ้ว “ข้าไม่สบายเมื่อใดกัน”เขาบ่นพึมพำกับตนเอง
เฉินอี้มองตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยและมองหาอาหลิ่งทั้งสองคนชี้ไปที่ด้านนอกอาราม เฉินอี้จึงพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงเข้าใจ
“เสี่ยวอี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองป่วยเป็นหยางหัวใจพร่องมานานเพียงใดแล้ว”เถ้าแก่ถังเอ่ยถาม
เฉินอี้เงียบไปมือที่จับผ้าห่มเกร็งขึ้นเล็กน้อย “ข้ามิทราบขอรับ”
เถ้าแก่ถังมองหน้าเฉินอี้และถอนใจเบาๆ“เอาเถิด เจ้านอนอยู่เช่นนี้ก่อน อย่าเพิ่งลุกขึ้นสักครึ่งชั่วยามให้เลือดของเจ้าไหลเวียนสะดวกแล้วค่อยกลับบ้าน ข้าจะจัดยาให้เจ้าเอง”
เถ้าแก่ถังลุกขึ้นยืนมองหน้าจางฝูลู่และจินลี่หยางเป็นเชิงบอกให้พวกเขาตามออกมาคุยกันด้านนอก
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยจึงยืนเฝ้ามิให้เฉินอี้ดื้อลุกขึ้นมาเฉินอี้ทำหน้าเซ็ง
“เฉินอี้โกหกใช่ไหมขอรับ เขามีความรู้ทั้งเรื่องสมุนไพรและการรักษา เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าตนเองป่วยเป็นอันใดอยู่”จินลี่หยางกล่าวขึ้นทันทีที่ออกมาพ้นระยะที่เฉินอี้จะได้ยิน
จางฝูลู่ขมวดคิ้ว“เขาอาจจะไม่รู้จริงๆ ก็ได้มิเช่นนั้นเขาจะลุกขึ้นมาสระผมตั้งแต่เช้ามืดแบบนั้นหรือ เวลานอนก็ไม่ค่อยปิดประตูหน้าต่างทั้งที่บ้านอยู่ริมน้ำเขาอาจจะร้อนก็เป็นได้”
เถ้าแก่ถังโบกมือ“หยางหัวใจพร่อง คือการไหลเวียนของเลือดที่ช้าลง ทำให้ร่างกายขาดความร้อนคนที่หยางหัวใจพร่องจึงมักมีอาการกลัวความหนาว แขนขาเย็น อ่อนแรง หากเขาไม่รู้จริงๆว่าตนเองป่วยก็ถือว่าการดำเนินชีวิตเช่นนั้นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับอาการของเขา”
เถ้าแก่ถังเงียบไปอึดใจ“แต่ถ้าหากเขารู้ แล้วยังปฏิบัติกับตนเองแบบนั้น นั่นก็หมายความว่าเขากำลังฆ่าตัวตายแล้ว”
จินลี่หยางกับจางฝูลู่ต่างยืนตัวแข็งกล่าวอันใดมิออกด้วยกันทั้งคู่
เฉินอี้นอนตะแคงหันไปด้านที่เขาได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ไหวอยู่ด้านนอกพลางถอนใจเบาๆ มือก็ค่อยๆ แตะไปตามรอยแผลบนใบหน้าของตนเองที่รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ อยู่นับทั้งหมดได้สิบกว่ารอย โดยเฉพาะผิวบริเวณใกล้ดวงตาของเขา
อาหลิ่งที่ปรากฏกายอยู่ด้านหลังของเฉินอี้ยืนมองเขาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ
อันที่จริงนางเองก็พอจะสังเกตได้มาระยะหนึ่งแล้วว่าเฉินอี้มีอาการผิดปกติ
เฉินอี้นั้นมีผิวพรรณขาวผ่องตามเชื้อสายของมารดาเขาเป็นเด็กสุขภาพดี เพราะมู่หรงฮุ่ยซิ่วเอาใจใส่เขาตั้งแต่เขายังอยู่ในครรภ์
แต่ระยะหลังๆมานี้ เฉินอี้ดูซีดเซียวลงไปถนัดตา ทำอันใดก็เหนื่อยง่ายหลังจากให้การช่วยเหลือดวงวิญญาณเขาก็ฟื้นตัวได้ช้าลงร่างกายของเขาตอนนี้ก็ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนแต่ก่อน
จางฝูลู่กับจินลี่หยางที่ยืนมองเฉิินอี้อยู่ที่หน้าประตูต่างก็มีสีหน้าบอกไม่ถูกทั้งคู่
จางฝูลู่นั้นแทบอยากจะเข้ามากระชากคอเสื้อเฉินอี้ถามเสียให้รู้แล้วรู้รอดว่าเหตุใดเขาจึงได้มีความคิดที่แสนโง่งมเช่นนี้
จินลี่หยางมองจางฝูลู่ที่ยืนสะกดกลั้นอารมณ์ของตนเองอยู่จนหน้าดำหน้าแดงจึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเฉินอี้เสียเอง
เมื่อเฉินอี้ได้ยินเสียงฝีเท้าก็พลิกกายหันมาร้องถาม “พี่ลี่หยางหรือขอรับ”
“อืม ข้าเอง”
“พี่ลี่หยาง ข้าลุกขึ้นได้หรือยังขอรับ” เฉินอี้รู้สึกเบื่อมากแล้ว
จินลี่หยางยิ้มบางๆ“อีกสักครู่เถิด ใกล้จะถึงเวลาครึ่งชั่วยามแล้ว”
“ขอรับ” เฉินอี้ถอนใจเบาๆ
“เจ็บไหม”จินลี่หยางแตะมือไปที่รอยเล็บบนใบหน้าของเฉินอี้ที่มีเลือดซึมออกมา
“ไม่แล้วขอรับ”
“แล้วแผลที่คอเล่า” จินลี่หยางเลื่อนมือไปที่คอเฉินอี้
และโดยที่มองแทบไม่ทันว่าจางฝูลู่เดินเข้ามาถึงตัวตั้งแต่เมื่อใดจางฝูลู่ก็ปัดมือจินลี่หยางออกก่อนที่มือของเขาจะแตะโดนคอของเฉินอี้เสียด้วยซ้ำ
“พอแล้ว อาอี้จะเจ็บเพราะเจ้ามัวแต่จับแผลเขานั่นแหละ”จางฝูลู่กล่าวพลางมองจินลี่หยางอย่างขุ่นเคือง
จินลี่หยางลอบยิ้มอยู่คนเดียว
เขาเพียงแค่อยากจะแกล้งยั่วโทสะคนขี้หวงน้องชายเท่านั้นเองมิเช่นนั้นคงอีกนานกว่าจางฝูลู่จะยอมเดินเข้ามาหาเฉินอี้เพราะความโกรธยังคุกรุ่นอยู่
อาหลิ่งมองชายหนุ่มทั้งสามคนแล้วก็ยิ้มจากนั้นก็เคลื่อนกายออกจากห้องเพื่อไปหาตงเปียนและหลิวซูเจี๋ย
จินลี่หยางพาเถ้าแก่ถังขี่ม้ากลับไปส่งที่ร้านยาไท่อันถังและกลับมาที่อารามผิงจิ้งอีกครั้งพร้อมกับเหอผิงที่ขี่ม้ามาด้วยอีกตัวหนึ่ง
หลังจากร่ำลานักพรตเหลิงจิ้นเต๋อแล้วทั้งหมดก็พากันขึ้นม้ากลับเข้าเมือง
จินลี่หยางให้เฉินอี้ขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกันกับเขาและให้จางฝูลู่ไปกับเหอผิง
จางฝูลู่มองจินลี่หยางพลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันถอนใจรดต้นคอ เหอผิงที่นั่งอยู่ด้านหน้าจนเหอผิงเริ่มกลัวว่าจางฝูลู่จะกัดหูของเขาเข้าสักคำหนึ่ง
จินลี่หยางนั่งหน้ามึนทำไม่รู้ไม่ชี้อยู่บนหลังม้า บังคับม้าให้วิ่งเหยาะๆโดยมีเฉินอี้นั่งอยู่ด้านหน้าของเขา
แต่พอม้าเริ่มควบจังหวะเร็วขึ้นเฉินอี้ก็ไอออกมา เขาจึงรีบดึงบังเหียนให้ม้าหยุดวิ่งและบอกเหอผิงว่าที่กองทหารรักษาเมืองคงมีงานรออยู่อีกมาก ให้เหอผิงรีบไปก่อนได้เลยมิต้องรอเขา
เหอผิงรับคำและบังคับม้าให้ออกวิ่งจางฝูลู่หันมามองหน้า จินลี่หยางสายตาเคียดแค้นแต่ก็ทำอันใดมิได้ได้แต่รีบเกาะหลังเหอผิงไว้ และตะโกนว่าเขาจะรอเฉินอี้อยู่ที่กองทหารรักษาเมือง
จินลี่หยางจึงโบกมือให้จางฝูลู่อย่างผู้ชนะและยิ้มได้กวนโทสะเขามากจนจางฝูลู่นึกด่าบรรพบุรุษจินลี่หยางอยู่ในใจ